xs
xsm
sm
md
lg

อย่าด่วนตีตราว่าลูกสมาธิสั้น! /สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ลูกคุณแม่เป็นสมาธิสั้นนะคะ พาไปพบแพทย์เถอะค่ะ”
“สงสัยว่าน้องจะเป็นสมาธิสั้นนะคะ ชอบเหม่อบ่อย ๆ”
“เด็กไม่มีสมาธิในการเรียน สงสัยว่าจะเป็นสมาธิสั้นค่ะ”
ฯลฯ

คำพูดเหล่านี้มันช่างเหมือนหอกที่ทิ่มแทงคนเป็นพ่อแม่ยุคนี้ได้ง่ายยิ่งนัก เพราะไม่ปรารถนาให้ลูกของตนมีอาการปกติใดๆ เมื่อได้ยินก็ทำให้คนเป็นพ่อแม่ตกอกตกใจ ถ้าพ่อแม่ท่านใดที่มีสติ มีความรู้และพยายามเสาะแสวงหาความรู้ก็ตั้งสติได้ดีหน่อย แต่ถ้าพ่อแม่ที่ขี้กังวลซึ่งมีไม่น้อย ก็จะออกอาการเครียด ยิ่งถ้าเป็นคุณครูของลูกพูดด้วย ก็จะวิตกกังวลทันที!

จากนั้นก็จะไปพบแพทย์ด้วยจิตใจที่วิตกเป็นพื้น ยิ่งถ้าแพทย์ประเมินว่าเป็นสมาธิสั้นด้วยแล้ว ร้อยทั้งร้อยพ่อแม่ก็จะออกอาการกลัดกลุ้ม และพยายามหาทางช่วยเหลือลูกทุกวิถีทาง

พลันทำให้นึกถึงเรื่องราวเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ลูกชายของดิฉันเพิ่งขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ไม่นาน คุณครูประจำชั้นของเขาเคยบอกดิฉันว่า

“ลูกคุณแม่เหม่อๆ นะคะ ดูไม่มีสมาธิในการเรียนค่ะ”

ด้วยความที่ครอบครัวเราไปรับส่งลูกเอง จึงมีความใกล้ชิดกับคุณครูที่โรงเรียน ดิฉันเองก็บอกคุณครูไปว่าลูกชายคนนี้โดยพื้นฐานจะมีบุคลิกนิ่งๆ และเป็นเด็กชอบครุ่นคิด อาจจะกำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อได้สอบถามเขาแล้ว เขาก็ตอบว่า กำลังคิดอะไรค้างอยู่ อยากคิดให้เสร็จก่อน จึงได้พูดคุยกับคุณครูประจำชั้นที่มีความเข้าใจพื้นฐานเด็ก คุณครูก็เลยลองย้ายเขาจากที่นั่งหลังห้องใกล้ประตูที่สามารถมองออกไปข้างนอกได้ มานั่งด้านหน้า และชวนพูดคุยมากขึ้น ก็ทำให้อาการเหม่อหายไป

ตอนนั้นมีคนทักว่าลูกอาจมีอาการสมาธิสั้นก็ได้ ลองไปหาหมอหน่อยไหม ดิฉันเองก็ได้แต่ยิ้มเพราะค่อนข้างมั่นใจว่าลูกชายคนโตสมาธิดีพอสมควรทีเดียว ยิ่งถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบจะทำได้ต่อเนื่อง ชอบประดิษฐ์งานศิลปะ ทำให้ชอบคิดโน่นนี่นั่นอยู่เสมอ

และเมื่อขึ้นเพิ่งเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกสิ่งทุกอย่างก็ใหม่สำหรับเขา ทั้งสภาพแวดล้อม ทั้งเรื่องการเรียนจากที่ไปโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อมก็เล่นเป็นหลัก มาเป็นต้องเริ่มเรียนวิชาการบ้าง ก็อาจต้องมีการปรับตัวบ้าง เป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อแม่ต้องสังเกตพฤติกรรม และพยายามช่วยให้ลูกปรับตัวได้ด้วย

ที่เล่าเรื่องนี้ เพราะระยะหลังได้ยินเรื่องราวของคนเป็นพ่อแม่ที่กังวลใจว่าลูกมีอาการสมาธิสั้นอยู่บ่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ และประเด็นส่วนใหญ่จะเกิดจากคำถามและประโยคบอกเล่าจากคุณครูในทำนองที่กล่าวข้างต้น

เมื่อลูกมีอาการสมาธิสั้น แล้วพ่อแม่พยายามหาทางช่วยเหลือย่อมเป็นเรื่องดี พาไปพบคุณหมอ ซึ่งอาจต้องมีการกินยาร่วมด้วย ก็เป็นไปตามกระบวนการรักษา

แต่สิ่งที่ดิฉันอยากเน้นกับผู้ที่เป็นพ่อแม่ ก็คือเรื่องสภาวะจิตใจของคนเป็นพ่อแม่ที่ต้องไม่จิตตก หรือตีตราหรือเพ่งว่าลูกเป็นสมาธิสั้นทันทีจนไม่เป็นอันทำอะไร

การช่วยเหลือลูกต้องเริ่มจากจิตใจที่หนักแน่นของพ่อแม่ที่ต้องมีความรู้คู่ความรัก แม้เราต้องไปพบแพทย์ แต่คนที่อยู่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดก็คือพ่อแม่ ฉะนั้น ต้องเป็นเรื่องของคนเป็นพ่อแม่เป็นลำดับสำคัญ ที่ต้องไม่ด่วนตีตราลูก เพราะจะทำให้เราตัดโอกาสในชีวิตเรื่องอื่น ๆ ของลูกออกไป ถ้าเราไม่เข้าใจพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัย หรือไม่เข้าใจพื้นฐานนิสัยของลูกให้ดีเสียก่อน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า

