เมืองไทย 360 องศา
คำพูดลอยลมออกมาจากปากของ “พี่ใหญ่” หรือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้ได้ยินก่อนหน้านี้ ทำนองว่า เสียงของพรรคเศรษฐกิจไทย ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และหากมีคนที่ไม่ยกมือหนุนรัฐบาล หรือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็มีเพียง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่นำทีมแยกตัวออกไปจากพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น
คำพูดดังกล่าวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งอีกฐานะหนึ่งก็คือ “พี่ใหญ่” ในกลุ่ม สาม ป. อันประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอีกคนก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
โดยความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เคลื่อนไหวออกโรงเอง นั่นคือ ประสานนัดหมายบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีรัฐมนตรีร่วมอยู่ในรัฐบาล คือ นอกเหนือจากพรรคพลังประชารัฐแล้วก็มี พรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา มีการนัดรับประทานอาหารค่ำ ที่สโมสรราชพฤกษ์ ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อค่ำวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา บรรยากาศโดยรวมออกมา ถือว่าชื่นมื่น
เพราะในวันดังกล่าว เป็นการหารือกันในระดับหัวหน้าพรรค กับเลขาธิการพรรค เป็นหลัก แต่ที่ต้องจับตาก็คือ งานนี้มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมด้วย ความหมายก็คือ งานนี้เป็นการคุยกันระหว่าง “สาม ป. กับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล” นั่นเอง
มองอีกมุมหนึ่ง มันก็สะท้อนให้เห็นภาพความเหนียวแน่นของกลุ่มพี่น้องสาม ป. หรือไม่ก็เป็นการสำเหนียกให้เห็นว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกันก็ตายหมู่” อะไรประมาณนั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ ปรากฏภาพความขัดแย้ง หมางใจกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.อนุพงษ์ ฝ่ายหนึ่งกับ พล.อ.ประวิตร โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เคยเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐมาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ภาพที่เห็นและรายงานข่าวความเคลื่อนไหวในเวลาต่อมามันกลายเป็นภาพของความเหนียวแน่น จับมือเคลียร์ปัญหา เริ่มจาก “สาม ป.” มีการเปิดอกเคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้วที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ก่อนหน้าการพบหารือในวงดินเนอร์ กับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล
ขณะเดียวกัน เมื่อย้อนถึงสาเหตุที่ต้องมีการรับประทานอาหารในวงระดับแกนนำสำคัญแบบนี้ ก็เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลกำลังมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เนื่องจากมีเสียงสนับสนุนที่ลดลง หรือเกิดความ “ไม่แน่นอน” จากความขัดแย้งกับกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รวมไปถึงความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐเอง เมื่อความเป็นเอกภาพลดลง มันก็ย่อมส่งผลไปถึงความไม่มั่นคงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ “พลังต่อรอง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลปลายเทอม ขณะที่ฝ่ายค้านและฝ่ายตรงข้ามก็ฉวยโอกาสผสมโรงขย่มหนัก จากการจองกฐินไว้ล่วงหน้า เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้าที่จะเปิดสภาในเดือนพฤษภาคม
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีภารกิจสำคัญในการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศในเขตเศรษฐกิจเอเปก ในเดือนพฤศจิกายน แต่ก่อนจะไปถึงวาระสำคัญดังกล่าว ก็ยังมีร่างกฎหมายสำคัญพ่วงเข้ามา เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ที่เป็นกฎหมายการเงินสำคัญยิ่งยวดอีกอย่างหนึ่งสำหรับรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งทั้งสองเรื่องดังกล่าวถือว่าสำคัญแบบชี้อนาคตกันเลยทีเดียว เมื่อ “ไม่ชัวร์” ก็ต้อง “เค้นคอถาม” เอาให้แน่ใจ
ซึ่งจากวงหารือในวันดังกล่าว ก็มีรายงานออกมาในทางเดียวกัน ก็คือ ได้รับคำยืนยันจากบรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลให้ความมั่นใจยังสนับสนุนแบบเต็มร้อย ยืนยันรัฐบาลอยู่จนครบวาระในปี 2566 และเมื่อสำรวจเช็กเสียงกันแล้วทุกพรรคยืนยันตรงกัน ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ โดย “บิ๊กป้อม” ก็ไม่มีปัญหา แต่สำหรับพรรคเศรษฐกิจไทย ก็ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่หากไม่หนุนก็คงมีเพียง ร.อ.ธรรมนัส เสียงเดียวเท่านั้น
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วก็ยังเชื่อว่าคงไม่ใช่เสียงเดียวแน่นอนสำหรับพรรคเศรษฐกิจไทย เพราะยังมี ส.ส.ในกลุ่มก๊วนใกล้ชิดอีกส่วนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เห็นภาพเคลื่อนไหวนับจากนี้ไป ก็คือ ความพยายามในการ “แยกสลาย” กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ออกมา เพราะหากย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ที่ระบุทำนองว่า พรรคเศรษฐกิจไทย เป็นพรรคของเราเอง อีกทั้งการที่มี พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา “คนสนิท” ที่ลาออกจากประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ตามรายงานข่าวว่าเตรียมที่จะไปเป็นหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย มันก็เป็นไปได้ว่า ยังมีอีกกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล
ขณะเดียวกัน ในพรรคพลังประชารัฐเองนั้น ก็มีรายงานความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนมากขึ้นว่า จะมีกลุ่มคนใก้ชิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามามีบทบาทภายในพรรคมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อประกันความชัวร์มากกว่าเดิม
นอกเหนือจากนี้ ภาพทางการเมืองที่ปรากฏชัดเจนแล้วก็คือ ยังมีการ “สกรีนพรรคเล็ก” ให้ชัดเจนว่า พรรคไหนหรือคนไหนยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล หรือ ยังอยู่ในกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งจากการเคลื่อนไหวตั้งวงรับประทานอาหารของ กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนว่ามีใครบ้างที่ไปทางไหน
ขณะที่วันที่ 17 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ ก็เปิดเกมรุก นัดรับประทานอาหารกับพรรคเล็กที่เหลือ เพื่อให้ยืนยันท่าทีกันแบบเป็นทางการอีกครั้ง เป็นการแยกออกมาให้ชัดเจนว่า “ใครหนุน ไม่หนุน” หรือใคร ไปทาง ร.อ.ธรรมนัส จะได้เคลียร์
ภาพการเคลื่อนไหวที่ปรากฏออกมา โดยเฉพาะฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกลุ่มสาม ป. ที่มีการตั้งวงคุยกันมาหลายรอบ มันก็เหมือนกับการ “จัดแถว เช็กชื่อ” แบบถามกันให้ชัวร์ ขณะเดียวกัน มันก็มีความชัดเจนอีกด้านหนึ่งว่า กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส นั้นไปอีกทาง ก็ต้องหาทางแยกสลายให้อ่อนพลัง และแน่นอนว่า ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดในเวลานี้ยังไม่มีใครอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นนายกฯลาออก หรือยุบสภาในช่วงเวลานี้ เพราะยังไม่อยากเสี่ยง ได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งลักษณะแบบนี้แหละมันก็จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดเอกภาพ อยู่ไปครบเทอมดีกว่า !!


