xs
xsm
sm
md
lg

ไขความคิด แก้วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในสายตานักวิชาการสิ่งแวดล้อม "พิสุทธิ์ เพียรมนกุล"

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ขณะนี้สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถือว่าดีขึ้น ทุกพื้นที่ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลังจากเจอวิกฤตมานานมากกว่า 1 เดือน จนต้องระดมหลากหลายวิธีการมาแก้ปัญหาเพื่อลดฝุ่น ตั้งแต่การฉีดล้างทำความสะอาดถนน การฉีดพ่นน้ำขึ้นฟ้า ปฏิบัติการบินฉีดพ่นน้ำ ไปจนถึงการดำเนินการทำฝนเทียม

แล้วการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ดำเนินการกันมานานนั้นเพียงพอแล้วหรือไม่ หรือยังต้องเพิ่มมาตรการอะไรอีก เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดย รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้ชี้เป้าทางออกไว้อย่างน่าขบคิด

รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มาจาก 4 ปัจจัยร่วมกัน คือ 1.แหล่งกำเนิด 2.สภาพอากาศ 3.สภาพพื้นที่ และ 4.จำนวนพื้นที่สีเขียว ซึ่งหลักๆ แล้วในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล แหล่งกำเนิดยังคงมาจากการจราจรเป็นหลัก ส่วนการเผาในที่โล่งมักมาจากจังหวัดข้างเคียงอื่นๆ รวมถึงประเทศกัมพูชา ที่พัดข้ามมา ประกอบกับสภาพอากาศปิด ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองในพื้นที่ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า ช่วงนี้ที่ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ทั่วพื้นที่ กทม.ที่ลดลงจนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานนั้น มาจากอากาศที่เริ่มเปิด เนื่องจากมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้พัดมาจากทางอ่าวไทย มาเจือจางอากาศรอบ กทม.และปริมณฑลที่ปิดมาหลายวันให้เบาบางลง สถานการณ์ฝุ่นจึงดีขึ้น

"แต่ถามว่า มาตรการหลายอยางที่ภาครัฐดำเนินการเพื่อลดฝุ่นละอองนั้น ช่วยให้ค่าฝุ่นลดลงหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยทำให้ค่าฝุ่นละอองลดลง แต่มองว่า เกี่ยวข้องประมาณเพียง 20-30% เท่านั้น สาเหตุที่ทำให้สภาพอากาศดีขึ้น เพราะมาจากลมที่พัดขึ้นมาจากทางอ่าวไทยมากกว่า ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องขบคิดอีก 2 เรื่อง คือ 1.กทม.และปริมณฑลจะมีโอกาสสภาพอากาศกลับมาปิดอีกครั้งหนึ่ง และ 2.การที่ลมพัดขึ้นไปทางเหนือ จังหวัดต่างๆ ที่อยู่เหนือ กทม.และปริมณฑลขึ้นไปจะมีการป้องกันดูแลอย่างไรด้วย" รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

สำหรับมาตรการแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 ซึ่งเมื่อสภาพอากาศกลับมาปิด ก็มีโอกาสกลับมาสะสมจนสูงได้อีกครั้ง รศ.ดร.พิสุทธิ์ มองว่า ยังคงต้องเพิ่มมาตรการในอีก 3 ส่วน คือ

1.จัดการกับแหล่งกำเนิดของฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง

รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าวว่า ในพื้นที่ของ กทม.มาจากปัญหาการจราจร ซึ่งเรื่องนี้ต้องมอง 3 ประเด็น คือ 1.น้ำมัน ต้องปรับจากยูโร 4 เป็นยูโร 5 ซึ่งจะช่วยลดกำมะถันลง ลดฝุ่น PM2.5 ลง 2.เครื่องยนต์ ซึ่งรถเก่าหรือใหม่นั้นส่งผลต่องฝุ่นเยอะเช่นกัน ต้องมีมาตรการแก้ปัญหาเรื่องการใช้รถยนต์รุ่นเก่า และ 3.สภาพการจราจรที่ทำให้รถติด ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ ให้การจราจรสะดวกและรวดเร็วขึ้น เพราะการที่มีอุปสรรคทำให้รถวิ่งช้าลง ตามหลักแล้วก็จะทำให้เกิดการกำเนิดของฝุ่น PM2.5 มากขึ้น

