xs
xsm
sm
md
lg

กางแผนรับมือ “ภัยพิบัติ” ช่วยผู้ประสบภัยหมู่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


สธ.เปิดแผน 4 ระยะ รับมือ “ภัยพิบัติ” ชี้ ทุกพื้นที่ต้องรับรู้ความเสี่ยง วางแผนป้องกัน เตรียมการรับมือให้เหมาะสม ลั่นทุกจังหวัดเซตทีมดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต ควบคุมโรค พร้อม รับมือภัยพิบัติหมู่ได้

วันนี้ (31 ก.ค.) พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการจัดระบบรับมือกับภัยพิบัติ ว่า ภัยพิบัติเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ คือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด มรสุม และภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งการรับมือภัยพิบัตินั้น ประเทศไทยตระหนักและวางแผนมาตั้งแต่เกิดเหตุสึนามิว่า เราไม่ใช่ประเทศที่ปลอดภัยพิบัติต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งการรับมือจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ 1.ระยะป้องกัน แต่ละพื้นที่ต้องรู้ว่าพื้นที่ตนเองมีความเสี่ยงเรื่องใด และจะป้องกันอย่างไร 2.ระยะเตรียมแผนการรับมือ เมื่อมีข้อมูลแล้วว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น จะต้องมีแผนการรับมือ ซึ่งต้องประเมินระดับรุนแรงที่สุดที่จะเกิดขึ้นไว้ด้วย เพื่อเตรียมบุคลากร อุปกรณ์ต่างๆ ในการช่วยเหลือ หรือจะอพยพเมื่อไรอย่างไร เป็นต้น 3.ช่วงรับมือกับเหตุการณ์ และ 4.ช่วงการฟื้นฟู

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า สำหรับงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขนั้น เราทำหน่วยงานเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การฝึกซ้อมแผนการช่วยเหลือ เช่น ร่วมกับทีมแพทย์จากทหารและตำรวจ เป็นต้น หรือร่วมกับป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เพื่อติดตามว่าพื้นที่นั้นจะเกิดเหตุอะไรเมื่อไร เป็นข้อมูลในการจัดวางกำลังบุคลากรและอุปกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือ ต้องเตรียมยาที่จำเป็นเพิ่มเติมแค่ไหน เป็นต้น ส่วนการรับมือนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ทีม คือ 1.ชุดปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินเคลื่อนที่เร็ว (MERT) 2.ทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) และ 3.ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) ซึ่งมีทุกจังหวัด หากเกิดภัยพิบัติใหญ่ก็จะมีทีมจากพื้นที่ข้างเคียงหรือระดับประเทศเข้าช่วยเหลือ ส่วนผู้บัญชาการเหตุการณ์ จะเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด หากเหตุการณ์ใหญ่กว่านั้นก็อาจต้องเป็นปลัด สธ. ที่จะรับฟังข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจต่างๆ

“การดูแลของทีมสาธารณสุข จะดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขาภิบาล อาหาร น้ำดื่ม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ คนพิการ และหากดูแลทั้งหมดได้ดี จะลดการเกิดโรคต่างๆ ได้ ส่วนเรื่องของจิตใจที่ต้องเฝ้าดูเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลในจิตใจ ซึ่ง 2 สิ่งนี้ต้องดูไปจนถึงช่วงระยะฟื้นฟู 1-3 เดือน พ้นช่วงนี้บางคนก็กลับสู่ภาวะปกติ บางคนอาจทำใจไม่ได้ก็ต้องดูแลต่อ ซึ่งจากการติดตามสุขภาพจิตหลังเหตุสึนามิระยะ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี พบว่า คนที่ปรับตัวไม่ได้หลังพ้นเหตุการณ์แล้วมีไม่มาก เพราะมีเชื่อมโยงทางสังคมสูง ไม่ต่างคนต่างอยู่ แต่ที่กังวลคือ ซึมเศร้า และ ติดสุรามากกว่า” พญ.พรรณพิมล กล่าวและว่า นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือ ประชาชนต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับภัยพิบัติด้วย ต้องตระหนักว่าสามารถเกิดขึ้นได้ อย่าเชื่อข่าวลือ และนึกถึงเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อน เช่น ให้ออกจากพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการไม่ยอมออกจากพื้นที่ อย่างไรก็ตาม บางแห่งที่เผชิญภัยพิบัติซ้ำๆ ทุกปี มีการเรียนรู้ที่จะปรับตัว ไม่มีปัญหาเรื่องของสภาพจิตใจ เช่น บางพื้นที่ในพระนครศรีอยุธยา มีการเตรียมเรือเพราะเจอน้ำท่วมทุกปี ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะดูแลตัวเองได้ดี ร้องขอความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น แต่อาจจะมีบ้างเรื่องความกังวลบ้าง

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ส่วนช่วงนี้ที่เกิดเหตุภัยพิบัติหลายพื้นที่ในประเทศ เรามีการเซตระบบรองรับภัยพิบัติหมู่ ที่มีผู้ประสบภัยจำนวนมากเอาไว้ และทำงานร่วมกับทีมแพทย์ทุกหมู่เหล่าดังนั้นตอนนี้ยังไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องพูดคุยกัน วางแผน และซักซ้อมกันมากขึ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...