xs
xsm
sm
md
lg

ผู้บริโภคจี้ 5 บริษัท “ฟาสต์ฟูด” รายใหญ่ ประกาศไม่รับซื้อ “เนื้อสัตว์” จากฟาร์มใช้ยาต้านจุลชีพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ส่งหนังสือถึง 5 บริษัท “ฟาสต์ฟูด” รายใหญ่ในไทย จี้ ออกประกาศนโยบายไม่ซื้อเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่ใช้ยาปฏิชีวนะ ชี้ บริษัทขนาดใหญ่มีอิทธิพลกำหนดฟาร์มให้ผลิตได้ ระบุเปิดเผยแหล่งผลิตและขายเนื้อสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะช่วยเป็นทางเลือกผู้บริโภค ลดการดื้อยาต้านจุลชีพ

วันนี้ (14 มี.ค.) ที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต กทม. นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “อาหารปลอดภัยไร้ยาปฏิชีวนะเพื่อผู้บริโภคกับยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยา” ในงานสัมมนา เรื่อง “ผู้บริโภคและการรณรงค์วันสิทธิผู้บริโภคสากล” ว่า ปัจจุบันมีเชื้อดื้อยามากขึ้น รัฐบาลจึงมีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 - 2564 ให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อ ส.ค. 2559 ซึ่งเป็นความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อลดการเจ็บป่วยจากเชื้อดื้อยาให้ได้ร้อยละ 50 ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในคนร้อยละ 20 ในสัตว์ร้อยละ 30 และประชาชนมีความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ภายใน 5 ปี ทั้งในแง่การเฝ้าระวัง การควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพ การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อและการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมทั้งสถานพยาบาล ร้านยา ภาคการเกษตร สัตว์เลี้ยง เป็นต้น ทั้งนี้ ในภาคการเกษตรและปศุสัตว์ ประเทศไทยไม่สนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพเป็นสารเร่งการเจริญเติบโต ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค จึงมีมาตรการทางกฎหมายทั้ง สธ. และกระทรวงเกษตรการและสหกรณ์ โดย อย. ไม่อนุมัติข้อบ่งใช้เพื่อเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในการขึ้นทะเบียนยาสัตว์ และปศุสัตว์มีการห้ามใช้ยาต้านจุลชีพทุกชนิดเป็นสารเร่งเจริญเติบโต

ในงานเสวนา “ทำอย่างไรอาหารจะปลอดภัยไร้ยาปฏิชีวนะ” รศ.ดร.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก พบว่า คนทั่วโลกเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 7 แสนคน และประมาณการว่า อีก 10 ปีข้างหน้า อัตราการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาจเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน โดย 4 ล้านคน จะอยู่แถบแอฟริกา และ 4.7 ล้านคนอยู่ในแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยปัญหาหนึ่ง คือ การนำยาปฏิชีวนะไปใช้ในการปศุสัตว์ เช่น ฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ เป็นต้น ทำให้เกิดการถ่ายทอดยีนดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย ถ่ายทอดกันทั้งจากสัตว์สู่คน คนสู่สัตว์ รวมไปถึงการถ่ายทอดไปในสิ่งแวดล้อม ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ยังไม่ดื้อยาเกิดมียีนดื้อยาขึ้นได้ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจนั้นพบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะ กว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี อัตราการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ประมาณ 100,000 คนต่อปี ทำให้มีผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลนานขึ้น 3.24 ล้านวันต่อปี อัตราเสียชีวิตสูงถึง 38,481 รายต่อปี เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 2,539 - 6,084 ล้านบาทต่อปี การทำให้อาหารปลอดยาต้านจุลชีพคือ ประชาชนต้องไม่บริโภคเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะแม้จะบอกว่าเป็นเนื้อสัตว์อนามัยที่น่าจะปลอดภัย แต่ก็ยังมีเชื้อ นอกจากนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องมีการตรวจสอบติดตามการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะในอาหารเพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา

ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า อาหารฟาสต์ฟูดเป็นแหล่งหนึ่งที่มีการตรวจพบยาปฏิชีวนะ ซึ่งหากบริษัทอาหารฟาสต์ฟูดต่างๆ มีการประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิต หรือฟาร์มที่ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะจะสามารถช่วยลดปัญหาลงได้ ซึ่งขณะนี้มีเพียงแมคโดนัลด์ที่ประกาศจะมีนโยบายซื้อไก่ในฟาร์มที่ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงในปี 2560 แต่จำกัดเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และปี 2561 จะดำเนินการในประเทศแคนาดา แต่ไม่มีนโยบายการดำเนินการเช่นนี้ในประเทศอื่น และ “ซับเวย์” ที่มีนโยบายเช่นกัน แต่ดำเนินการเฉพาะสหรัฐอเมริกาเท่านั้น คือ ซื้อไก่ที่ปลอดยาปฏิชีวนะในปี 2559 ไก่งวง จะดำเนินในปี 2562 วัวและหมูในปี 2568

น.ส.สารี กล่าวว่า ในประเทศไทยจากการที่มูลนิธิฯ ตรวจสอบยาปฏิชีวนะในอาหารฟาสต์ฟูด ก็พบการปนเปื้อนอยู่ในแซนด์วิชไก่อบของซับเวย์ แต่ไม่เกินมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด คือ 200 มิลลิกรัม ซึ่งทางบริษัทก็ตอบกลับมาว่ายินดีที่จะซื้อไก่จากแหล่งที่ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่ต้องขึ้นอยู่กับซัปพลายเออร์ หรือฟาร์มไก่ที่จะต้องมีการหารือกันด้วย ขณะที่การตรวจสอบเนื้อหมูผ่านตลาด ห้างค้าปลีก และการสั่งซื้อเนื้อผ่านออนไลน์จำนวน 15 แห่ง พบเพียง 2 แห่ง คือ ตลาดยิ่งเจริญ และตลาดบางแคที่พบเนื้อสัตว์ปนเปื้อนยาปฏิชีวนะ แต่ไม่เกินมาตรฐานเช่นกัน ซึ่งแม้จะไม่เกินมาตรฐาน แต่ปริมาณไม่ได้เป็นประเด็น เพราะไม่ว่ามากหรือน้อยก็มีโอกาสทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ทั้งสิ้น โดยจะส่งข้อมูลให้กรมปศุสัตว์ และ อย. กำกับดูแลต่อ รวมทั้งจะแจ้งไปยังเจ้าของตลาดทั้งสองแห่งเพื่อหาต้นตอว่าเนื้อสัตว์นั้นมาจากฟาร์มไหน เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ดำเนินการจัดการต่อไป

“ทางมูลนิธิฯ ได้ทำหนังสือถึงบริษัทอาหารฟาสต์ฟูดขนาดใหญ่ 5 แห่งในประเทศไทย คือ เคเอฟซี แมคโดนัลด์ เชสเตอร์กริล ซับเวย์ และ เบเกอร์คิง เพื่อขอให้มีการประกาศนโยบายใช้เนื้อสัตว์ที่ปลอดยาปฏิชีวนะ แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากบริษัทเหล่านี้ มีเพียงเชสเตอร์กริลเท่านั้นที่ตอบกลับอย่างไม่เป็นทางการว่ายินดีที่จะดำเนินการ ซึ่งการให้ความสำคัญกับบริษัทอาหารฟาสต์ฟูดเหล่านี้ให้ออกนโยบาย เนื่องจากมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ มีอัตราและกำลังในการซื้อมาก จึงมีอิทธิพลที่จะกำหนดให้ซัปพลายเออร์ หรือฟาร์มเนื้อสัตว์ต่างๆ สามารถดำเนินการตามที่บริษัทกำหนดได้ เช่น จะซื้อเนื้อที่ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ พวกฟาร์มเหล่านี้ก็ต้องทำตาม เพื่อให้สามารถขายให้บริษัทได้” น.ส.สารี กล่าวและว่า นอกจากบริษัทต้องมีนโยบายที่ชัดเจนแล้ว อีกหนทางหนึ่ง คือ ต้องมีการเปิดเผยแหล่งผลิตเนื้อสัตว์ที่ปลอดยาปฏิชีวนะ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ ซึ่งหากผู้บริโภคทราบว่า หมู ไก่ ไม่ได้เลี้ยงโดยการใช้ยาก็ย่อมอยากซื้ออยากกินอยู่แล้ว จึงจะทำให้อาหารปลอดยาปฏิชีวนะดำเนินการได้อย่างสำเร็จ
กำลังโหลดความคิดเห็น...