xs
xsm
sm
md
lg

สบส.แจงชัด “ยาใน รพ.” เป็นบริการควบคุม อยู่ระหว่าง กกร.ออกมาตรการ ยันผู้ป่วยซื้อยาจากภายนอกได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อธิบดี สบส.แจงชัด “ยาใน รพ.” เป็นบริการทางการแพทย์ต้องควบคุม อยู่ระหว่างอนุฯ และ กกร.ออกมาตรการ ส่วนมติ คกก.สถานพยาบาล เป็นแค่ความเห็นที่ต้องส่งให้พิจารณา ยันผู้ป่วยสั่งซื้อยาจากภายนอกได้ เพราะเป็นสิทธิ แต่ไม่จำเป็นต้องติดป้าย ย้ำใบเสร็จ รพ.เอกชน ต้องแจงชัดค่ายาและค่าบริการตามประกาศ สธ.

จากกรณีคณะกรรมการสถานพยาบาลมีการประชุมเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2562 โดยมีกระแสข่าวว่า มีมติให้ยาในสถานพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพยาบาล ไม่เข้าข่ายเป็นสินค้า จนเกิดการตีความและวิพากษ์วิจารณ์ ว่า ไม่สามารถออกไปซื้อยาตามร้านขายยาทั่วไปได้นั้น

วันนี้ (18 ก.พ.) นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ว่า ต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่า ยาจัดเป็นสินค้าควบคุม และมีมาตรการในการควบคุมอยู่แล้ว คือ การติดป้ายราคายาข้างกล่อง เพียงแต่บริการทางการแพทย์ ที่เพิ่งถูกกำหนดให้เป็นบริการที่ต้องควบคุม ยังไม่มีมาตรการใดๆ คณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จึงตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2562 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดมาตรการเกี่ยวกับยาและการให้บริการในสถานพยาบาล และได้ประชุมเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2562 โดยมีมติให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรับฟังความคิดเห็น เช่น สบส. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) บริษัทสมาคมประกันภัย เป็นต้น เมื่อได้ความคิดเห็นแล้วจึงนำกลับมาในอนุกรรมการเพื่อกำหนดมาตรการต่อไป



นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า สบส.จึงนำเรื่องนี้เสนอคณะกรรมการสถานพยาบาลให้ความเห็น ซึ่งมีปลัด สธ.เป็นประธาน มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนรวม 29 คน โดยมีการประชุมเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งตนเพิ่งได้รับรายงานสรุปเมื่อวันที่ 17 ก.พ. จึงจะแจ้งมติของคณะกรรมการสถานพยาบาลที่แท้จริง เพื่อทำความเข้าใจตรงกัน ซึ่งมี 2 ประเด็น คือ 1.ยาในสถานพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของบริการทางการแพทย์ ตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งแพทย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลการรักษา และ 2.การติดป้ายประกาศแจ้งให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยาไปซื้อนอกสถานพยาบาล กรรมการเห็นว่า เป็นสิทธิของผู้ป่วยอยู่แล้วที่นำใบสั่งยาไปซื้อข้างนอกได้ จึงไม่เห็นด้วยในการติดป้ายประกาศ เพราะการรักษาในโรงพยาบาลเป็นลักษณะของทีมสหวิชาชีพที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแพทย์และเภสัชกร รวมถึงคุณภาพของยา ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยตามแผนการรักษา

“มติทั้ง 2 ข้อนี้ไม่ใช่ข้อยุติที่ต้องดำเนินการ เป็นเพียงความเห็นที่จะต้องเสนอต่อไปยังอนุกรรมการพิจารณา และเสนอ กกร.ในการกำหนดมาตรการเพื่อบังคับใช้ต่อไป ดังนั้น ข่าวที่ออกไปว่า ห้ามไปซื้อยาข้างนอกจึงไม่ใช่ ยังสามารถซื้อได้ เพราะเป็นสิทธิของผู้ป่วย นอกจากนี้ การจะออกมาตรการยังต้องรอความเห็นจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น สมาคมประกันวินาศภัย องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการประกันทั้งหมด เพราะผู้ป่วยที่มารักษา รพ.เอกชนทั้งหมด 60-70% เป็นผู้ป่วยที่มีประกันชีวิต” นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวและว่า ขอย้ำว่า จุดยืนของ สธ. คือ ราคาต้องเหมาะสม ผู้มารับบริการต้องได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน และรับบริการที่ปลอดภัย ส่วน สบส.ที่รับผิดชอบสถานพยาบาล จุดยืนก็คือเรื่องมาตรฐานสถานพยาบาลทั้งด้าน คน สถานที่ และวิธีการ

