xs
xsm
sm
md
lg

ขอสังคมอย่าเพิ่งประณาม “แม่ใจยักษ์” ฆ่าลูก 3 ขวบ ชวนมองสาเหตุแท้จริง สังคมตีตรา “แม่วัยรุ่น” จนไร้ทางออก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เครือข่ายผู้หญิงวอนสังคม อย่าเพิ่งประณามแม่วัย 21 ปี ฆ่าลูก 3 ขวบ เป็นแม่ใจยักษ์ ชวนมองลึกถึงสาเหตุ “ผู้หญิง” ถูกกดดัน จากการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่วัยรุ่น ถูกสังคมตีตรา หาทางออกไม่ได้ ระบบโครงสร้างรัฐไม่ช่วยเหลือ แนะผลักดันมีช่องทางช่วยเหลือ

จากกรณีแม่ก่อเหตุผลักลูกชายวัย 3 ขวบจมน้ำเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา จนเป็นข่าวดัง วันนี้ (7 มี.ค.) โครงการปกป้องเด็กและเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก จัดงานเสวนา “โศกนาฏกรรมแม่ลูก…บทเรียนและทางออกสังคมไทย” โดย น.ส.อังคณา อินทสา ฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการรวบรวมสถิติข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ในรอบ 3 ปี ได้แก่ ปี 2555 ปี 2557 และปี 2559 พบ เกือบ 600 ข่าว เป็นข่าวที่เกิดจากความรุนแรงในครอบครัว กรณีข่าวการฆ่ากันของคนในครอบครัว และร้อยละ 85.7 เป็นข่าวสามีกระทำต่อภรรยา มีเพียงร้อยละ 14.3 เท่านั้นที่เกิดจากแม่กระทำต่อลูก เช่น แม่แขวนคอลูก ให้กินยาล้างห้องน้ำ ใช้ปืนยิง ฆ่าฝังศพ

น.ส.อังคณา กล่าวว่า หากวิเคราะห์สาเหตุเกิดจากภาวะที่ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวมาอย่างยาวนาน จึงพัฒนาไปสู่ภาวะทางจิต เกิดความเครียด ซึมเศร้า รวมถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจ หนี้สิน ภาระที่ต้องแบกรับ ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ที่สามีทำร้ายภรรยา สังคมมักตั้งคำถามน้อยมาก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เกิดจากผู้หญิงกระทำกับคนที่เกี่ยวข้อง เช่นกรณีดังกล่าวสังคมกลับประณามในวงกว้าง ซึ่งไม่ได้บอกว่าผู้ชายทำแล้วผิด ผู้หญิงทำแล้วไม่ผิด แต่กำลังมองถึงอคติของสังคมต่อปัญหา ดังนั้น ทางออกของปัญหา คือ ครอบครัวต้องรับฟังอย่างเข้าใจ ไม่ตีตรา ไม่ทำให้เขารู้สึกว่าการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นปัญหา อีกทั้งสังคมที่มีลูกเล็กต้องเลี้ยงลูกแบบใหม่ ผู้ชายต้องไม่อยู่เหนือกว่า ต้องเข้าใจความละเอียดอ่อนของผู้หญิง ส่วนกลไกรัฐต้องไม่มองว่าปัญหาความรุนแรงดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องเข้าถึงกลุ่มผู้หญิง ทำงานเชิงรุก ประชาสัมพันธ์สื่อสารให้มากขึ้น และควรผลักดันให้เกิดช่องทางช่วยเหลือ เช่น ศูนย์ให้คำปรึกษาในชุมชน และสังคม ชุมชน คนรอบข้าง