"การปรับสภาพการจราจรนั้น อาจต้องมาแก้ปัญหาเรื่องการจอดรถริมถนนที่ทำให้รถติด โดยตำรวจต้องจริงจังกับปัญหานี้มากขึ้น หรือนโยบายใช้รถร่วมกันอย่างคาร์พูลก็เห็นด้วย นอกจากนี้ คือทำให้ประชาชนสะดวกสบายมากขึ้นจากการใช้รถหรือขนส่งสาธารณะ ซึ่งเราไม่ค่อยพูดเรื่องนี้ แต่ว่าโครงข่ายขนส่งสาธารณะต้องครบ ทั้งรถเมล์ บีทีเอส เอ็มอาร์ที หรือแม้กระทั่งเรือ ต้องมาพิจารณานโยบายร่วมกัน เพื่อช่วยทำให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวลดลง โดยอาจไม่ต้องถึงการใช้รถวันคู่วันคี่เลยได้" รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

2.โหมกระแส อากาศและสิ่งแวดล้อมคือเรื่องของทุกคน

รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าวว่า ตนพูดไว้ในหลายเวทีว่า เรื่องสิ่งแวลดล้อมเป็นเรื่องของเราทุกคน โดยเฉพาะเรื่องของอากาศนั้น เป็นสิ่งที่ลดความเหลื่อมล้ำของทุกคนในสังคม เพราะไม่ว่าจะยากดีมีจนนั้น ทุกคนรับผลกระทบจากอากาศทั้งหมด ดังนั้น การจะลดค่าฝุ่น PM2.5 ไม่ได้มาจากใคร ต้องมาจากการที่ทุกคนเห็นความสำคัญและร่วมกันแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การโยนหน้าที่กันไปมา รัฐบอกว่าประชาชนต้องทำ ประชาชนก็มองว่ารัฐต้องแก้ไข ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมกันเสียสละเพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5

"ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เกิดจากอะไรหรือใคร แต่เกิดจากมนุษย์พวกเราเอง สิ่งที่เราขาดคือในช่วงที่ผ่านมา คือ 1.ขาดรูปแบบการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับปัจจุบัน 2.ขาดการนำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นำมาใช้แก้ปัญหา และ 3.เรื่องสิ่งแวดล้อมต้องไม่โทษกันไปมา ซึ่งการรณรงค์ให้ความรู้บอกทุกคนว่า สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เรารับผลร่วมกัน และต้องร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ก็จะช่วยลดได้ เพราะหากไม่รู้ไม่ใส่ใจ คิดว่า ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แม้จะตระหนักว่าฝุ่นทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ แต่ก้ยังเอารถมาจอดอยู่ มากีดขวางจราจร ทำให้รถติด ก็ต้องรับผลกระทบจากการกระทำของตัวเอง จะคาดหวังให้ตำรวจจับอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ คือเรื่องที่ภาครัฐต้องพยายามสื่อออกไป" รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

กฎหมายไม่เท่าสร้างจิตสำนึก

รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องของการออกกฎหมายอากาศสะอาด ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา หรือจีน ก็ทำเรื่องนี้มาแล้ว แต่อยากให้มองย้อนกลับมาว่า แก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายอากาศสะอาด ผลสุดท้ายถ้าย้อนกลับมาจริงๆ เราไปทำอะไรให้ประชาชนของเราคิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของเราหรือยัง มิเช่นนั้นก็เดินตามรอยเดิม คือ ประเทศไทยมีกฎหมายเยอะมาก แต่ประชาชนรู้สึกว่า ไม่ใช่เรื่องของเรา ก็ไม่สนใจอยู่ดี มองว่า ทุกภาคส่วน มหาวิทยาลัย ราชการ เอกชน ที่จะทำซีเอสอาร์ ควรมารวมช่วยกันหรือไม่ ในการส่งข้อความหรือเมสเสจเดียวกันว่า อยากให้สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ถ้าประชาชนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง กฎหมายก็จะดำเนินการได้ง่าน ถ้าเน้นออกกฎหมายตอนนี้อาจจะมีแรงต้านมากกว่า

