xs
xsm
sm
md
lg

สร้าง กม.การศึกษาเพื่อเป้าหมายการเรียนรู้จริงๆ เถอะ/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ฉบับนี้ขอพักเรื่องการนำผลสรุปการเก็บข้อมูลชุดแรกของการนำงานวิจัย ในหัวข้อ “การบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย” มาสกัดเป็นภาษาง่าย ๆ กระชับ และสรุป เพื่อเผยแพร่เป็นตอน ๆ หลังจากเผยแพร่ไปแล้ว 8 ตอน ซึ่งเป็นผลสรุปทั้งหมดของการเก็บข้อมูลชุดแรก ในประเด็นสำคัญที่เป็นข้อค้นพบจากงานวิจัยอนาคตภาพในการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย ที่ผู้ให้ข้อมูลทั้ง 17 คน มีความคิดเห็นสอดคล้องกันจากการวิจัยอนาคตภาพ เทคนิค Ethnographic Delphi Future Research (EDFR) จากนั้นจะเป็นการนำเครื่องมือที่ได้สังเคราะห์ข้อมูลให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันด้วยการตอบแบบสอบถาม แล้วนำผลที่ได้ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือบุคลากรที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนที่จัดการศึกษาปฐมวัยซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร จาก 94 โรงเรียน จำนวน 282 คน ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน หรือ Confirmatory Factor Analysis (CFA) เพื่อยืนยันอีกครั้ง

แต่ดิฉันขอพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน และจะกลับมาเขียนถึงงานวิจัยอีกครั้งหลังปีใหม่

อันเนื่องมาจากได้ไปอ่านบทความชิ้นหนึ่งที่เขียนโดยอาจารย์ปกรณ์ นิลประพันธ์ ถึงเรื่อง “เป้าหมายของการเรียนรู้” (Learning Goal) ตามลิ้งค์นี้ https://lawdrafter.blogspot.com/2018/12/learning-goal.html?m=1&fbclid=IwAR0lTBfJwdmb6Nv3Se4Vewkkr3BKS304DfA9WFeqzRTxoNxVw7Lho3rSE1c

เป็นความสนใจส่วนตัวที่เห็นด้วยต่อเรื่องนี้ !

ขอคัดย่อมาบางส่วนที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์มากถ้าสามารถทำได้ !!
……………………
เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า “ความเหลื่อมล้ำทางปัญญา” นั้นเป็นเหตุแห่งความเหลื่อมล้ำทั้งปวง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รากเหง้าจึงต้องแก้กันที่ความเหลื่อมล้ำทางปัญญานี่แหละ ไม่ใช่ไปแก้ที่อื่น ไปแก้ที่อื่นก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน มันจะหายคันได้อย่างไร

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน จึงได้วางรากฐานในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางปัญญาไว้ชัดเจน ดังปรากฏตั้งแต่แรกในอารัมภบทและในบทบัญญัติอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๕๔ และในหมวดการปฏิรูปประเทศ

สำหรับกฎหมายสำคัญที่สุดในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางปัญญา ได้แก่ กฎหมายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งตอนนี้กำลังพิจารณากันอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกำลังถกกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดว่าจะปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... อย่างไรจึงจะดี

เบื้องต้น คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายเห็นว่าถ้าเขียนแบบเดิม ๆ คือโผล่มาก็จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการบริหาร หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ การประชุม เบี้ยประชุม ตั้งกรมตั้งสำนักงาน ตั้งกองทุน การออกใบอนุญาต โทษ ฯลฯ จนสุดท้ายปลายทางก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าเป้าหมาย (Goal) ของการศึกษาคืออะไร เพราะมีแต่ “กระพี้” เต็มไปหมดดังว่า จึงคิดกันว่ากฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่จะเขียนกันในคราวนี้ควรจะใช้วิธีเขียนอย่างประเทศที่เขาพัฒนาแล้วบ้าง

อย่างญี่ปุ่นนี่กฎหมายพื้นฐานด้านการศึกษาของเขานี่ใส่ปรัชญาในการเรียนรู้ของปัจเจกชนไว้ชัดเจนเลย ว่าวัตถุประสงค์คืออะไร เป้าหมายคืออะไร การจัดการศึกษาและการให้การเรียนรู้แก่ผู้คนต้องเป็นไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ หาได้กำหนดรายละเอียดยิบย่อยไว้จนหลงลืมหลักการอย่างกับวิธีการเขียนกฎหมายโดยเน้น “ลอกแบบ” แต่ประการใดไม่