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในสังคม ผู้คนจะเกิดความสะเทือนใจ และตัดสินความผิดที่ตัวผู้กระทำ ปัญหาจึงวนมาเรื่อยๆ เหตุการณ์ดังกล่าวก็เช่นเดียวกัน สังคมตัดสินตัวผู้หญิงว่าเป็นแม่ใจยักษ์ แต่ไม่ได้มองไปถึงปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดแรงกดดันของเด็กผู้หญิงอายุ 21 ปี ที่ขาดความพร้อมในการดูแลลูก ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหา ทั้งพ่อของเด็ก ครอบครัว ชุมชน รวมไปถึงนโยบายรัฐ ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดความกดดัน เช่น รัฐควรมีนโยบายชัดเจนเรื่องการศึกษาแก่เด็กที่เกิดจากแม่ที่ท้องโดยไม่พร้อม ก็จะสามารถลดแรงกดดันของแม่ได้ โดยไม่ต้องหวังว่าต้องได้ค่าเทอมจากพ่อของเด็ก แต่สังคมไม่เคยตั้งคำถามกับปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง ทำให้ระบบนโยบายยังลอยนวล โดยเรื่องดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกมารับผิดชอบ เช่น กระทรวงการัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีหน้าที่ดูแลครอบครัวที่อ่อนแอเปราะบาง แต่เราก็ยังไม่เห็นหน่วยงานดังกล่าวออกมาแสดงความคิดเห็น

“การแก้ปัญหาเชิงระบบเมื่อเกิดปัญหาหน่วยงานรัฐมีความสำคัญอย่างมาก ควรเห็นปัญหาด้วยตัวเอง และมีการออกแบบการแก้ปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอ ให้มีการแจ้ง และหน่วยงานรัฐไม่ได้ดึงความมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ซึ่งทำงานในพื้นที่ที่จะแก้ปัญหาชุมชนได้ ดังนั้นรัฐต้องเพิ่มความมีส่วนร่วม นอกจากนี้ การแก้ปัญหาท้องไม่พร้อมอีกเรื่องคือการเลือกทำแท้ง ดังนั้น การทำแท้งที่ถูกต้องตามกฎหมายควรมีในเชิงนโยบายที่รัฐต้องตัดสินใจ ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าหากท้องไม่พร้อมทุกคนต้องตัดสินใจทำแท้ง แต่ในคนที่ตัดสินใจควรจะได้มีสถานที่ที่ปลอดภัยที่จะช่วยเขาได้ และหากเลือกที่เลี้ยงลูกตามลำพังลำพัง ก็ให้เขาเห็นหน่วยงานที่จะคอยช่วยเหลืออย่างชัดเจน ดังนั้นสถานการณ์เปาะบางหนักหนาขึ้นทุกวัน ดังนั้นการทำงานของผู้แก้ปัญหา และตัวผู้ประสบปัญหาต้องต้องเท่าทันกัน หากไม่เท่าทันโศกนาฏกรรมความรุนแรงก็จะเกิดขึ้นอีก” นางทิชา กล่าว

น.ส.จิตติมา ภาณุเดชะ ผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวต้องหาทางออกให้ถูกทาง เมื่อเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจสังคมจะหาคนรับผิดชอบ ซึ่งก็คือการประณามตัวแม่ที่อายุ 21 ปี ซึ่งไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขเชิงระบบ เนื่องจากเหตุการณ์มีความซับซ้อน มีปัญหาเชิงโครงสร้าง เงื่อนไขของตายาย และแม่เด็กที่ต้องออกไปทำมาหากินไม่มีคนดูแลเด็ก อีกทั้งเกิดความกดดันจากการถูกตัดสินของสังคมรอบข้าง ต่อการเป็นแม่วัยรุ่นและเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ดังนั้น สังคมควรมองมุมกลับบนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจ ไม่ประณามดึงตัวเองกลับมาแม้ว่าเหตุการณ์จะสะเทือนใจ นอกจากนี้ เพื่อแก้ปัญหาท้องไม่พร้อมที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา หน่วยงานที่รับผิดชอบควรมีมาตรการ เช่น โรงเรียนควรให้ควรเพิ่มความฉลาดรู้เรื่องเพศแก่เด็กมากขึ้น ในระบบสาธารณสุขควรมีระบบบริการสุขภาพทางเพศที่เป็นมิตรกับเด็ก คือมีศูนย์ให้คำปรึกษากับเด็กและต้องเก็บเป็นความลับในชุมชนที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา มีช่องทางที่เด็กเข้าถึงข้อมูลที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของเด็ก เช่น แอปพลิเคชันให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมต้องลงทุน เพราะหากปัญหายังอยู่นอกจากโศกนาฏกรรมความรุนแรงแล้ว ยังจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศชาติ หรือหากเกิดการตั้งท้องโดยไม่พร้อม สังคมควรให้โอกาส เช่นโอกาสในการได้ศึกษาต่อ เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาตนเองได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...