xs
xsm
sm
md
lg

10 ปี คนกรุงใช้ “ไฟ” พุ่งไม่หยุด ถึงเวลาใช้ไฟแบบ “แฮฟสติ” ลดโลกร้อน-เซฟเงิน-ช่วย รพ.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

โดย...อำนาจ รัศมีเฟื่องฟู

อากาศร้อนแบบนี้ เชื่อว่า “ค่าไฟ” ของหลายๆ บ้านคงพุ่งกระฉูด เพราะมีการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มมากขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น คือ อัตราการใช้ไฟฟ้าที่กำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน เนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ ที่พัฒนาขึ้น ก็ล้วนแต่ต้องอาศัย “ไฟฟ้า” มาหล่อเลี้ยงทั้งสิ้น

เห็นได้จากอัตราการใช้ไฟฟ้าของ “กรุงเทพมหานคร (กทม.)” เพียงจังหวัดเดียวยังเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่รวบรวมข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของคนกรุงเมื่อปี 2549 - 2558 รวมแล้ว 10 ปี ก็ให้ตกใจว่า ทำไมจึงทะยานไม่หยุดเช่นนี้

โดยปี 2549 กทม. มีผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวน 1.9 ล้านกว่าราย อัตราการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 2.98 หมื่นล้านกิโลวัตต์ - ชั่วโมง ปี 2553 ผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 2.2 ล้านกว่าราย ใช้ไฟฟ้าประมาณ 3.27 หมื่นล้านกิโลวัตต์ - ชั่วโมง ขณะที่ปี 2558 มีผู้ใช้ไฟฟ้า 2.5 ล้านกว่าราย ใช้ไฟฟ้าประมาณ 3.56 หมื่นล้านกิโลวัตต์ - ชั่วโมง สะท้อนว่า คนใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น อัตราการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มมากขึ้น แล้วถ้าเป็นอัตราการใช้ไฟฟ้าของคนทั้งประเทศจะมหาศาลแค่ไหน คำถามคือ การผลิตไฟฟ้าภายในประเทศจะเพียงพอไปถึงเมื่อไร เพราะปัจจุบันบางภูมิภาคก็ต้องพึ่งการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

สำหรับภาพรวมการผลิตไฟฟ้าของประเทศ อ้างอิงจากรายงานประจำปีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อปี 2558 พบว่า ความต้องการพลังไฟฟ้าของทั้งระบบ กฟผ. อยู่ที่ 1.83 แสนล้านกิโลวัตต์ - ชั่วโมง แต่การผลิตจริงๆ ของประเทศ พบว่า การผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. เองอยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านกิโลวัตต์ - ชั่วโมง ต้องซื้อจากเอกชนและต่างประเทศรวมถึง 1.13 แสนล้านกิโลวัตต์ - ชั่วโมง

แน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาจากการใช้ “ไฟฟ้า” เกินความจำเป็น และเกินความพอดี จนพลังงานที่มีในประเทศไม่เพียงพอ คือ ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลไปซื้อไฟฟ้าจากต่างชาติ ขณะที่การสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นก็ดูเหมือนยังเป็นปัญหาคาราคาซังที่ยังหาทางออกได้ไม่ลงตัว แต่ที่ส่งผลกระทบแน่นอนคือ โลกร้อนขึ้น และเมื่อไฟฟ้าไม่พอในวันหนึ่งจนถึงขั้นไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ผู้ที่รับผลกระทบโดยตรงก็คือ ประชาชนที่พึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงโรงพยาบาลที่ทำการช่วยชีวิตคน และจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในขณะทำการรักษา

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า โรงพยาบาลอย่างห้องผ่าตัด หรือไอ.ซี.ยู. เป็นหน่วยงานซึ่งไฟฟ้าจะมีปัญหาไม่ได้ เพราะเป็นการช่วยชีวิตคน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการคุยกับหน่วยงานด้านการไฟฟ้าของประเทศว่า โรงพยาบาลเป็นหน่วยสำคัญที่ไฟไม่ควรตก ไฟไม่ควรดับ ซึ่งเขาก็เห็นความสำคัญของโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัญหาเรื่องขาดกระแสไฟฟ้าไม่ว่าจะด้วยเหตุสุดวิสัยใดก็ตาม โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรองในการช่วยปั่นกระแสไฟฟ้ายามฉุกเฉิน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบกับการบริการของผู้ป่วย แต่หากทุกคนช่วยกันลดใช้ไฟหรือช่วยกันประหยัดไฟฟ้าได้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ในการไม่เพิ่มการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่ประชาชนทั่วไปเท่านั้นที่ควรช่วยกันประหยัดไฟ แม้แต่โรงพยาบาลเองก็ต้องช่วยกันประหยัดไฟฟ้าด้วย

การลดใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นในโรงพยาบาลเป็นอีกนโยบายหนึ่งของ สธ. ที่โรงพยาบาลในสังกัดต้องช่วยกัน โดยการดำเนินการจะแบ่งเป็น 1. เรื่องของโครงสร้าง เช่น การปรับเปลี่ยนเรื่องของเครื่องปรับอากาศ เพราะเป็นรุ่นเก่าเปลืองไฟ ปรับเปลี่ยนหลอดไฟมาใช้แอลอีดี ซึ่งตรงนี้ปรับเปลี่ยนได้ทั้งโซนสำนักงานและโซนบริการ 2. การปรับพฤติกรรมการใช้ไฟ ตรงไหนที่ไม่ใช้ก็ต้องปิด หรือการใช้แอร์ที่ไม่เย็นจนเกินไป ซึ่งอาจจะเน้นในส่วนของสำนักงานเป็นหลัก เช่น วันหยุดยังเสียบปลั๊กไฟอะไรอยู่หรือไม่ เป็นต้น และ 3. มาตรการเปรียบเทียบระหว่างโรงพยาบาลในระดับเดียวกัน ถ้าที่ใดค่าไฟสูงกว่าที่อื่นก็ต้องไปหาสาเหตุและปรับลดลงมา แต่หากเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีตึกสูงๆ ติดไฟทุกชั้น หรือมีตึกจำนวนมาก ทุกตึกมีการใช้ลิฟต์ อย่างนี้ก็ยิ่งเปลือง” ปลัด สธ. กล่าว

นพ.โสภณ กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งผลชี้วัดเรื่องการปรับประสิทธิภาพโรงพยาบาลของผู้บริหารด้วย คือหมวดสาธารณูปโภค ซึ่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลต้องพยายามประหยัดตรงนี้ให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องไฟฟ้าเท่านั้น ยังรวมถึงค่าน้ำ ค่ายา ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ การจ้างบุคลากรเกินความจำเป็นกว่าโรงพยาบาลระดับเดียวกันด้วยหรือไม่ ซึ่งการประหยัดงบประมาณเป็นหนึ่งในแนวทางระยะยาวของการแก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน คู่กับการหารายรับเพิ่มของโรงพยาบาลด้วย

แม้โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีการเตรียมเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน แต่ก็เป็นแค่ช่วงฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว หากทุกคนช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้า ทำให้ความต้องการไฟฟ้าไม่มากเกินไปกว่าความสามารถในการผลิตก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดไฟฟ้าดับจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างลงได้ ที่สำคัญยังสามารถช่วยประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาล

ยกตัวอย่าง “กิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน” เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2560 เมื่อเวลา 20.30-21.30 น. ซึ่ง กทม.ร่วมกับมูลนิธิ FEED และ WWF ประเทศไทย พร้อม 7,000 เมือง ในกว่า 178 ประเทศทั่วโลกร่วมใจปิดไฟ เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทั่วโลก โดยมีการปิดไฟ Landmark ของ กทม. ได้แก่ พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม สะพานพระราม 8 เอเชียทีค ตึกใบหยกและเสาชิงช้า เป็นต้น สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 1,953 เมกะวัตต์ ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,016 ตัน ประหยัดงบประมาณได้ 7.68 ล้านบาท และเมื่อรวมผลการดำเนินกิจกรรมตลอด 9 ปี สามารถลดใช้ไฟฟ้าได้ 14,344 เมกะวัตต์ ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 72,172 ตัน ประหยัดงบประมาณได้กว่า 49 ล้านบาท

หากทำให้การลดใช้ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน และทุกคนช่วยกันจะสามารถประหยัดงบประมาณไปได้มากขนาดไหน โดย นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. ระบุว่า ช่วง เม.ย.- พ.ค. ถือเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนจัด คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทย (Peak) ประมาณ 32,056 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 3.5% จากปี 2559 กฟผ. จึงขอความร่วมมือจากภาคประชาชน อุตสาหกรรม และเอกชน ช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อนดังกล่าว และรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพแทน

สำหรับวิธีการประหยัดไฟฟ้าง่ายๆ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) แนะนำไว้ดังนี้ 1. เลิกเปิดปิดตู้เย็นบ่อยๆ หันมาพกพากระติกน้ำแข็งไว้หยิบดื่มเวลากระหาย ไม่ควรตุนอาหารเกินความจำเป็น ตรวจสอบสภาพขอบยางประตูตู้เย็นให้พร้อมใช้งาน และ 2. เปิดเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส โดยเริ่มด้วยการเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท เพื่อลดความร้อนสะสมภายในห้อง จากนั้นอาบน้ำเย็น ปะแป้งให้สดชื่น เลือกเสื้อผ้าเนื้อบางเบาสบายตัว และเปิดเครื่องปรับอากาศที่รักษาอุณหภูมิที่ 26 องศา โดยหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ และล้างเครื่องปรับอากาศปีละ 2 ครั้ง

นอกจากนี้ กฟน. ยังสนับสนุนการลดใช้ไฟฟ้า ด้วยการจัดประกวดอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งจะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณา 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขด้านการใช้พลังงาน (MEA Index) และเงื่อนไขด้านคุณภาพการใช้พลังงาน โดย นายธนาวุฒิ โรจน์จนรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายอาคารและสถานที่ รพ.วิชัยเวช หนองแขม หนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ระบุว่า หลังจากที่เข้ารวมโครงการอาคารประหยัดพลังงาน แค่เพียงปีเดียว ก็สามารถลดการใช้ไฟฟ้าไปได้ถึง 40%

ถึงเวลาแล้วที่ “คนไทย” ควรใช้ไฟฟ้าอย่างมีสติ ลดส่วนการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ร่วมกันคนละไม้ละมือ ประหยัดทั้งพลังงาน ประหยัดสตางค์ในกระเป๋า บรรเทาปัญหาโลกร้อน
กำลังโหลดความคิดเห็น...