xs
xsm
sm
md
lg

ต้องทุ่มงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล(6) /สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ตอนที่ 6 ผลสรุปการเก็บข้อมูลชุดแรกของการนำงานวิจัยในระดับปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในหัวข้อ “การบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย” มาสกัดเป็นภาษาง่าย ๆ กระชับ และสรุป เพื่อเผยแพร่เป็นตอน ๆ เพราะเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อวงการการศึกษาปฐมวัย และผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องปฐมวัย โดยเฉพาะในอีก 10 ปีข้างหน้า
………………………………………..
จากผลสรุปของการเก็บข้อมูลชุดแรก มีประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากงานวิจัยอนาคตภาพในการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย ที่ผู้ให้ข้อมูลทั้ง 17 คน มีความคิดเห็นสอดคล้องกันจากการวิจัยอนาคตภาพ เทคนิค Ethnographic Delphi Future Research (EDFR) เพื่อสัมภาษณ์ สังเคราะห์ข้อมูล จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันด้วยการตอบแบบสอบถาม เพื่อดำเนินการศึกษาอนาคตภาพในการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย
พบว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 6 องค์ประกอบหลัก ซึ่งประกอบด้วย
1. การบริหารจัดการโดยภาครัฐ
2. การบริหารจัดการการใช้สื่อดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ
3. การบริหารจัดการบุคลากร
4. การบริหารจัดการงบประมาณ
5. การบริหารจัดการประสบการณ์การเรียนรู้
6. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการบริหารจัดการสื่อดิจิทัล
ตอนนี้มาถึงข้อมูลข้อที่ 4 คือ การบริหารจัดการงบประมาณ พบว่ามีตัวแปรย่อย 3 ตัวแปร ประกอบด้วย
1. ควรมีการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
2.การบริหารจัดการงบประมาณควรถูกใช้เพื่อการพัฒนา การปรับเปลี่ยน แนวคิดของผู้เกี่ยวข้อง
3. การบริหารจัดการงบประมาณควรถูกใช้เพื่อพัฒนา Hardware และ Software ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก
ผลการวิจัยพบว่าการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มีค่าน้ำหนักมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ได้ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบนี้เป็นอันดับแรก โดยกำหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์ที่ 1 คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และกำหนดให้ต้องจัดทำอย่างเร่งด่วน เพื่อการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ยุคดิจิทัล โดยมีโครงการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมหมู่บ้านทั่วประเทศและโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยให้เชื่อมต่อโดยตรงกับศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตของโลก

ทั้งนี้มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารดิจิทัลของประเทศไทยยังคงมีปัญหาในการแพร่กระจายและส่งผลถึงการเข้าถึงและการใช้งานในภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ที่มีระดับต่ำ ดังจะเห็นได้จากการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของประชาชนไทยที่มีจำนวนครัวเรือนเพียงร้อยละ 29.96 หรือประชากรเพียงร้อยละ 8.997 ของประชากรทั้งหมดที่เข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านโครงข่ายโทรศัพท์ประจำที่ (Fixed Broadband Penetration) แม้ว่าอัตราการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะมีมากพอสมควรคือ ร้อยละ 52.5 ของประชากร

นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงการเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมในมิติของพื้นที่ พบว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารดิจิทัลยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะระดับหมู่บ้าน มีหมู่บ้านประมาณร้อยละ 53 จากจำนวน 74,965 หมู่บ้าน ที่สามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ส่วนที่เหลือเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลซึ่งยังขาดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่สำคัญ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล องค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่ง ยังไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างเท่าเทียมจะช่วยปิดช่องว่างทางดิจิทัล ซึ่งจะทำให้เด็กในทุกภาคส่วน สามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมซึ่งจะนำไปสู่ การศึกษายุคดิจิทัล (Digital Education) การเปลี่ยนแปลงห้องเรียนสู่การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบดิจิทัลนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีเสถียรภาพและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

เรียกว่าถ้าจะรับมือกับโลกยุคดิจิทัล เรื่องโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องเอาจริงเอาจัง แบบทั่วถึงและเท่าเทียมให้ได้เสียก่อน จึงจะทำให้การบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่คำนึงถึงก็คือความพร้อมแบบบูรณาการควบคู่ไปด้วย อย่าทำแบบใช้โครงการประชานิยมเหมือนเช่นในอดีตที่เคยมีบทเรียนของความล้มเหลวมาแล้วเมื่อไม่มีความพร้อม !

ถ้าจำกันได้เคยมีนโยบายจากภาครัฐในยุคสมัยหนึ่งแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 แบบที่ยังไม่มีความพร้อมสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่ายไร้สาย ระบบไฟฟ้าในโรงเรียน หรือแม้แต่ครูผู้สอนที่ยังขาดทักษะความรู้ ซึ่งควรจะต้องได้รับการอบรมให้เรียนรู้เสียก่อน รู้ว่าจะใช้แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กได้อย่างเหมาะสม

ยิ่งครั้งนั้นยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ไฟฟ้ายังไปไม่ถึง อย่าว่าแต่แท็บแล็ตที่ไม่สามารถใช้งานได้เลย ไฟฟ้าก็ยังไม่มีใช้

หรือแม้แต่โครงการห้องเรียนคอมพิวเตอร์ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ไปลงทุนสร้างห้องเรียนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนชนบท อ้างว่านักเรียนในชนบทจะได้เข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพื่อท่องไปสู่โลกกว้าง สามารถเรียนรู้ทางไกลผ่านทางอินเตอร์เน็ต แต่คอมพิวเตอร์ทั้งห้องเปิดใช้งานไม่ได้ เพราะโรงเรียน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เน็ต
เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินที่สิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่าอย่างชัดเจนที่สุดโครงการหนึ่ง !

บทเรียนในอดีตน่าจะช่วยกระตุก กระตุ้น และตระหนักให้ผู้นำที่เกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหลาย ช่วยดำเนินการแก้ไขให้ถูกทิศถูกทาง เพื่ออนาคตของเด็กไทยแบบจริงใจด้วยเถอะนะคะ


กำลังโหลดความคิดเห็น...