xs
xsm
sm
md
lg

มันเกาะมากับฝุ่น ทั้ง "แคดเมียม-ทังสเตน-เชื้อแอนแทรกซ์" เผยไทยไม่มีค่ามาตรฐานโลหะหนัก-จุลินทรีย์ในอากาศ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


มันแฝงมากับฝุ่น PM2.5 ทั้งสารโลหะหนัก-เชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ส่งผลระยะยาวตายผ่อนส่ง นักวิจัย ชี้ เจอสารแคดเมียม-ทังสเตนสูงเกินมาตรฐานสากล ส่วนตะกั่วต่ำกว่าค่ามาตรฐาน เหตุปรับมาใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ด้านจุลินทรีย์พบเชื้้อแอนแทรกซ์บ่อยสุดที่เขตยานนาวา ห่วงไทยยังไม่มีค่ามาตรฐานสารโลหะหนักและจุลินทรีย์ในอากาศ จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกค่ามาตรฐาน

วันนี้ (24 ม.ค.) ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) แถลงข่าว "มัจจุราชเงียบ PM2.5 ภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ในฝุ่นเล็กจิ๋ว" ว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขณะนี้ ไม่ได้มีอันตรายเพียงแค่ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของสารโลหะหนักและจุลินทรีย์ที่ติดมากับฝุ่นด้วย โดยฝุ่นขนาดใหญ่พื้นที่ผิวสัมผัสจะน้อยกว่า แต่ยิ่งฝุ่นขนาดเล็กพื้นที่ผิวสัมผัสโลหะหนักและจุลินทรีย์ก็ยิ่งมาก ประเด็น คือ ฝุ่น PM2.5 เล็กมากจนสามารถเข้าไปในส่วนลึกถึงก้านหรือขั้วปอดได้ ก็จะนำสารโลหะหนักและจุลินทรีย์ก่อโรคเข้าไปในร่างกายด้วย เรียกว่า ตอนนี้เรารู้แค่ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 แต่ไม่รู้ลยว่าสิ่งที่ติดมากับฝุ่น PM2.5 นั้นมีอะไรและมากน้อยแค่ไหน

"สิ่งนี้คือความน่ากลัวของอากาศ เพราะเราไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราสูดอากาศหายใจเข้าไปนั้น มีอะไรอยู่บ้าง ที่สำคัญทุกวันนี้ค่าในการควบคุมมลพิษในอากาศมีอยู่ไม่กี่ตัวเท่านั้น เช่น ฝุ่นขนาดไม่เกิน 100 ไมครอน หรือ TSP ฝุ่น PM10 ฝุ่น PM2.5 โอโซน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ขณะที่สารโลหะหนักมีเพียงตะกั่วเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริง ในอากาศยังมีสารโลหะหนักอื่นๆ อีกมาก รวมไปถึงสารก่อการกลายพันธุ์ และสารก่อมะเร็ง แต่ไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานเอาไว้เลย จึงต้องมีการเฝ้าระวังประเด็นเหล่านี้ด้วย เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้" ศ.ดร.ศิวัช กล่าว

ศ.ดร.ศิวัช กล่าวว่า จากการทำวิจัยโดยดักจับฝุ่นจากสถานีตรวจวัดคุรภาพอากศ 7 จุดหลักของกรมควบคุมมลพิษ เป้นเวลามากกว่า 6 เดือน แล้วนำไปวิเคราะห์สารโลหะหนัก พบว่า มีสารโลหะหนักหลายตัว แต่ส่วนใหญ่ไม่เกินค่ามาตรฐานสากล แม้กระทั่งตะกั่วก็ไม่เกิน เพราะมีการปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่ไร้สารตะกั่ว ซึ่งช่วยลดได้จริง แต่ที่เกินมาตรฐานสากล คือ สารหนูและแคดเมียม ส่วนการวิจัยเมื่อปี 2010-2011 โดยเก็บฝุ่นจากดาดฟ้าคระวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเวลา 2 ปี พบสารโลหะหนัก 51 ชนิด ส่วนใหญ่ไม่เกินมาตรฐาน แต่ที่เกินคือ แคดเมียม และทังสเตน

