xs
xsm
sm
md
lg

การบริหารจัดการโดยภาครัฐในยุคสื่อดิจิทัล (3)/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ตอนที่ 3 ผลสรุปการเก็บข้อมูลชุดแรก ของการนำงานวิจัยในระดับปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในหัวข้อ “การบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย” มาสกัดเป็นภาษาง่าย ๆ กระชับ และสรุป เพื่อเผยแพร่เป็นตอน ๆ เพราะเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อวงการการศึกษาปฐมวัย และผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องปฐมวัย โดยเฉพาะในอีก 10 ปีข้างหน้า
………………………………………..
ภายหลังจากที่ดิฉันเริ่มงานวิจัยด้วยเครื่องมือแรกคือวิจัยอนาคตภาพด้วยเทคนิค Ethnographic Delphi Future Research (EDFR) คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญแบบเจาะจงจำนวน 17 คน เพื่อสัมภาษณ์ สังเคราะห์ข้อมูล จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันด้วยการตอบแบบสอบถาม เพื่อดำเนินการศึกษาอนาคตภาพในการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย

ขั้นตอนการสังเคราะห์ข้อมูลของผู้ให้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 17 คน เรื่อง “การบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย” เป็นขั้นตอนที่สำคัญและต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องถอดข้อมูลเพื่อนำมาสังเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีมากำกับด้วย จากนั้นก็นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อพัฒนาเป็นแบบสอบถาม โดยเพิ่มเติมข้อมูลค่าทางสถิติเข้าไปในแต่ละข้อคำถาม แล้วส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทำการประเมินอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันคำตอบ โดยจัดทำเป็นแบบประเมินค่า 5 ระดับ (5 rating scale) และจะดำเนินการจนกระทั่งพบว่ามีความสอดคล้องกัน และมีฉันทมติ (consensus)

และผลสรุปของการเก็บข้อมูลชุดแรก มีประเด็นสำคัญที่ค้นพบจากอนาคตภาพในการบริหารจัดการสื่อดิจิทัลเพื่อเด็กปฐมวัย ที่ผู้ให้ข้อมูลทั้ง 17 คน มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน มีองค์ประกอบสำคัญ 6 องค์ประกอบหลัก ซึ่งประกอบด้วย

1. การบริหารจัดการโดยภาครัฐ

2. การบริหารจัดการการใช้สื่อดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

3.การบริหารจัดการบุคลากร

4. การบริหารจัดการงบประมาณ

5. การบริหารจัดการประสบการณ์การเรียนรู้

6. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาการบริหารจัดการสื่อดิจิทัล

ทั้ง 6 องค์ประกอบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากแนวคิดของการบริหารจัดการการศึกษา ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารปัจจัยหลัก 4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป ที่ปรากฎอยู่ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545

ในที่นี้จะขอไล่เรียงทีละองค์ประกอบ เริ่มจากข้อแรกคือ การบริหารจัดการโดยภาครัฐ ซึ่งการบริหารจัดการโดยภาครัฐนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของ หน้าที่ของรัฐ ที่ระบุไว้ในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า “รัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดําเนินการกํากับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล”

ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้มีรายละเอียดจากการบริหารจัดการโดยภาครัฐ มีตัวแปรย่อย 20 ตัวแปร ประกอบด้วย
1.รัฐต้องมีนโยบาย กำหนดเป้าหมาย ทิศทางการใช้สื่อ โครงสร้างการทำงาน ผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนและเป็นทางการ และคำนึงถึงธรรมาภิบาล 
2.ควรเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อกำหนดทิศทาง และควรปรับปรุงทุกๆ 3-5 ปี
3.ควรมีโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure) ที่ดี เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม 
4. นโยบายครอบคลุมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง Hardware และSoftware 

5. ควรมีหลักเกณฑ์ เครื่องมือ (Application /Software) และมีการบริหารจัดการงบประมาณ ที่จัดเตรียมไว้เพื่อใช้ในการควบคุมและกลั่นกรองเนื้อหาดิจิทัลให้เหมาะสมกับเด็ก

6. ควรมีนโยบายการสร้างสรรค์และพัฒนาสื่อดีภายในประเทศ หรือพัฒนาจากสิ่งที่เราชำนาญ

7. ควรมีนโยบายด้านการบริหารจัดการสื่อดิจิทัล แต่ให้อิสระแก่โรงเรียนในการจัดทำและการนำไปใช้

8. นโยบายด้านการใช้สื่อดิจิทัล ควรเป็นแบบล่างขึ้นบน (Bottom-up) โดยให้ชุมชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็ก ทำนโยบายที่เหมาะสมกับชุมชน ถ้าประสบความสำเร็จแล้วค่อยเผยแพร่

9. ควรดูแลภาพรวมในการใช้สื่อ เข้ามาช่วยเรื่อง Software แต่ต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน
10. ควรวางกรอบในการพัฒนา Software สำหรับเด็กปฐมวัย และให้เอกชนเป็นผู้ผลิต
11. ควรมีสถาบันดิจิทัลสำหรับเด็กที่ทำหน้าที่เหมือนห้องสมุดดิจิทัลสำหรับเด็ก
12. จะต้องสามารถคุ้มครองเด็ก และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็ก
13. ควรทำให้สื่อมีความเหมาะสมกับเด็กมากขึ้นและมีราคาถูกลง
14. เนื้อหามีองค์ความรู้เป็นสากล เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ควรซื้อสื่อจากต่างประเทศ ดีกว่าพัฒนาเอง เพราะสื่อจากต่างประเทศมีงานวิจัยสนับสนุนมาแล้ว
15. ควรมุ่งเน้นการสร้างนักสร้างสรรค์นวัตกรรม
16. ควรเตรียมการบริหารจัดการบุคลากรให้มีความเข้าใจเรื่องสื่อดิจิทัลและการคัดสรรสื่อ
17. รัฐมีหน้าที่ต้องพัฒนาความรู้ของพ่อแม่ในการใช้สื่อดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัย
18. ควรมีนโยบายด้านหลักการในการคัดสรรสื่อ วิธีการใช้ให้กับทั้งเด็กและครู
19. ควรส่งเสริมให้หน่วยงานรับผิดชอบเด็กปฐมวัยในปัจจุบันทำงานให้เข้มแข็งขึ้น
20. ควรมีการปรับปรุงหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสื่อดิจิทัลสำหรับเด็กปฐมวัยให้ทันสมัย

