xs
xsm
sm
md
lg

เล็งวิจัยวัคซีนป้องกันเกิดโรคมะเร็งซ้ำ เผยไทยมียาภูมิคุ้มกันบำบัดแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


แพทย์เผย “ภูมิคุ้มกันบำบัด” รักษามะเร็ง ใช้แพร่หลายกว่า 47 ประเทศ พบรักษามะเร็งปอดได้ดีที่สุด ระบุ ไทยมีการขึ้นทะเบียนยาแล้ว 3 ชนิด ในการรักษามะเร็งสีผิวหนัง ลำไส้ใหญ่ ปอด/กระเพาะปัสสาวะ/ต่อมน้ำเหลือง เผย มีการวิจัยวัคซีนป้องกันการเกิดโรคมะเร็งซ้ำ

วันนี้ (26 ม.ค.) รศ.นพ.นรินทร์ วรวุฒิ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง (Immuno-Oncology :IO) ว่า การรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นการรักษามะเร็งแนวใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่การสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ลุกขึ้นมาต่อต้านโรคมะเร็ง ซึ่งจากงานวิจัยพบว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาเคมีบำบัด และทำให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตยาวนานกว่าการรักษาด้วยวิธีอื่นถึง 20% โดยยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดจะใช้รักษาในกลุ่มคนไข้มะเร็งระยะแพร่กระจาย หรือระยะสุดท้าย ที่ผู้ป่วยมีโอกาสรอดยาก โดยตัวยาจะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ถูกเซลล์มะเร็งยับยั้งให้ไม่สามารถทำงานได้ คือ 1. เอพี เซลล์ (AP Cell) 2. T Cell (ทีเซลล์) และ 3. NK Cell (เอ็นเคเซลล์) ให้สามารถลุกขึ้นมาทำลายเซลล์มะเร็งได้

“วิธีนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา และยุโรปกว่า 47 ประเทศ ในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด มะเร็งตับ และ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยพบว่าได้ผลดีที่สุดในมะเร็งปอด สำหรับประเทศไทยมียาภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว 3 ตัว คือ 1. ยาภูมิคุ้มกันบำบัดในส่วนของมะเร็งสีผิวหนัง ฉีดทุก 2 - 4 สัปดาห์ 2. ยาภูมิคุ้มกันบำบัดในส่วนของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ฉีดปริมาณ 200 มิลลิกรัม ทุก 3 สัปดาห์ และ 3. ยาภูมิคุ้มกันบำบัดในส่วนของมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสวะ และ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฉีด 2 - 3 สัปดาห์ ปริมาณตามน้ำหนัก แต่ต้องใช้ในโรงพยาบาลที่มีศูนย์รักษามะเร็ง เพราะต้องสั่งยาโดยผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากมีผลข้างเคียงหากมีการให้ยาไม่ถูกต้อง หรือปริมาณที่สูงเกินไป จะทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคพุ่มพวงได้ และต้องฉีดจนกว่ามะเร็งจะหมดไป” รศ.นพ.นรินทร์ กล่าว

รศ.นพ.นรินทร์ กล่าวว่า ผลข้างเคียงจากยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ผ่านมาพบน้อย ในการรักษาพบว่าในคนไข้ 100 คน จะพบได้ประมาณ 1 - 5 คน ขณะนี้อยู่ในระหว่างวิจัยตัววัคซีนที่จะป้องกันการเกิดโรคซ้ำ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยค่อนข้างช้าในการขึ้นทะเบียนยา ก็หวังว่า ในอนาคตจะมียาที่รักษาได้ครอบคลุมทุกประเภท อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันจะมีการพัฒนาวิธีการรักษามะเร็ง แต่ประชาชนควรปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดมะเร็ง คือ 6 อ. ได้แก่ 1. อาหาร กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ งดการสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ 2. อากาศ หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศไม่ถ่ายเท หรือมีมลภาวะ 3. เอนกาย พักผ่อนให้เพียงพอ 6 - 8 ชั่วโมงต่อวัน 4. อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ 5. อุจจาระ ขับถ่ายให้เป็นเวลา และ 6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพียงแค่นี้ก็สามาถลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้แล้ว
กำลังโหลดความคิดเห็น...