เมื่อถามว่า จะเสนอความเห็นไปยังอนุกรรมการเมื่อไร นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า หลังจากส่งเรื่องนี้ให้ รมว.สธ.รับทราบก็สามารถส่งได้เลย ส่วน กกร.จะเชิญประชุมเมื่อไร ก็ต้องดูว่าส่วนที่เกี่ยวข้องหลายๆ ส่วน ที่ให้ไปทำการบ้านมาเสร็จหรือยัง ทั้งนี้ มาตรการของการให้บริการอยู่ระหว่างการจัดทำ แต่มาตรการหนึ่งของเดิมที่มีอยู่แล้ว ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล คือ การแจ้งรายการค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วยทราบ เปิดเผยได้ในสถานที่ให้บริการ

เมื่อถามว่าผู้ป่วยที่ไป รพ.เอกชน ยังสามารถซื้อยาจากภายนอกได้หรือไม่ นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้ห้าม และเป็นสิทธิของผู้ป่วย เป็นสิทธิมานานพอสมควรแล้ว ซึ่งทุกวันนี้ก็มีการใช้ใบสั่งยาไปซื้อยาข้างนอกอยู่แล้ว เช่น กรณียาใน รพ.ไม่มี ขาดสต๊อกชั่วคราว หรือกรณีผู้ป่วยมารักษา รพ.รัฐแล้วมีคิวรอนานมาก ก็จะขอไปซื้อยาข้างนอก เป็นต้น แต่ยาบางตัวไม่สามารถซื้อได้ อย่างไรก็ตาม ที่มีการร้องเรียนว่า ทำไมค่ารักษาพยาบาล รพ.เอกชน แพง สบส.ได้รับการร้องเรียนจากผู้ไปรับบริการ รพ.เอกชน ปี 2561 ประมาณ 300 กว่าราย เป็นเรื่องยาและค่ารักษาแพงเพียง 2% ส่วนใหญ่ที่ร้องเรียนเป็นเรื่องมาตรฐาน แต่ 2% ที่ร้องเรียนก็ได้รับการแก้ไข โดยชี้แจงรายละเอียดว่า ยาใน รพ.มีต้นทุนในการบริหารจัดการและควบคุมให้ได้มาตรฐาน การบริการทางเภสัชกรรม การบริหารจัดการคลังยา การขนส่ง ยาจึงเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการ

เมื่อถามว่าหากยารวมอยู่ในบริการจะแยกค่าใช้จ่ายออกมาให้ชัดอย่างไร นพ.ณัฐวุฒิ กล่าวว่า อนุกรรมการก็พูดชัดว่าให้ รพ.แจงรายละเอียดในใบเสร็จ ซึ่งเข้าใจว่ามีอยู่แล้ว รพ.ก็ดำเนินการอยู่แล้ว แต่ รพ.เอกชนจำนวน 300 กว่าโรงที่ดำเนินการอยู่อาจมีแค่ 80% ที่ทำ ส่วน 20% ยังไม่ได้ทำเนื่องจากระบบการจัดเก็บข้อมูลในรายละเอียด นายกสมาคม รพ.เอกชน ก็ได้รับปากที่ประชุมในวันนั้นว่า จะไปดำเนินการให้ทำทุกโรง โดยใช้โปรแกรมให้เหมือนกัน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งจะยึดโยงตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชนิดหรือประเภทของการรักษาพยาบาล ยา และเวชภัณฑ์ การบริการทางการแพทย์ หรือการบริการอื่นของสถานพยาบาลและสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งผู้รับอนุญาตจะต้องแสดงตามมาตรา 32(3) พ.ศ. 2561


กำลังโหลดความคิดเห็น...