"ช่วงนี้ถือเป็นวิกฤตที่ดี ในช่วงที่คนกำลังตื่นตระหนกกับเรื่องฝุ่น PM2.5 สามารถพลิกมาเป็นโอกาสได้ ในการสร้างแนวคิดว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องขงอทุกคนที่จะต้องช่วยกัน" รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

3.นำยุทธศาสตร์ชาติสิ่งแวดล้อมมาปฏิบัติอย่างจริงจัง

รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าวว่า ในยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการเขียนถึง 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1.พื้นที่สีเขียว ซึ่งบอกว่า 20 ปีข้างหน้า เราอยากเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 55% โดยใน 5% นั้นต้องเป็นพื้นที่สีเขียวในเมือง ซึ่งปัจจุบันเรามีพื้นที่สีเขียวในเมืองเพียง 3 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่าเฉลี่ยควรอยู่ที่ 9 ตารางเมตรต่อคน 2.แผนผังภูมินิเวศ ในแต่ละพื้นที่ คือ 1) ต้องมองว่า อยากให้พื้นที่ตรงนั้นเหมาะสมจะเป็นอะไรที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้ 2) พื้นที่นั้นมีทรัพยากรธรรมชาติหรือโครงสร้างอะไรมาสนับสนุนอย่างเหมาะสมหรือไม่ เช่น อยากปลูกข่าวพันธุ์ดี แต่น้ำไม่พอก็ไม่ใช่ 3) เวลาเกิดของเสียขึ้น มีการบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องบำบัดกำจัดอย่างเดียว อาจสามารถพัฒนาไปเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้หรือไม่ และ 4) พื้นที่ต่างๆ มีความเชื่อมโยงอย่างไรบ้าง ไม่ใช่พัฒนาแยกกัน และ 3.ยกระดับปรับกระบวนทัศน์ ก้คือ แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นของคนไทยทุกคน เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา

"เป้าหมายในเรื่องสิ่งแวดล้อมเรามีแล้วในยุทธศาสตร์ชาติ เหมือนกับว่า เรามีทิศทางเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วว่า จะไปทางไหน คือ ทิศทางไม่ผิดแน่นอน มีช่วงเวลากำหนดไว้ แต่อยู่ที่ว่า จะไปอย่างไร ซ่งไม่ได้อยู่ที่กรรมการยุทธศาสตร์ แต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจในเวลานั้นจะดำเนินการหรือไม่อย่างไร ซึ่งก็หวังว่า ในช่วงจะเลือกตั้งนี้ จะได้เห็นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมดีๆ จากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองบ้าง และหวังว่ารัฐบาลต่อไปจะนำเรื่องในยุทธศาสตร์ชาติมาประยุกต์เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม" รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

สำหรับพื้นที่เหนือ กทม.และปริมณฑลขึ้นไป ที่อาจต้องเตรียมเผชิญกับฝุ่นละอองบ้างนั้น รศ.ดร.พิสุทธิ์ แนะนำ ว่า อย่างแรก คือ ต้องเรียนรู้และป้องกันตนเอง ซึ่งปัจจุบันก็มีแอปพลิเคชันหรือมีเซนเซอร์ที่วัดได้ระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เห็นเทรนด์ของค่าฝุ่นได้ ก็ต้องเรียนรู้และป้องกันตนเองก่อน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยเจือจาง อย่างที่สอง เมื่อรู้ว่าฝุ่นจะมีมาแล้ว เรารู้ว่า 2 สาเหตุสำคัญตอนนี้ คือ รถยนต์ และ เผาในที่โล่ง ถ้าลดละเลิกตรงนี้ได้ก็เป็นเรื่องดี

"ส่วนที่จะออกประกาศควบคุมเบ็ดเสร็จแบบ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ที่ออกคำสั่งห้ามเผาเด็ดขาด เพื่อลดปัญหาตั้งแต่ต้นทางเลยนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งถ้าจำเป็นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ต้องอยู่ในดุลพินิจของแต่ละที่ เพราะปัจจัยเรื่องสภาพพื้นที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน" รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...