เมื่อคิดเห็นเป็นเช่นนี้ คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายจึงยึดหลักว่าเมื่อครบเกณฑ์อายุที่กำหนด ผู้เรียนจะได้อะไรจากการศึกษาในแต่ละช่วงชั้นบ้าง

เริ่มจากเด็กตั้งแรกเกิดแต่ไม่เกิน 3 ขวบ อันนี้เป็นหน้าที่ของบิดามารดาผู้ปกครองที่จะต้องให้ความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่ดูแลเด็กให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงสมวัย มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี รู้จักช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่ของมือถือหรือแท็บเล็ตอย่างที่เห็นกันดาษดื่น นั่นคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายเห็นว่าพ่อแม่กำลังรังแกลูกนะครับ ไม่ใช่รักลูก

ต่อไปเป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ขวบ วัยนี้เริ่มเข้าเรียนอนุบาลกันแล้วแต่ยังไม่เข้าประถมศึกษา คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายยึดหลักว่าเมื่อถึงอายุหกขวบ ผู้เรียนต้องได้เรียนรู้ (Learning) ในด้านต่าง ๆ ดังนี้มาแล้ว ได้แก่ ด้านสุนทรียศาสตร์และการแสดงออกที่สร้างสรรค์ (Aesthetics and Creative Expression) คือ ให้สนุกกับศิลปะ ดนตรี และกิจกรรมการแสดงออกต่าง ๆ รู้จักแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการผ่านศิลปะ ดนตรี และเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านการค้นพบโลก (Discovery of the World) คือ ให้รู้จัดสภาพแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่ ค้นหาว่าทำไมปรากฏการณ์ต่าง ๆ ถึงเกิดขึ้นได้โดยผ่านกระบวนการคิดแบบง่าย ๆ และมีทัศนคติที่ดีที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่ใช่เรียนแบบเอาเป็นเอาตายอย่างเด็กน้อยบ้านเรา ด้านภาษา (Language and literacy) เอาแค่สามารถสื่อความหมายได้ตรง ส่วนการเขียน ให้เขียน ก ไก่ ข ไข่ a b c ได้อย่างสนุกสนานก็พอ ยังไม่ต้องเก่งกาจขนาดผสมคำได้ เอาไวโตหน่อยก่อน ด้านการเคลื่อนไหว (Motor skills development) ให้สามารถร่วมกิจกรรมของเด็ก ๆ ได้อย่างสนุกสนาน มีความระมัดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือที่สาธารณะอื่น ๆ แค่นั้นพอ ด้านการคำนวณ (Numeracy) เอาแค่รู้จักตัวเลข ๐-๑๐ การเพิ่มและการลดจำนวน รูปทรงพื้นฐานสี่เหลี่ยมสามเหลี่ยม บอกได้ถูกต้องว่าอยู่ข้างบน ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวาเป็นอันพอ ส่วนด้านสังคมและอารมณ์ (Social and emotional development) ให้รู้จักควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตัวเอง รู้จักเคารพความแตกต่างหลากหลาย รู้จักสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมีความรับผิดชอบในการกระทำของตนเองพอ
ฯลฯ
………………………
เนื้อหาฉบับเต็มอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิ้งค์ข้างต้น จะเป็นการนำเสนอเนื้อหาที่แบ่งตามช่วงวัยพัฒนาการของเด็กและเยาวชนตามช่วงอายุ

นับเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะเอาใจช่วย

ดิฉันเองได้เคยมีโอกาสไปร่วมเป็นกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการในงานของรัฐในหลายภารกิจ หรือกระทั่งปัจจุบันยังเป็นอนุกรรมาธิการ พิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อสารมวลชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงรู้สึกเห็นด้วยเมื่อมีการพิจารณาร่างกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และเน้นเรื่องเป้าหมายของการเรียนรู้ แล้วคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายตั้งต้นว่า

“ถ้าเขียนแบบเดิม ๆ สุดท้ายปลายทางก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าเป้าหมาย (Goal) ของการศึกษาคืออะไร เพราะมีแต่ “กระพี้” เต็มไปหมดดังว่า จึงคิดกันว่ากฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่จะเขียนกันในคราวนี้ควรจะใช้วิธีเขียนอย่างประเทศที่เขาพัฒนาแล้วบ้าง”

