xs
xsm
sm
md
lg

3 หน่วยงานร่วมพัฒนาทักษะอาชีพเด็กนำร่อง 5 สถานรองรับเด็ก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สสส.-กรมเด็กฯ-สวท. จับมือร่วมเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนก่อนออกสู่สังคม หลังพบที่ผ่านมามีเด็กอายุ 18 ปี เพียง 10% ที่มีงานทำ ชี้ เด็กส่วนใหญ่ขาดแรงบันดาลใจ ไม่มีเป้าหมายในชีวิต และขาดทักษะชีวิต พร้อมนำร่อง 5 สถานรองรับเด็ก เน้นพัฒนาทักษะชีวิต/อาชีพ ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน พึ่งพิงตนเองได้ ตั้งเป้าในกรอบ 3 ปี เห็นผลพร้อมขยายต่อครอบคลุมสถานสงเคราะห์อีก 16 แห่ง

วันนี้ (25 ธ.ค.) ที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในสถานรองรับเด็กของ ดย. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมเด็กและเยาวชนออกสู่สังคมอย่างเป็นสุข ระหว่าง ดย. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท.)

โดย ดร.สมคิด สมศรี อธิการบดี ดย. กล่าวว่า ดย.มีภารกิจในการดูแลคุ้มครองเด็กภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ทั้งนี้ ปัจจุบันมีสถานรองรับเด็ก หรือ สถานสงเคราะห์ ทั่วประเทศ 30 แห่ง มีเด็กและเยาวชน ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 18 ปี อยู่ในการอุปการะ 6,513 คน ยังมีบ้านพักเด็กอีก 76 บ้าน รวมทั้งหมดเด็กกว่า 8,000 คน เด็กในการดูแลมีความหลากหลาย ทั้งกำพร้า พิการ ครอบครัวยากจน ครอบครัวขาดความพร้อมด้านสภาพแวดล้อมและไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของเด็ก เด็กติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น ที่ผ่านมาการดูแลเด็กกลุ่มนี้รัฐสนับสนุนงบประมาณ แต่จนถึงอายุ 18 ปีบริบูรณ์เด็กจะต้องออกจากสถานรับรอง แต่เราพบปัญหาไม่สามารถส่งเด็กกลุ่มนี้ออกได้ เพราะเด็กไม่มีงานทำ แม้จะ ดย.จะมีการอบรมอาชีพให้แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ขณะนี้มีเพียง 10% เท่านั้นที่เรียนจบมีอาชีพ ส่วนที่เหลือเมื่อไม่มีงานทำยังอยู่ในสถานรับรองก็ยังต้องหางบประมาณดูแล เพราะรัฐไม่ได้จัดสรรงบให้

อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มนี้บางรายมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อทางสังคมได้ง่าย เมื่อออกสู่โลกภายนอก มักพบปัญหาร่วมของเด็ก 2 เรื่อง คือ ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง ขาดแรงบันดาลใจและการตั้งเป้าหมายในชีวิต และขาดการฝึกฝนทักษะชีวิตในหลายๆ ด้าน ด้วยเหตุนี้ ดย. ได้กำหนดให้มีนโยบายการพัฒนาระบบคุณภาพสถานรองรับเด็ก ในสถานรองรับเด็ก โดยร่วมกับ สสส. และ สวท. ในการทำงาน และได้คัดเลือกสถานรองรับนำร่อง 5 แห่ง ได้แก่ 1. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด 2. สถานสงเคราะห์เด็กหญิงอุดรธานี 3. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านราชสีมา 4. สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านเชียงใหม่ และ 5. สถานสงเคราะห์เด็กปัตตานี โดยมีกรอบความร่วมมือ 3 ปี ตั้งแต่กันยายน 2561-สิงหาคม 2564 โดยตั้งเป้าให้ทั้ง 5 แห่งเป็นต้นแบบในการจัดสวัสดิการด้านเด็กและเยาวชนและเป็นศูนย์การเรียนรู้ และสามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่สถานรองรับเด็กอื่นๆ ทั้ง 16 แห่ง ในประเภทสถานรองรับเด็กอายุ 6-18 ปี ทั้งหญิงและชาย จำนวน 2,620 คน รวมถึงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรและระบบบริหารจัดการองค์กรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

ด้าน ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล นายก สวท. กล่าวว่า สวท. จะร่วมมือในการเตรียมความพร้อมเด็กเยาวชนออกสู่สังคม โดยการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจและสังคมให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์ โดยจะเน้น 3 เรื่อง คือ 1. พัฒนากระบวนการและชุดความรู้สำหรับการพัฒนาระบบคุณภาพสถานรองรับเด็ก 2.พัฒนาบุคลากรผู้รับผิดชอบการปฏิบัติงานในระบบบริการหลักของสถานรองรับเด็ก และ 3. สนับสนุนให้สถานสงเคราะห์เป้าหมาย 5 แห่ง เป็นสถานสงเคราะห์เปิด โดยดำเนินการให้สถานรองรับเด็กทำงานแบบมีส่วนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เกิดนวัตกรรม เครื่องมือเทียบระดับ (BENCHMARKING) จำนวน 2 ชุด (คู่มือเทียบระดับและคู่มือระบบคุณภาพสถานสงเคราะห์) ที่ครอบคลุมเรื่องการประเมินตนเอง (SELF-ASSESSMENT TOOLS) และคู่มือการพัฒนาบุคคลากรในระบบบริการหลัก (PROGRAMMING TOOLS) 5 โปรแกรม และมีบุคลากรดูแลเด็กที่มีศักยภาพตามตัวชี้วัดในระบบหลักทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการเรียนรู้ ,ด้านการดูแลสวัสดิภาพ และความปลอดภัย, ด้านนันทนาการ และด้านการศึกษาและวิชาชีพ

ขณะที่ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า เด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่เปราะบาง ซึ่งในการพัฒนาสุขภาวะต่างๆ จะมุ่งที่กลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มแรกๆ เพราะเป็นรากฐานสำคัญ สำหรับสถานรองรับเด็กที่มีการรวมกลุ่มของเด็กที่มาจากหลากหลายสภาพแวดล้อม จึงมีความซับซ้อน ทั้งนี้ สสส. จะร่วมสนับสนุนการดำเนินการทั้งในทางวิชาการ การพัฒนาคุณภาพบุคลากร ตลอดจนร่วมแก้ไขปัญหาตามโจทย์ที่สถานรองรับเด็กต้องการ ขณะเดียวกัน จะเชื่อมโยงความร่วมมือไปสู่ชุมชนโดยรอบเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลเด็กและเยาวชนในสถานรับรองเด็ก เพื่อให้เติบโตออกสู่สังคมอย่างเป็นสุข โดยมุ่งผลลัพธ์ที่ตัวเด็กและเยาวชน เกิดสถานรองรับเด็กต้นแบบ ที่สามารถขยายผลการดำเนินงานไปสู่สถานรองรับเด็กอื่นๆ ต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...