ประการแรก - เด็กทุกคนมีพื้นนิสัยไม่เหมือนกัน

พ่อแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คนขึ้นไปจะรู้ดีว่าขนาดเราเลี้ยงดูลูกมาเหมือนกัน ทำไมถึงมีนิสัยไม่เหมือนกัน เพราะลูกของเราต่างก็มีพื้นนิสัยเดิมติดตัวมา มีลักษณะที่แตกต่างกัน บางคนเลี้ยงยาก บางคนเลี้ยงง่าย บางคนเชื่อฟังพ่อแม่ บางคนมีลูกเล่นแพรวพราว บางคนชอบใช้พลังในการวิ่งเล่น บางคนชอบนั่งนิ่ง ๆ เล่นของเล่น ฯลฯ อยู่ที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจกับพื้นนิสัยเดิมของลูก และพยายามส่งเสริมสิ่งที่เหมาะสมตามวัย หรือปรับพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสม

ประการที่สอง - เด็กทุกคนมีความพร้อมไม่เท่ากัน

เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยไม่เท่ากัน บางคนเดินและพูดได้เร็ว บางคนช้า บางคนพูดเก่ง บางคนนิ่งๆ ไม่ชอบพูด พอถึงช่วงเข้าชั้นประถมศึกษา บางคนพร้อมสำหรับการเรียนได้เร็ว อ่านคล่อง เขียนได้ บวกเลข ระบายสีตามกรอบได้ สามารถอยู่นิ่งได้เป็นชั่วโมง แต่เด็กบางคนก็ทำไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องคำนึงถึงความพร้อมของลูกด้วยว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง เช่น ถ้าช่วงวัยอนุบาลลูกอยู่โรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม พอลูกเข้าช่วงชั้นประถมที่ต้องเรียนแนววิชาการ ก็ย่อมต้องเป็นปัญหาในช่วงแรกที่เด็กต้องปรับตัว ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ และพยายามหาแนวทางให้เหมาะ โดยคำนึงถึงลูกเป็นหลัก อย่าพยายามไปเปรียบเทียบลูกของเรากับลูกผู้อื่น

และเมื่อลูกยังทำไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาพัฒนาการช้า ไอคิวต่ำ สมาธิสั้น หรือเป็นแอลดี ในทันที แต่เป็นเพราะลูกต้องเข้าสู่ “ระบบโรงเรียน” ที่เด็กต้องถูกประเมินทุกคนว่าต้องทำตัวให้ได้เหมือนกัน คือ ต้องตั้งใจเรียน ต้องอ่านออกเขียนได้เมื่ออยู่ชั้นนี้ ต้องนั่งนิ่งๆ ด้องทำตามคำสั่งได้เท่านั้นหรือเปล่า

ประการที่สาม - เด็กทุกคนควรได้รับการพัฒนาตามวัยที่เหมาะสม

ข้อนี้พ่อแม่ต้องสำรวจตัวเองว่าเป็นพ่อแม่ที่ได้มีการส่งเสริมพัฒนาการตามวัยของลูกอย่างเหมาะสมหรือไม่ ได้ให้เขาเล่นตามวัย เช่น วิ่งเล่น ปีนป่าย เล่นกีฬา ดนตรี เล่นทราย ระบายสี ดินน้ำมัน ต่อบล๊อกไม้ ฯลฯ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กหรือไม่ หรือจับลูกเรียนวิชาการอย่างเดียว

เพราะพื้นฐานกิจกรรมของลูกจะส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสมของเด็ก และจะเป็นต้นทุนชีวิตที่จะเติบโตขึ้นไปมีพฤติกรรมอย่างไรต่อไปในอนาคตด้วย

แต่ทั้งนี้ คนเป็นพ่อแม่ก็ต้องมีความรู้ด้วย เพราะลูกของคุณก็อาจเข้าข่ายสมาธิสั้นที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วย

ถ้าในกรณีที่ลูกวัยอายุประมาณ 7 - 12 ปี มีความซน วอกแวก ไม่ค่อยอยู่นิ่ง รอคอยไม่เป็น ใจร้อน ไม่มีสมาธิ หรือจดจ่อทำกิจกรรมอะไรนาน ๆ ไม่ได้ ก็อาจเป็นแนวโน้มของอาการโรคสมาธิสั้นได้

โรคสมาธิสั้น หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ADHD “Attention deficit/ hyperactivity disorder” คือ กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับเด็กอื่นๆ โดยจะมีอาการหลักคือ การควบคุมตนเองไม่ได้หรือคุมสมาธิไม่ได้ มีอาการซนอยู่ไม่นิ่งและหุนหันพลันแล่น เด็กบางคนอาจจะมีอาการซนและขาดความสามารถในการควบคุมตัวเอง และมีอาการเหม่อลอยได้

ก็เป็นหน้าที่ที่คุณต้องไปพบแพทย์และทำการรักษาตามกระบวนการ โดยที่พ่อแม่ต้องไม่ฝากความหวังไว้กับคุณหมอ หรือคุณครูเท่านั้น เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องให้ความร่วมมือ และพยายามหาทางอื่นในการช่วยเหลือลูกด้วย

แน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกมีความผิดปกติใด ๆ และอยากจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แต่อย่าลืมว่าคำว่า “ดีที่สุด” ต่างหากที่เป็นปัญหา

...เพราะคำว่าดีที่สุดของพ่อแม่ ก็อาจไม่ได้หมายถึงว่าเหมาะสมที่สุดกับลูกก็ได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...