xs
xsm
sm
md
lg

บสก.จับมือ พอช.จัดที่ดิน 3 แปลง รองรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนคลองลาดพร้าว-เจ้าพระยา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

นายไมตรี  อินทุสุต ปลัดกระทรวง พม.(กลาง) พร้อมตัวแทนผู้ลงนามซื้อขายที่ดิน
กรุงเทพฯ - บสก. ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดหาที่ดิน 3 แปลง ในย่านมีนบุรีและนนทบุรี 6 ไร่เศษ ราคาประมาณ 20 ล้านบาท รองรับชาวบ้าน 140 ครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าว โครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยา และชาวบ้านที่ถูกเอกชนไล่ที่ ด้าน กก.ผจก. ใหญ่ บสก. เผย ยังมีที่ดินหลายทำเลรองรับชาวชุมชนได้อีกมาก

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (บสก.) เขตบางรัก กรุงเทพฯ มีการแถลงข่าว “ความร่วมมือระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยโครงการบ้านมั่นคง ชุมชนริมคลองลาดพร้าว และชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา” โดยมี นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธี มี นายกฤษณ์ เสสะเวช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บสก. เป็นสักขีพยาน และมีการลงนามในการซื้อขายที่ดินระหว่างผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กับผู้แทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ นอกจากนี้ บสก. ยังมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนในชุมชนที่จะเข้าอยู่อาศัยในที่ดินของ บสก.จำนวน 30 ทุน รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ด้วย

นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวง พม. กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำแผนงานรองรับด้านที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าว เพื่อป้องกันน้ำท่วม และโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยา โดยโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำฯ พอช. มีแผนรองรับเรื่องที่อยู่อาศัยอยู่ 3 แนวทาง คือ 1. หากชุมชนใดที่รื้อบ้านออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนแล้ว หากมีพื้นที่เหลือก็สามารถสร้างบ้านใหม่ในชุมชนเดิมได้ โดยเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ 2. จัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ในโครงการที่มีอยู่แล้ว เช่น โครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ และ 3. หากไม่มีพื้นที่ริมคลองเหลือ จะใช้วิธีจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่เพื่อก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่

“ที่ผ่านมา มีการจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่จากเอกชนแล้ว 2 แปลง เพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ในบริเวณเขตสายไหมสำหรับชาวชุมชนริมคลอง ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ฯ กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ โดยจัดหาที่ดินของบริษัทฯ เพื่อรองรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนฯ โครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา รวมทั้งชุมชนที่โดนเอกชนไล่ที่ รวมทั้งหมด 3 แปลง สามารถรองรับชาวบ้านได้จำนวน 140 ครัวเรือน ทำให้ชุมชนได้ที่ดินในราคาถูก เหมาะสม เพื่อนำไปสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ที่สะดวก สบาย สะอาด และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นการสร้างอนาคตใหม่ให้ลูกหลาน” นายไมตรี กล่าว
ที่ดินบึงนายพล เขตมีนบุรี
นายกฤษณ์ เสสะเวช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ บสก. กล่าวว่า บสก. เป็นองค์กรของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย มีแผนงานสนับสนุนโยบายของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง โดย บสก.ได้ลงนามร่วมกับ พอช.เพื่อร่วมกันจัดหาที่ดินและพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยมาตั้งแต่ปี 2555 และที่ผ่านมา บสก.ได้ร่วมกันจัดหาที่ดินให้แก่ชาวชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนแล้วจำนวน 3 แปลง คือ ที่ดินบึงนายพลจำนวน 2 แปลง และที่ดินในเขตอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี 1 แปลง

สำหรับที่ดินทั้ง 3 แปลงของ บสก. คือ 1. ที่ดินโครงการบึงนายพล อยู่ในเขตคลองสามวา เนื้อที่ 2 ไร่ ราคา 5,200,000 บาท (โอนที่ดินแล้ว) รองรับชาวชุมชนจากโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำฯ จำนวน 40 ครอบครัว 2. ที่ดินโครงการบึงนายพล เขตคลองสามวา เนื้อที่ 2 ไร่ ราคา 5,200,000 บาท (โอนที่ดินแล้ว) รองรับชาวชุมชนโรงช้าง จำนวน 37 ครอบครัว (เดิมชุมชนโรงช้างปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินของเอกชนย่านบางกะปิมานานหลายสิบปี ต่อมาถูกฟ้องร้องขับไล่ในปี 2558 จึงได้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงกับ พอช.) และ 3. ที่ดินบริเวณอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวา ราคา 10,165,000 บาท (ราคาซื้อขายทั่วไปประมาณ 12 ล้านบาท) ซึ่งมีการเซ็นสัญญาซื้อขายในวันนี้ รองรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา จำนวน 4 ชุมชน รวม 63 ครัวเรือน รวมราคาที่ดินทั้ง 3 แปลง ราคา 20,565,000 บาท

