xs
xsm
sm
md
lg

อดีตพลิกชีวิต เพียงเพราะเราไม่ถวิลหา

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพจาก pixabay.com
ความเชื่อมั่นในการผลักดันชีวิตให้ก้าวหน้าเป็นสิ่งที่ดีมาก เรามักถูกสอนสั่งเสมอว่าให้ขยัน ทำดี พัฒนาตัวเอง เรียนให้เก่ง ชีวิตจะได้ "สบาย" ปัญหาเกิดขึ้นก็จากคำว่า สบาย นี่แหละค่ะ สบายยังไง เงินเยอะขึ้น บ้านใหญ่ขึ้น อายุยาวขึ้น แล้วสภาพความคิด ตรรกะ ครรลองการดำเนินชีวิตของสังคมโดยรวมเล่าก็ควรพัฒนาไปตามเงินตราด้วยใช่หรือไม่

แต่ละคนมีมุมมองที่ต่างกันไป บางคนยังคงนิยมอดีต คุณแม่ของดิฉันเอง อายุ 60 กว่าแล้ว พอได้เห็นป้ายสินค้าที่มีคำลงท้ายว่า "โบราณ" เช่น กาแฟโบราณ ก๋วยเตี๋ยวสูตรคุณทวด เท่านั้นแหละ เหมือนมีมนต์สะกด แกจะต้องอยากอุดหนุนทันที หลายครั้งที่คนสมัยก่อนมักจะพูดว่า แต่ก่อนบ้านเมืองร่มเย็น สงบ ของไม่แพงแบบสมัยนี้ ดิฉันก็แอบคิดในใจเสมอว่ามันจริงหรือ เราพิสูจน์ไม่ได้เพราะไม่สามารถย้อนไปในอดีตได้ ได้แต่ดูรูปภาพ และเรื่องเล่า

แต่เห็นได้ชัดเจนว่า เรามีชีวิตที่สบายกว่าคนสมัยก่อนในหลาย ๆ ด้านจริง ๆ เห็นได้ชัดเจนในเรื่องการสื่อสาร การขึ้นเครื่องบินเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องแห่กันทั้งบ้านไปส่งที่สนามบิน ไปคล้องมาลัยเหมือนคนสมัยก่อนแล้ว เพราะค่าโดยสารอยู่ในระดับที่เข้าถึงคนในระดับกว้างขึ้น เรามี iPhone คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์จอแบน มีรถแบบไม่ต้องใช้คนขับ ต่าง ๆ นานา แต่ลองคิดและตอบตัวเองอย่างจริงใจว่า คิดว่าเรามีความสุขกว่าคนสมัยก่อน รุ่นคุณทวดปู่ย่า ตายายหรือไม่ อันนี้ก็น่าคิดอยู่นะ

เราทำงานหนักขึ้น นานขึ้น อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สร้างมาเพื่อทุ่นแรงเรา แต่เราก็ได้รับข่าวสารเท็จง่ายขึ้น เรื่องไร้สาระของคนอื่นมาถึงเราไวขึ้น มิจฉาชีพเข้ามาแฮคข้อมูลส่วนตัวเราง่ายขึ้น เราไม่ต้องเสียค่าส่งจดหมายแพง ๆ ไปต่างประเทศ เพราะมีไลน์ มีมือถือ แต่เราก็ปวดคอ ปวดบ่า ตามึน เพราะอยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้เกือบทั้งวัน ดิฉันเคยอ่านเรื่องราวของ Kapauku of Papau เป็นชนพื้นเมืองสมัยยุคกลาง ที่จะมีธรรมเนียมของชนเผ่าว่าถ้าวันนี้ออกล่าสัตว์ พรุ่งนี้จะพักทั้งวัน หรือ Kung Bushmen จะทำงานสองวันครึ่งต่อสัปดาห์ สำหรับคนสมัยนี้อาจมองว่าชนเผ่าเหล่านี้ขี้เกียจมาก หากเปรียบเทียบกับคนยุคนี้ที่ แม้แต่เด็กยังต้องเรียนพิเศษในวันหยุดตั้งแต่เช้าจรดเย็น ผู้ใหญ่ที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ กลับบ้านก็ต้องตอบไลน์ลูกค้าอีก เรากำลังมีความสุขสบายกว่าคนสมัยก่อนจริงหรือกับการทำงานทั้งปี จนสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือการได้นอน ได้พักร้อนเท่านั้นเอง

