xs
xsm
sm
md
lg

การมีส่วนร่วมคือหัวใจของสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย (8) / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ตอนที่ 8 ผลสรุปการเก็บข้อมูลชุดแรกของการนำงานวิจัยในระดับปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในหัวข้อ “การบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย” มาสกัดเป็นภาษาง่าย ๆ กระชับ และสรุป เพื่อเผยแพร่เป็นตอน ๆ เพราะเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อวงการการศึกษาปฐมวัย และผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องปฐมวัย โดยเฉพาะในอีก 10 ปีข้างหน้า

………………………………………..

จากผลสรุปของการเก็บข้อมูลชุดแรก มีประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากงานวิจัยอนาคตภาพในการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย ที่ผู้ให้ข้อมูลทั้ง 17 คน มีความคิดเห็นสอดคล้องกันจากการวิจัยอนาคตภาพ เทคนิค Ethnographic Delphi Future Research (EDFR) เพื่อสัมภาษณ์ สังเคราะห์ข้อมูล จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันด้วยการตอบแบบสอบถาม เพื่อดำเนินการศึกษาอนาคตภาพในการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย พบว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 6 องค์ประกอบหลัก ซึ่งประกอบด้วย

1) การบริหารจัดการโดยภาครัฐ

2) การบริหารจัดการการใช้สื่อดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

3) การบริหารจัดการบุคลากร

4) การบริหารจัดการงบประมาณ

5) การบริหารจัดการประสบการณ์การเรียนรู้

6) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการบริหารจัดการสื่อดิจิทัล

ตอนนี้มาถึงข้อมูลสุดท้ายข้อที่ 6 คือ การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลพบว่ามีตัวแปรย่อย 9 ตัวแปร ประกอบด้วย

1) หน่วยงานภาครัฐควรร่วมมือกันทำงานเชื่อมโยงกัน ไม่แยกกันทำงาน

2) หน่วยงานภาครัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสื่อดิจิทัล

3) หน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนอนุบาลทั้งในภาครัฐและเอกชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

4) ควรมีภาคีร่วมเป็นภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายครอบครัว

5) สื่อมวลชนต้องมีบทบาทในการช่วยปรับกรอบความคิดด้านสื่อดิจิทัล

6) เอกชนควรเข้ามามีส่วนช่วย

7) องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดสื่อ

8) ทุกหน่วยงานต้องร่วมส่งเสริมการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัยและ

9) พ่อแม่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ควรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสื่อแบบมีคุณค่าและมีการจัดการแบบเป็นระบบ

ผลสรุปของการเก็บข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 17 คน เห็นสอดคล้องกันว่ามีความสำคัญอย่างมาก

การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษา บ้าน และชุมชน คือการสร้างความร่วมมือระหว่างบ้านสถานศึกษาและชุมชน เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งมีรูปแบบการทำงานในลักษณะการทำงานแบบมีส่วนร่วมเป็นหัวใจของการจัดการศึกษาและสามารถจัดได้ทั้งในกิจกรรมของสถานศึกษา หรือจัดในกิจกรรมของบ้าน และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และต่อเนื่อง มีวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและผลดีต่อนักเรียนในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและครอบครัวในการจัดการศึกษาด้วยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กมีผลต่อพัฒนาการและความสำเร็จด้านการศึกษาของนักเรียนอย่างเด่นชัด อีกทั้งยังช่วยผลักดันให้สถานศึกษาดำเนินงานจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งการมีส่วนร่วมนั้น ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมได้ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนอนุบาลทั้งในภาครัฐและเอกชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญรัฐต้องกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัยและกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ หลักสูตรการผลิตครูต้องเน้นให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กมากขึ้น ควรวางนโยบายด้านการบริหารจัดการสื่อดิจิทัล แต่ควรปล่อยให้โรงเรียนมีอิสระในการจัดทำและการนำไปใช้ โดยเน้นให้ครูต้องมีความรู้และความเข้าใจในสื่อดิจิทัลนั้นๆ อย่างถ่องแท้ก่อนนำไปใช้กับเด็ก รวมถึง Software ต้องออกแบบให้เหมาะกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยด้วย

