xs
xsm
sm
md
lg

นักวิชาการนิด้า ชี้ ฉีดน้ำลดฝุ่นจิ๋วตอนกลางวันไม่เกิดประโยชน์ เสนอบังคับเลขทะเบียนคู่คี่ กทม.ชั้นในแค่บางวัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อาจารย์นิด้า ชี้ มาตรการฉีดน้ำควรทำรอบอาคาร และฉีดช่วงค่าฝุ่นสูง ย้ำทำตอนกลางวันไม่เกิดประโยชน์ เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ลดลง เผยมาตรการสั่งปิดโรงเรียน ต้องทำให้เด็กเข้าใจว่าเกิดวิกฤต หวั่นหยุดแล้วออกไปเที่ยวทำกิจกรรมนอกบ้าน ไม่เกิดประโยชน์ แนะไทยควรปรับค่ามาตรฐานฝุ่นภาคใต้ให้เทียบเท่า WHO ส่วนเลขทะเบียนคู่คี่ ควรบังคับเขตกทม.ชั้นใน และเป้นบางวัน มีแอปพลิเคชันแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า

วันนี้ (31 ม.ค.) ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของภาครัฐในขณะนี้ ว่า หลายมาตรการที่เรามีความรู้สึกว่า ภาครัฐทำอะไรกันอยู่ ดูเป็นเรื่องขบขันก็มีการทำมาแล้วในต่างประเทศหลายมาตรการ เช่น ห้ามปิ้งย่าง โดรนพ่นสารกำจัดหมอกควัน การรณรงค์ประชาขนสวมหน้ากาก ลดกิจกรรมภายนอกบ้าน ก็มีเช่นเดียวกัน อย่างเรื่องของการสเปรย์น้ำ มีคนพูดเยอะมาก ข้อเท็จจริง คือ ไม่ใช่สเปรย์น้ำแบบสะเปะสะปะ แต่ต้องทำเป็นช่วงเวลา ซึ่งเราทราบดีอยู่แล้วว่า ค่าของฝุ่นจะพุ่งขึ้นสูงในช่วงไหน เวลาใด เพราะเราสามารถคาดการณ์ได้จากรูปแบบค่าของฝุ่นที่พุ่งขึ้นสูง อย่าง กทม. จะเป็นช่วงเช้าและเย็น ดังนั้น ควรฉีดพ่นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ในเวลากลางวันที่อากาศใกล้ผิวโลกพองตัวขึ้นจากความร้อนในช่วงเวลากลางวัน ค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 จะลดลงอัตโนมัติก็ไม่มีประโยชน์ที่จะฉีดสเปรย์ในช่วงเวลากลางวัน

“คนพูดเยอะว่า สเปรย์น้ำธรรมดา เอาไม่อยู่ เพราะฝุ่นมันเล็กกว่าเม็ดน้ำ และจะเอาอยุ่ได้ต้องมาจากที่สูง ไม่ใช่ฉีดจากข้างล่าง และต้องมีหัวฉีดละอองขนาดเล็กจิ๋วมาก และทำรอบอาคารจะเกิดประโยชน์ เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแต่ละวันในอาคารมากกว่าข้างนอก ซึ่งอากาศในอาคารก็มาจากข้างนอก แต่เรามักเชื่อว่า อากาศที่ผ่านเข้ามาในอาคารผ่านเครื่องปรับอากาศจะมีการกรองมลพิษให้อากาศสะอาดขึ้น ซึ่งฝุ่นขนาดใหญ่กรองได้ แต่ขนาดเล็กเช่นนี้ก็ยังคงเข้ามา ยิ่งต่ำกว่า 1 นาโนเมตร แทบใกล้เคียงแก๊สแล้ว จึงจำเป็นต้องจัดการให้อากาศภายนอกอาคารสะอาดก่อนเข้ามาภายใน การสเปรย์น้ำรอบดาดฟ้าอาจช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่คิดว่า 100%” ศ.ดร.ศิวัช กล่าว

ศ.ดร.ศิวัช กล่าวว่า สำหรับมาตรการสั่งปิดโรงเรียน ไมได้หมายความว่า ให้นักเรียนหยุดเรียนรู้ เพราะฉะนั้นครูต้องมีการติดตามผลการเรียนรู้ และหามาตรการสื่อสารกับนักเรียน ผ่านโซเชียล เพื่อประเมินผลความก้าวหน้าทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องด้วย รวมทั้งต้องมีการสื่อสารให้เด็กเข้าใจว่า การหยุดเรียนเพราะอากาศเกิดวิกฤตเพียงใด ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ มิเช่นนั้น หากหยุดเรียนไป แต่ก็ยังออกไปข้างนอกไปทำกิจกรรมต่างๆ ไปเล่นฟุตบอล เป็นต้น ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ นอกจากนี้ ค่าฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทย ไม่ควรใช้ค่าเดียวแบบตัดสูทชุดเดียวล้วใช้ทั้งหมด อาจต้องทำแบบประเทศจีน ที่ในเขตพิทักษ์สิ่งแวดล้อมหรืออุทยานแห่งชาติใช้ค่ามาตรฐานรายวัน 35 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคร./ลบ.ม.) ส่วนพื้นที่อุตสหากรรมใช้ 75 มคก./ลบ.ม. ประเทศไทยบางพื้นที่มองว่าสามารถใช้ค่าเดียวกับองค์การอนามัยโลกได้แล้ว เช่ร ภาคใต้ อย่างภูเก็ตกระบี่ ตรัง อาจใช้ค่ารายวันที่ 25 มคก./ลบ.ม.

ศ.ดร.ศิวัช กล่าวว่า สำหรับมาตรการรถทะเบียนเลขคู่เลขคี่ มองว่า ไม่ควรใช้เป็นมาตรการแบบเหวี่ยงแห บังคับใช้ทุกจุด แต่ควรเน้นเฉพาะเขต กทม. ชั้นใน ไม่ใช่ชั้นนอก และไม่ได้บังคับใช้ทุกวัน ใช้เฉพาะช่วงเกิดวิกฤต นโยบายรัฐบาลต้องล้อตามสภาพอากาศ ซึ่งสามารถคาดการณ์ได้อยู่แล้วตามโมเดลหรือแบบจำลอง เรารู้อยู่แล้วว่า ช่วงอีกกี่วันข้างหน้าจะเกิดวิกฤต รัฐบาลควรมีแอปพลิเคชันหนึ่งตัวที่แจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าว่า ใครที่จะไปทำธุระบริเวณนี้ มีความเสี่ยงสูงที่ค่า PM2.5 พุ่งขึ้นสูง จะเข้าได้เมื่อมีทะเบียนเลขคี่หรือคู่ในวันนั้น รวมถึงควรมีมาตรการลดภาษีเครื่องกรองอากาศ เป็น 0% ได้ยิ่งดี ควรมองว่าไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เพราะช่วยให้เรามีสุขภาพดีขึ้น ควรมองเป็นอุปกรณ์เสริมทางการแพทย์ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ควรมีมาตรการให้เขตพ้นที่เสี่ยงที่มีความหนาแน่นสูง ต้องผลักดันให้ใช้ยูโร 5 และอาจให้ประชาชนสามารถรายงานคนที่ปล่อยมลพิษได้ผ่านไลน์ เฟซบุ๊ก คล้ายการใช้โดรนสอดแนมของเกาหลีใต้ ว่า มีพื้นที่ไหนแอบปล่อยมลพิษเพื่อลงโทษตามกฎหมาย


กำลังโหลดความคิดเห็น...