ดิฉันไม่ได้จะบอกว่าให้เรากลับไปใช้ชีวิตอย่างคนยุคหิน และไม่ได้จะเถียงว่าความขยันเป็นเรื่องไม่ดี ความก้าวหน้าเป็นเรื่องน่ากลัว แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ขึ้นทุกวัน เราควรมีการปรับตัวให้เป็นคนมีความคิดเฉียบคมมากขึ้น ทำอะไรให้มีเป้าหมายขึ้น มีการวางแผนล่วงหน้ามากขึ้น เมื่อโลกแห่งทุนนิยมคือโลกของเรา แทนที่จะนั่งมองบน ตัดพ้อว่าโลกเราช่างแข่งขัน เราน่าจะสร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจให้ตัวเองมากขึ้นโดยการ

1.รู้จักแยกแยะในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิต เรียนเพื่อรู้จริง แล้วนำมาประยุกต์ใช้ หากเรียนเอกภาษา ก็ลองไปท่องโลกดู ทำงานกับต่างชาติดู อย่ามัวแต่จิตตกกลัวผิด
2. มีการจัดการวางแผนล่วงหน้าในทุกสัปดาห์และมีวินัยในชีวิต ไม่ใช่วันนี้อยากทำอะไรก็ทำ แล้วจะมาบ่นไม่ได้ว่าโลกใบนี้ทำไมไปเร็ว
3. ส่งเสริมการพัฒนาด้านความคิด และจิตใจที่มีคุณธรรมก่อน เมื่อเชื่อว่าความดีเป็นสิ่งที่ใช่ ก็ใช้ชีวิตไปโดยไม่ต้องสนใจละ ว่าใครจะมาว่านินทา หยามเราทั้งต่อหน้าและผ่านสื่อ
4. มีตระกะด้านความคิดให้มาก พิจารณาสิ่งต่างๆอย่างเป็นกลาง ลูกทำผิดก็ต้องยอมรับและแก้ไขทันที อย่าทิ้งปัญหาไว้จนโต ดิฉันเคยเห็นผู้ปกครองที่ยืนเถียงแทนลูกว่าลูกขยันจะแย่แล้ว ทำไมสอบไม่ได้ ในขณะที่แม่ไม่เคยเข้ามาเห็นสภาพการเรียนของลูกในห้องสักครั้ง

หากเราสามารถผสมผสานการใช้ชีวิตโดยเอาความคิด คำสอนของรุ่นพ่อแม่ มาประยุกต์ให้เข้ากับปัจจุบัน ให้เกียรติคนอื่น พูดจาสุภาพ อวดกันด้วยผลงานจริง เท่านี้สังคมยุคใหม่กับตัวเราก็จะสามารถเติบโตไปพร้อมกันอย่างสบายค่ะ อย่าเสียเวลาตัดพ้อหรือถวิลหาอดีตที่แก้ไม่ได้ ปัจจุบันคือสิ่งที่จับต้องได้ที่สุดค่ะ

-----------------

ครูฮ้วง-เสาวลักษณ์ ลี้รุ่งเรืองพร เจ้าของสถาบัน Campus Genius Center ผู้สอนหลักสูตรติวเข้มเพื่อการสอบ SAT ด้วยแนวคิดแบบ Critical Thinking ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถยื่นคะแนนเข้าเรียน และประสบความสำเร็จในการเรียนคณะอินเตอร์ทั้งในและต่างประเทศ



กำลังโหลดความคิดเห็น...