นอกจากนี้ เด็กจะมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้มากขึ้น ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้มากขึ้น อธิบายการเรียนรู้ร่วมกับเด็กได้ ต้องใช้สื่ออื่นๆ เช่น หนังสือ ร่วมกับสื่อดิจิทัล

หน่วยงานภาครัฐควรร่วมมือกัน ทำงานเชื่อมโยงกัน ควรมีภาคีร่วม เป็นภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนต้องมีบทบาทในการช่วยปรับความคิดความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรม(Mindset)ด้านสื่อดิจิทัล

สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Theory of Cooperative Learning) โดยสลาวิน(Slavin) เดวิด จอห์นสัน(David Johnson) และโรเจอร์ จอห์นสัน(Roger Johnson) กล่าวว่า ในกระบวนการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนเป็นมิติที่ถูกละเลยหรือมองข้ามไป โดยปกติปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนมีอยู่ 3 ลักษณะ คือเป็นลักษณะแข่งขันกัน ลักษณะต่างคนต่างเรียน และลักษณะร่วมมือกัน เขาเน้นความสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ

(1) มีการพึ่งพาอาศัยกัน (Positive Interdependence)

(2) มีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด(Face-to-Face- Promotive Interaction)

(3) สมาชิกแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได้(Individual Accountability)

(4) มีการใช้ทักษะการสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่ม(Interpersonal and Small-Group Skills)

(5) มีการวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม(Group Processing)

หากผู้เรียนได้ร่วมมือกันในลักษณะดังกล่าว จะเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น เนื่องจากการร่วมมือกันช่วยให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมาย มีแรงจูงใจภายใน แรงจูงใจสัมฤทธิ์ รู้จักใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ และรู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณ นอกจากนั้น ผู้เรียนยังมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันดีขึ้น และมีสุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

จริงอยู่ แม้จะเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันว่า การศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญมาก แต่สำหรับการบริหารจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยของไทยนั้น ยังคงประสบปัญหา จากการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการจัดการศึกษาเพื่อเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการเรื่องสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีงานวิจัยนำเสนอว่าไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ดูหน้าจอ และการดูหน้าจอสำหรับเด็กอายุ 2 – 5 ปี ในแต่ละครั้งควรจะน้อยกว่าวันละ 1 ชม. ต่อวัน แต่ในความเป็นจริงสำหรับเด็กไทย เด็กสามารถที่จะเข้าถึง เนื้อหาดิจิทัล (Digital Content) ผ่านอุปกรณ์ (Device) ได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ การควบคุมหรือบริหารจัดการการใช้สื่อดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย จึงเป็น “กฎของแต่ละบ้าน” มากกว่า “หลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติกันทั่วไป” พ่อแม่ผู้ปกครองจึงใช้บริหารการใช้สื่อของลูกตามความรู้ ความเชื่อ ค่านิยมของตนเองมากกว่าที่จะดูถึงความเหมาะสมหรือตามหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็น

ในขณะที่ครูในโรงเรียนที่เน้นการสอนด้านวิชาการให้กับเด็กปฐมวัยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศนั้น ก็ใช้การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์เป็นปัจจัยเชิงจูงใจ (Motivation Factor) สำหรับการชักจูงพ่อแม่ผู้ปกครองให้ส่งลูกเข้ามาเรียนในโรงเรียน เพราะเด็กจะได้สัมผัสและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากกว่า

และอุปสรรคใหญ่ที่กลายเป็นปัญหาอีกประการก็คือ หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของเด็กปฐมวัย กลับไม่ค่อยมีบทบาทในการให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง

ทั้งที่จริงๆ แล้ว การมีส่วนร่วมคือหัวใจของการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย


กำลังโหลดความคิดเห็น...