ขณะเดียวกัน ก็ออกแบบแนวทางการพิจารณาโดยวางกรอบช่วงอายุเป็นตัวตั้ง แม้ตัวเองจะไม่ได้รู้ได้เห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาร่างกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามีแนวคิด หรือจะจัดทำร่างอย่างไร แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดนอกกรอบ

เพราะเรื่องการเรียนรู้ในยุคนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดนอกกรอบแบบไร้รูปแบบ โดยมีเป้าหมายที่ต้องตอบโจทย์ของประเทศว่าต้องการได้ทรัพยากรของมนุษย์ในยุคหน้าอย่างไรในการขับเคลื่อนประเทศ

ภายหลังอ่านบทความชิ้นนี้แล้วจึงทำให้ต้องเขียนถึงเรื่องนี้แทรกขึ้นมาก่อน เพราะอยากส่งเสียงบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่การร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นอนาคตได้มีโอกาสไปกำหนดอนาคตการเรียนรู้ของพวกเขาด้วย จะใช้หลักคิดแบบกฎหมายล้วน ๆ หรือคนรุ่นก่อนที่อยู่กับยุคการศึกษาแบบเดิม ๆ อีกต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ต้องเปิดทางให้คนยุครอยต่อดิจิทัลและยุคดิจิทัลได้นำแนวทางการศึกษาที่ไร้รูปแบบในต่างประเทศ และศึกษาบริบทของการศึกษาแบบไทยๆ ในยุคสมัยของเขา มามีส่วนต่อการพิจารณากฏหมายการศึกษาในบ้านเราด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันสนใจและชื่นชมก็คือ การสนใจเรื่องเด็กตั้งแต่แรกเกิดแต่ไม่เกิน 3 ขวบ ที่ระบุว่า “อันนี้เป็นหน้าที่ของบิดามารดาผู้ปกครองที่จะต้องให้ความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่ดูแลเด็กให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงสมวัย มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี รู้จักช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่ของมือถือหรือแท็บเล็ตอย่างที่เห็นกันดาษดื่นนั่น คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายเห็นว่าพ่อแม่กำลังรังแกลูกนะครับ ไม่ใช่รักลูก”

มาถูกทางแล้วจริง ๆ ค่ะ ที่เอาพ่อแม่มามีส่วนร่วมและมองเห็นปัญหาแล้ว แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือ นอกจาก “ความรัก” ที่คนเป็นพ่อแม่ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนก็รักลูกทั้งนั้น แต่สิ่งที่ขาดคือ “ความรู้” ทำอย่างไรที่ภาครัฐจะสามารถส่งต่อความรู้ไปถึงประชาชนในชาติให้ได้ตระหนักว่า สมองของเด็กในช่วงปฐมวัยมีความสำคัญที่สุดในช่วงชีวิตของมนุษย์ และการเลี้ยงลูกเพื่อให้มีสมองที่ดีพอเพื่อรับมือกับศตวรรษที่ 21  เรียกว่า Executive Function (EF) คือ ความสามารถของสมองที่จะควบคุมความคิด อารมณ์ การกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายการเลี้ยงลูกให้มี EF คือ เด็กที่มีปัญญา 

ความรักของพ่อแม่สำคัญ แต่ความรู้สำคัญกว่ามาก ที่จะทำให้พ่อแม่รักลูกให้ถูกทาง และพร้อมที่จะสร้างปัญญาให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นคนคุณภาพ

ประเด็นสุดท้าย ภายหลังจากที่อ่านบทความชิ้นนี้แล้ว อยากให้มีการเพิ่มเติมเรื่อง ทักษะในอนาคต(Future Skill) ที่ควรมีเพื่อตอบโจทย์ทิศทางของโลกอนาคต การศึกษาที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก และเราต้องก้าวข้ามเรื่อง “เด็กเกิดน้อย ต้องไม่ด้อยคุณภาพ” ให้ได้ด้วย

สรุป 3 ประการที่ขอเสนอคือให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมกำหนด ให้หาทางเพิ่มความรู้ให้พ่อแม่ และให้เพิ่มเรื่องทักษะในอนาคตให้เด็ก

หวังว่าจะได้เห็นรูปธรรมของร่างกฎหมายการศึกษาใหม่ในมิติใหม่เร็ว ๆ นี้นะคะ


กำลังโหลดความคิดเห็น...