"สารโลหะหนักเกิดขึ้นหลักๆ จาก 3 แหล่ง คือ 1.โรงงานอุตสาหกรรม 2.ยานพาหนะ โดยเฉพาะจานเบรก ซึ่งพบว่าการขับแล้วแตะเบรกบ่อยๆ จะยิ่งปล่อยโลหะหนักออกมามาก คือ ทังสเตน ซึ่งเป็นพิษ ทำให้ค่าของทังสเตนพุ่งสูง และ 3.เตาเผาศพ เนื่องจากในร่างกายหลายคนมีวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ฟันเทียมมีทองคำ อมัลกัมที่ใช้อุดฟันทำมาจากปรอท ไทเทเนียมที่ใช้ทำกระดูกทดแทนต่างๆ เป็นต้น เมื่อเผาศพแล้วโลหะหนักต่างๆ เหล่านี้ก็ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งระบบดักจับนั้นไม่มีอะไรที่กรองได้ 100% นอกจากนี้ ยังเกิดจากการเผาขยะ เผาชีวมวลในที่โล่งแจ้ง ที่มีการปล่อยโลหะหนักออกมาได้ แม้จะปริมาณน้อย แต่เผาเป็นวงกว้างก็มีปริมาณมากขึ้นได้" ศ.ดร.ศิวัช กล่าวและว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมควบคุมมลพิษควรจะออกค่ามาตรฐานสารโลหะหนักตัวอื่นๆ ด้วย และควรปรับค่ามาตรฐานมลพิษให้เหมือนกับสากล ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของไทยต่ำกว่า เพราะเป็นประเทศยังไม่พัฒนา ซึ่งเท่ากับเราดูถูกประเทศตนเอง แปลว่าคุณภาพชีวิตของคนไทยไม่เท่ากับคนอื่น

ด้าน ผศ.ดร.รุจิกาญจน์ นาสนิท รองคณบดีฝ่ายวิชาการ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่มีค่ามาตรฐานของเชื้อจุลินทรีย์ในอากาศเช่นกัน ปัจจุบันที่พบคือมีค่าของทางยุโรป ทั้งนี้ จุลินทรีย์มีอยู่แล้วในสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ขยะต่างๆ ส่วนในอากาศเกิดจากการถูกลมหอบเอาขึ้นมา โดยมีฝุ่นทุกขนาดเป็นตัวกลางในการเดินทางผ่านอากาศ ส่วนจะอยู่รอดในอากาศหรือไม่ ขึ้นกับปัจจัยทางสภาพภุมิอากาศ ความเร็วลม ทิศทาง รังสียูวีต่างๆ

ผศ.ดร.รุจิกาญจน์ กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลเมื่อปี 2555 โดยการเก็บฝุ่น TSP จากสถานีตรวจวัดอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 7 จุด รวม 8 เขต มาวิเคราะห์หาดีเอ็นเอของจุลินทรีย์ พบว่า จุลินทรีย์ในกลุ่ม "บาซิลลัส" พบสูงมาก ซึ่งแบคทีเรียบาซิลลัส สามารถสร้างสปอร์ได้ ทนความร้อนสูง จึงไม่ตายในอากาศง่ายๆ โดยชนิดที่พบสูงสุด คือ แบคทีเรีย บาซิลลัส ซรเรียส พบสูงสุดใน 7 เขต คือ วังทองหลาง บางกะปิ ห้วยขวาง บางขุนเทียน ธนบุรี ลาดพร้าว และดินแดง ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคอาหารเป็นพิษ ส่วนอีกตัวคือเชื้อบาซิลลัส แอนทราซิส พบสูงสุดในเขตยานนาวา ซึ่งก่อโรคแอนแทรกซ์ และเป็นเชื้อเดียวกับที่นำมาทำอาวุธชีวภาพ ซึ่งหากสูดเข้าไปมากๆ อาจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการศึกษาความถี่ในการพบ ไม่ใช่ความเข้มข้นของเชื้อในอากาศ ซึ่งการจะเกิดโรคอยู่ที่เชื้อมีปริมาณมากหรือไม่ และขึ้นกับความแข็งแรงของร่างกายแต่ละคน

ผศ.ดร.รุจิกาญจน์ กล่าวว่า ส่วนเชื้อราที่พบสูง คือ แอสเพอจิลลัส พบ 33% ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อโรคบ่อยที่สุดในมนุษย์ เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด นอกจากนี้ ยังพบเชื้อเพนนิซิลเลียมด้วย ซึ่งเชื้อที่พบนั้นจะแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิอากาศของแต่ละที่ อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝุ่นน่าจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณเชื้อในอากาศ ซึ่งหากฝุ่นเยอะเชื้อก็เยอะ การที่ป่วยโรคภูมิแพ้ต่างๆ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเชื้อเหล่านี้ปะปนมากับฝุ่นละอองในอากาศได้เช่นกัน ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกค่ามาตรฐานจุลินทรีย์ในอากาศ เพราะเรามีค่ามาตรฐานทั้งในน้ำ ในอาหาร แต่ไม่มีในอากาศเลย โดยอาจใช้ค่ามาตรฐานของยุโรปมาใช้ก็ได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...