xs
xsm
sm
md
lg

แนะ ร.ร.คัดกรองเด็กป่วยทุกเช้าก่อนเข้าเรียน ป้องกันแพร่ระบาด “หวัดใหญ่-มือเท้าปาก-ไข้เลือดออก”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กรมควบคุมโรค แนะโรงเรียน ตรวจคัดกรองอาการไข้เด็กทุกเช้าก่อนเข้าเรียน เฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือ เท้า ปาก และโรคไข้เลือดออก หากพบเด็กป่วยให้แจ้งผู้ปกครองมารับกลับทันที ป้องกันการระบาดและลดการแพร่กระจายเชื้อ

วันนี้ (10 ก.พ.) นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า สถานศึกษาเป็นแหล่งที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ โรคมือ เท้า ปาก และโรคไข้เลือดออก จากการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2560 โรคไข้หวัดใหญ่มีผู้ป่วย 6,807 ราย เสียชีวิต 1 ราย โรคมือ เท้า ปาก ป่วย 5,228 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ทั้งสองโรคนี้พบว่า กลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ เด็กแรกเกิด - 4 ปี รองลงมาอายุ 5 - 14 ปี สำหรับโรคไข้เลือดออกพบผู้ป่วย 3,036 ราย เสียชีวิต 2 ราย เป็นเด็กอายุ 7 ปี และ 14 ปี ส่วนกลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ 5 - 14 ปี จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยสามกลุ่มโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน

นพ.เจษฎา กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ติดต่อได้ง่ายโดยการหายใจเอาเชื้อที่ฟุ้งกระจายในอากาศ แพร่กระจายได้กว้างขวางในที่ที่คนอยู่แออัด โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ ควรให้รับประทานยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ดูแลร่างกายให้อบอุ่นและพักผ่อนให้มากๆ และควรหยุดเรียน และสวมหน้ากากอนามัยจนกว่าจะหาย ที่สำคัญ หากกินยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้นใน 2 - 3 วัน และเสี่ยงมีอาการแทรกซ้อนให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว ส่วนโรคมือ เท้า ปาก อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย เป็นต้น หรือมีอาการไข้ร่วมกับตุ่มพองเล็กๆ เกิดขึ้นที่ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในปาก หายได้เองภายใน 7 - 10 วัน เด็กอ่อนและเด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากกว่าเด็กโต การติดต่อของโรคเกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าไปทางปากโดยตรงจากการติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผลหรืออุจจาระของผู้ป่วย

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอแนะนำมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคติดต่อในโรงเรียน โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งช่วงที่พบผู้ป่วยหลายรายต้องเน้นการสกัดกั้นการแพร่กระจายของเชื้อ จึงขอความร่วมมือสถานศึกษาดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อให้การป้องกันควบคุมโรคเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยปฏิบัติ ดังนี้ 1. มีระบบคัดกรองเด็กทุกเช้าก่อนเข้าเรียน หากพบเด็กป่วยให้แยกออกมา และแจ้งผู้ปกครองมารับเด็กกลับและให้พักฟื้นจนกว่าจะหายเป็นปกติ 2. สอนให้เด็กล้างมือบ่อยๆ และจัดให้มีจุดล้างมือ พร้อมสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล รวมถึงทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เป็นส่วนรวมเป็นประจำ 3. หากพบเด็กป่วยเป็นจำนวนมาก ควรพิจารณาปิดสถานศึกษาเพื่อชะลอการระบาดและการแพร่กระจายเชื้อ 4. ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับโรคแก่นักเรียนและผู้ปกครอง

สำหรับโรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้สูงลอย 2 - 7 วัน บางรายมีจุดเลือดสีแดงขึ้นตามลำตัว แขน ขา อาจมีเลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน และบางรายอาจเกิดอาการช็อก หากรักษาไม่ทันจะเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ การป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในสถานศึกษา ควรเน้นการจัดการสิ่งแวดล้อม กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในวัสดุขังน้ำต่างๆ โดยดำเนินการต่อเนื่องทุกสัปดาห์ และควรปรับสิ่งแวดล้อมให้โปร่งโล่ง เพื่อลดการเกาะพักของยุงลาย ทาตะไคร้หอมไล่ยุง หรือติดมุ้งลวดในอาคารเรียน เป็นต้น นอกจากนี้ หากพบเด็กที่สงสัยว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ให้แจ้งผู้ปกครองให้นำเด็กไปพบแพทย์ รวมถึงแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าดำเนินการพ่นสารเคมีควบคุมยุงในเขตโรงเรียนและรัศมี 100 เมตร รอบโรงเรียน หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
กำลังโหลดความคิดเห็น...