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บสก. กล่าวด้วยว่า บสก. ยังมีที่ดินว่างเปล่าอีกมากและมีหลายทำเล ที่สามารถรองรับชาวชุมชนได้มาก โดย บสก.มีความยินดีที่จะให้การสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคง เพื่อให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยได้มีบ้านอยู่ในราคาที่เหมาะสม และถือว่าเป็นการคืนกำไรให้แก่สังคม โดยการจัดหาที่ดินที่มีความเหมาะสมสำหรับสร้างบ้านมั่นคงให้กับชุมชนได้พิจารณาเลือกสรรในหลายพื้นที่ รวมทั้งยังมีห้องชุดพร้อมอยู่ในราคาพิเศษ นอกจากนี้ บสก. ยังให้การสนับสนุนโครงการ CSR เพื่อการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม เช่น บสก.ได้มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่จะเข้าอยู่อาศัยในที่ดิน 3 แปลง จำนวนทั้งหมด 30 ทุน

“ความร่วมมือระหว่าง บสก. กับ พอช. ในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนและสร้างทางเลือกให้กับชุมชนในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง มีสภาพแวดล้อมที่ดี รวมทั้งจะมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นต่อไปด้วย” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บสก. กล่าว
บสก.มอบทุนการศึกษา
นายสมชาติ ภาระสุวรรณ รักษาการ ผอ.พอช. กล่าวว่า พอช. มีแผนงานรองรับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนที่มีความเดือดร้อน โดย พอช. จะสนับสนุนให้ชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมาเพื่อเป็นกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย หลังจากนั้น จะต้องจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลสำหรับการทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ จากนั้นชุมชนที่มีความพร้อมจะต้องจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขอรับการสนับสนุนจาก พอช. ทั้งเรื่องงบช่วยเหลือ งบสนับสนุน และสินเชื่อ เช่น ชุมชนริมคลองจะได้รับงบช่วยเหลือครัวเรือนละประมาณ 140,000 บาท งบสินเชื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 360,000 บาท เมื่อ พอช.อนุมัติงบประมาณผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวบ้านจัดตั้งขึ้นมาแล้ว สหกรณ์ฯ ก็จะนำเงินไปบริหารและจัดจ้างผู้รับเหมาเพื่อก่อสร้างบ้านต่อไป

ส่วนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยาและจะไปก่อสร้างชุมชนใหม่ในที่ดิน บสก. ย่านอำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี มี 4 ชุมชน คือ ชุมชนมิตรคาม 1, มิตรคาม 2 , ศาลเจ้าแม่ทับทิม และราชผาทับทิม ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตดุสิต รวม 63 ครัวเรือน ขนาดที่ดิน 2 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวา เป็นที่ดินถมแล้ว

ตามแผนงานหลังจากเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินแล้ว จะเริ่มปรับหน้าดินเพื่อเริ่มก่อสร้างบ้านได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เป็นบ้านแถว 2 ชั้น ขนาด 4 X 8 ตารางวา โดย พอช.สนับสนุนงบช่วยเหลือและงบสร้างสาธารณูปโภคหลังละ 75,000 บาท และสินเชื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านไม่เกิน 360,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 6 เดือน หรือจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2561

นายสมชาติ กล่าวด้วยว่า ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยามีทั้งหมด 12 ชุมชน รวม 309 ครัวเรือน นอกจาก 4 ชุมชน ที่จะไปปลูกสร้างบ้านใหม่ในที่ดิน บสก.ย่านบางใหญ่ จำนวน 63 ครัวเรือนแล้ว ยังมี อีก 5 ชุมชน รวม 64 ครัวเรือนที่ย้ายเข้าไปอยู่อาศัยในแฟลต ขส.ทบ. ย่านเกียกกายตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา และ 2 ชุมชน รวม 23 ครัวเรือนที่กำลังจะเข้าไปอยู่อาศัยที่โครงการบ้านเอื้ออาทรท่าตำหนัก จ.นครปฐม ของการเคหะแห่งชาติ และยังมีชุมชนวัดเทวราชกุญชร จำนวน 33 ครัวเรือนที่จะขออยู่อาศัยในที่ดินเดิม โดยยืนยันว่าชุมชนของตนเองเป็นชุมชนที่มีสัญญาเช่าที่ดินจากวัดเทวราชกุญชร ส่วนอีก 126 ครัวเรือนไม่เข้าร่วมโครงการ

ส่วนชุมชนริมคลองที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ มีทั้งหมด 52 ชุมชน รวม 7,081 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เมื่อรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนแล้วสามารถอยู่อาศัยในชุมชนเดิมได้ โดยปรับผังชุมชนและก่อสร้างบ้านใหม่ทั้งชุมชน ขณะนี้ก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว 12 ชุมชน รวม 839 หลัง ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ สำหรับชุมชนที่ไม่มีพื้นที่เหลือจากแนวก่อสร้างเขื่อนจะต้องจัดหาที่ดินใหม่ เช่น ที่ดินบึงนายพล เขตมีนบุรี ของ บสก. และยังมีชุมชนที่จัดซื้อที่ดินใหม่จากเอกชนจำนวน 2 แปลงในเขตสายไหม กำลังก่อสร้างบ้านใหม่รองรับชาวบ้านได้ 468 ครัวเรือน
กำลังโหลดความคิดเห็น...