xs
xsm
sm
md
lg

แพทยสภา แนะประเมินสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ค่าสูงอาจเลื่อนเวลาเข้าเรียน ปลูกต้นตะขบดูดจับฝุ่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แพทยสภา เตรียมรวบรวมข้อมูลแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องแก้ปัญหา แนะระยะสั้นควรเลื่อน ลด ละ เลิก กิจกรรมสัมผัสฝุ่นละออง เด็กอนุบาล-ประถมต้น ในพื้นที่ค่าฝุ่นสุง อาจเลื่อนเวลาเข้าเรียน ชวนร่วมลดการเกิดฝุ่น ช่วยได้ในระยะยาว ปลูกต้นตะขบช่วยดูดจับฝุ่น ด้านอายุรแพทย์ห่วงสัมผัสฝุ่นพื้นที่สีส้มตลอดปี เทียบเท่าสูบบุหรี่ครึ่งซอง 30 ปี

วันนี้ (17 ม.ค.) ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภา กล่าวในงานเสวนาเรื่องฝุ่นละออง PM2.5 กับปัญหาสุขภาพและแนวทางแก้ไข ว่า การดำเนินชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในตอนนี้ เนื่องจากสภาวะอากาศไม่ได้เหมือนกันตลอดทั้งวัน ดังนั้น การจะเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศระบายเมื่อไร หรือการจะเดินทางไปในพื้นที่ต่างๆ จึงอยากให้พิจารณาตามความเหมาะสม ว่า ช่วงนั้นค่าฝุ่นละอองสูงหรือไม่ หากไม่ได้สูงก็สามารถดำเนินตามปกติได้ แต่หากค่าฝุ่นนั้นสูง เช่น อยู่ในพื้นที่สีแดง ก็อาจต้องเลี่ยงเพื่อไม่ให้สัมผัสกับฝุ่นในช่วงที่กำลังสูง อย่างการเข้าเรียนหรือเข้าทำงาน หน่วยงานอาจพิจารณาเลื่อนเวลาเข้าเรียนหรือทำงานหรือไม่ เพื่อไม่ต้องรับความเสี่ยงในการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรการระยะสั้นที่ดำเนินการชั่วคราว เมื่อสถานการณ์ปกติก็ปรับกลับมาตามเดิม

“อย่างศิริราชวันที่ 18 ม.ค. 2562 จะมีการจัดงานวิ่งช่วงเช้าตรู่ เมื่อเจอปัญหาฝุ่นเช่นนี้ ซึ่งค่าฝุ่นมักจะสูงในช่วง 05.00-07.00 น. ซึ่งเมื่อก่อนเรามองว่าช่วงนี้อากาศจะดี สูดได้เต็มปอด เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็สั่งหยุดกิจกรรม เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบ อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของแพทยสภา คือ การสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ข้อดี คือ ทำให้เกิดการตื่นตัวของประชาชน ที่สำคัญคือหน่วยงานที่มีอำนาจจะต้องลงมาแก้ไขอย่างจริงจัง แต่ไม่อยากให้คิดว่า เดี๋ยวเรื่องนี้ก็ผ่านไป อย่าลืมว่า ฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบระยะยาวมากกว่าระยะสั้น แพทยสภาจะมีการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลผลกระทบจากราชวิทยาลัยต่างๆ ส่งถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ คาดว่าจะทำได้ภายในสัปดาห์หน้า” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการระยะยาว ส่วนหนึ่งเราต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วย เพราะหากเราไม่ทำอะไรเลยปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กจะเพิ่มสูงมากขึ้น แต่หากเราเริ่มลงมือที่จะลดการเกิดฝุ่นละอองและช่วยกัน แม้ผลจะไม่เห็นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวปัญหาก็จะลดลง เช่น การปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะต้นตะขบ ซึ่งใบจะสามารถเกาะฝุ่นได้ดี

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ข้อมูลจากทั่วโลกพบว่า 9 ใน 10 ของประชากรที่สัมผัสฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รองจากการสูบบุหรี่ โดยพบว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมอง 24% โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 43% โรคหัวใจขาดเลือด 25% และมะเร็งปอด 29% ทุกปีประชากรจำนวน 7 ล้านคนจะเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากมลพิษทางอากาศ โดยเด็ก 0-5 ปี เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ 5.7 แสนคนต่อปี และกระทบต่อพัฒนาการและความสามารถในการรับรู้ ส่วนในปี 2561 พบว่า มีการเสียชีวิตจากมะเร็งปอด 1.8 ล้านคน และพบผู้ป่วยรายใหม่ 2.1 ล้านคน คิดเป็น 11.6% ของผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมด

นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้แทนราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธรรมชาติของร่างกายจะมีระบบภูมิคุ้มกันในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม รวมไปถึงฝุ่นขนาดเล็กด้วย แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับและระบบร่างกายด้วยว่า จะกำจัดได้หมดหรือไม่ แต่หากสัมผัสบ่อยๆ ซ้ำๆ มากๆ ก็อาจทำให้อักเสบระคายเคืองได้ ความจริงแล้วไม่อยากให้กลัวพื้นที่สีแดงมากจนเกินไป เพราะจะสุงจนเป็นพื้นที่สีแดงไม่กี่เดือน แต่ควรกังวลพื้นที่สีเหลืองหรือสีส้มที่เจอตลอดปี ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า การอยู่ในพื้นที่สีส้มตลอดทั้งปีเท่ากับการสูบบุหรี่ครึ่งซองในระยะเวลา 30 ปี แต่หากอยู่พื้นที่สีแดง 1 ชั่วโมงขึ้นไป และอยู่ทั้งปีเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1 ซองในระยะเวลา 30 ปี ดังนั้น มาตรการระยะสั้นจึงเสนอในเรื่องของการเลื่อน ลด ละ เลิก พฤติกรรมในการสัมผัสฝุ่นละออง เช่น เลื่อนเวลาออกกลางแจ้ง หรือเลื่อนเวลาเข้าเรียนเข้างานในช่วงที่มีค่าฝุ่นสูง หากค่าสูงขึ้นก็อาจลดเวลาออกไปกลางแจ้ง ลดชั่วโมงเรียนหรือทำงาน หากสูงขึ้นอีกก็ยกระดับเป็นงดหรือห้ามออกนอกที่พักอาศัย เป็นต้น ส่วนหน้ากากอนามัยมองว่า ควรแจกให้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ อยู่ในพื้นที่นานๆ เช่น ตำรวจจราจร คนขับรถเมล์ร้อน รถสามล้อ หรือแม่ค้าริมทาง เป็นต้น

“มีงานวิจัยในญี่ปุ่นพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เมื่อได้รับมลพิษเยอะทำให้เป็นโรคปอดบวมมากขึ้น ดังนั้นโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงควรมีการประเมิน ให้เด็กอนุบาลและประถมต้นเลื่อนเวลาการเข้าเรียน จากเข้าเรียนในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ก็อาจเลื่อนเป็นช่วง 10 โมงหรือไม่ และหากสถานการณ์รุนแรงขึ้นก็อาจลด หรือเลิกไปตามระดับความรุนแรง” นพ.เกียรติ กล่าว

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องฝุ่นขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่คนไปรับบริการใน รพ. มากขึ้น แต่ที่กังวลคือผลกระทบในระยะกลางและระยะยาว เช่น ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เด็กเกิดภาวะสมองเสื่อม พิการ หรือโรคทางสมองแย่ลง ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนประเมินและปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดในช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูง

นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อุปนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลการใช้ยา หรือสูตรอาหารต่างๆ สามารถกำจัดฝุ่นละอองได้ เช่น หญ้าดอกขาว มีงานวิจัยว่า ช่วยในการเลิกบุหรี่ อาจจะมีกลไกช่วยได้ซึ่งตนไม่ทราบ แต่ในทางการแพทย์ยังไม่มีการยืนยันว่า ยาตัวไหนสามารถขับฝุ่นละออง หรือต่อต้านได้

น.ส.ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง กล่าวว่า ต้นไม้เป็นเครื่องฟอกอากาศที่ดีของคนเมือง ดังนั้น ขอเรียกร้องให้มีการเพิ่มปริมาณต้นไม้ใหญ่ในเมืองโดย 1. ต้นไม้เดิมต้องหยุดการตัดจนกุด ต้องให้มีกิ่งก้านใบคอยดูดสารพิษ ซึ่งฝุ่นเล็กๆ จะติดใบได้ หากตัดจนหมดไม่มีใบ ก็ไม่ช่วยชีวิตแต่อย่างใด นอกจากนี้ จะต้องมีการอบรมรุกขกรในการตัดแต่งต้นไม่ให้ถูกต้อง ตัดแต่งอย่างไรให้เพิ่มจำนวนใบได้ เป้นการสร้างมาตรฐานในการตัดแต่งต้นไม้ หลังอบรม 2-3 เดือนแล้วต้องดูว่าตัดต้นไม่ถูกต้องหรือไม่ หากเป็นส่วนราชการแล้วพบว่ายังตัดแต่งไม่ถูกต้องก้ต้องเลิกจ้าง หรือเอกชนก็ต้องจัดอบรมเพิ่ม และหากยังทำผิดอยู่ต้องมีมาตรการลงโทษ เพราะเปรียบเสมือนการทำลายเครื่องฟอกอากาศของคน และ 2. ปลูกต้นไม้ใหญ่เพิ่ม โดยจะต้องมีการวางแผนให้ต้นไม้สามารถมีช่วิตร่วมกับคนในเมืองได้



กำลังโหลดความคิดเห็น...