จากการให้ข้อมูลของทั้ง 17 คน พบว่า องค์ประกอบการบริหารจัดการโดยภาครัฐจะมีตัวแปรย่อยมากที่สุด ในส่วนองค์ประกอบอีก 5 ด้านจะมาขยายความในครั้งต่อไป

แต่มีประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากเขียนถึงเพราะเข้ากับสถานการณ์ของโลกอนาคต ที่ประเทศญี่ปุ่นมองเห็น และภาครัฐกำลังดำเนินการสร้างการศึกษา 5.0 : ภาพอนาคตของสังคมญี่ปุ่น ข้อมูลจากรศ.ดร.ทาคาโยชิ มากิ และคุณภัทณิดา พันธุมเสน ระบุว่ากระทรวงศึกษา วัฒนธรรม การกีฬาและเทคโนโลยี (MEXT) ได้จัดทำ แผนขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการศึกษา (แผนส่วนกลาง) ฉบับที่ 3 เป็นแผนฯที่ชี้ทิศทางในอนาคตของญี่ปุ่น โดยรัฐบาลคาดหวังจะให้ญี่ปุ่นเป็น สังคม 5.0 (Society 5.0) ที่มุ่งเน้น ไอโอที ( IOT หรือ Internet of Things) คือ อินเตอร์เน็ตสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง หมายถึง การที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงสู่โลกอินเตอร์เน็ต แผนฯนี้จึงส่งเสริมให้ชาวญี่ปุ่นพยายามพัฒนาความรู้และสมรรถนะของตนให้ตอบสนองต่อยุค IOT
และเพื่อให้เกิดภาพในอนาคตดังกล่าว กระทรวงศึกษาฯจึงได้ปรับปรุง หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Course of Study) ให้เป็นหลักสูตรไปสู่สังคมขึ้นในปี พ.ศ.2560

หลักสูตรใหม่นี้ประกอบด้วยเป้าหมายในการพัฒนาคน 3 ข้อ ได้แก่ 1. ให้ทุกคนมีความรู้และทักษะในการทำงาน/ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอยู่ได้ 2. ให้นำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ โดยปลูกฝังเด็ก ๆ ให้มีความสามารถในการคิด ตัดสินใจและแสดงความคิดเห็น 3. ให้มีการเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับสังคม ให้อยู่ดีกินดี สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ แผนฯฉบับที่ 3 นั้น เป็นการเปลี่ยนแนวทางการทำงานของคนญี่ปุ่นแต่เดิม กล่าวคือ แต่เดิมมาโรงเรียนแต่ละระดับจะทำงานแต่ในส่วนของตน เช่น เด็กที่เรียนจบชั้นประถม ต้องไปเรียนต่อในโรงเรียนชั้นมัธยมต้น แต่โรงเรียนทั้ง 2 ระดับไม่ค่อยประสานงานกันเท่าที่ควร ทำให้เด็กมีปัญหากดดันเรื่องการเรียนที่หนักขึ้น ดังนั้น เป้าหมายใหม่ในแผนฯใหม่จึงมุ่งให้เกิด Articulation คือ ทุกหน่วยงานต้องทำงานอย่างร่วมมือกัน มีการประสานเชื่อมโยงกันมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างระดับชั้น

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่งจึงขยายไปถึงระดับมัธยมต้น คือ สอนตั้งแต่ชั้น ป. 1 จนถึงชั้น ม. 3 คล้าย ๆ กับโรงเรียนขยายโอกาสของไทย เพื่อให้เด็ก ๆได้เรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีในโรงเรียนเดียวกัน ทั้งนี้ โรงเรียนต้องดำเนินการสร้างและปรับหลักสูตรเองให้สอดคล้องกับแนวทางหลักของหลักสูตรแกนกลาง

ประเด็นที่ดิฉันหยิบยกเอาเรื่องที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นหมาด ๆ มาแทรก เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า การบริหารจัดการโดยภาครัฐมีความสำคัญและจำเป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ถ้านโยบายชัดเจน เอาจริงเอาจัง และมียุทธวิธีในการเดินไปให้ถึงเป้าหมาย สุดท้ายจะช่วยพัฒนาคนในชาติได้จริง

ส่วนงานวิจัยชิ้นนี้ที่มีองค์ประกอบเรื่องการบริหารจัดการโดยภาครัฐ เป็นประเด็นสำคัญ ก็คงต้องติดตามต่อไปว่าภาครัฐในบ้านเราจะจัดการและรับมือการศึกษาในยุคดิจิทัลได้ทันสถานการณ์หรือไม่ หรือต้องร้องเพลงรออีกนานสักแค่ไหน คงต้องติดตามต่อไปค่ะ

ติดตามตอนที่ 4 ผลสรุปของการเก็บข้อมูล


กำลังโหลดความคิดเห็น...