xs
xsm
sm
md
lg

ม็อบสามนิ้ว-ธนาธร อนาคตฝ่อ คุกรออยู่ !?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ พริษฐ์ ชิวารักษ์
เมืองไทย 360 องศา


แน่นอนเหลือเกินว่าแทบทุกฝ่ายเห็นตรงกันแล้วว่า เวลานี้สถานการณ์ของพวก “ม็อบสามนิ้ว” ไม่ค่อยสู้ดีนัก รวมไปถึงบรรยากาศหลายอย่างรอบตัวก็ไม่เป็นใจ ทุกอย่างกำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” อย่างน้อยก็มีแต่ “ทรง” กับ “ทรุด” ไม่มีเพิ่มขึ้น

สาเหตุสำคัญที่สุด ก็คือ ไม่สามารถสร้างพลังกดดันฝ่ายรัฐบาลและอำนาจรัฐได้แบบม้วนเดียวจบ ความหมายก็คือ “คว่ำไม่ลง” ในเวลาอันรวดเร็ว จนทำให้สถานการณ์ต้องยืดเยื้ออย่างที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกัน ยิ่งการชุมนุมยืดเยื้อ มันก็ยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้าม “ตั้งหลัก” หรือ “แก้เกม” ได้ดียิ่งขึ้น ประกอบกับ พวก “ม็อบสามนิ้ว” ยิ่งนานยิ่งมีจุดอ่อนเผยออกมาให้เห็นมากขึ้น ทำให้บรรดา “แนวร่วม” ถดถอย ทำให้ระยะหลังจำนวนมวลชนที่เข้าร่วมน้อยลงทุกวัน
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องพิจารณากันว่าทำไมถึงจำนวนมวลชนเข้าร่วมชุมนุมถึงได้ลดน้อยลง ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากการชุมนุมที่เริ่มยืดเยื้อ ประกอบกับข้อเรียกร้องที่ถือว่า “เลยเถิด” จนทำให้ไม่มีทางสำเร็จ ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากพวกระดับ “แกนนำ” ที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นในเวลานี้ หากให้กล่าวกันตรงๆ ก็ถือว่า ยัง “ไม่มีความโดดเด่น”
ที่สำคัญก็คือ หากพิจารณาในระดับ “ภูมิความรู้” ของแกนนำเท่าที่เห็นในเวลานี้ ถือว่า “ยังไม่ถึง” ดังตัวอย่างที่เห็นจากกรณี “ดีเบตเรื่องเกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ที่แกนนำ “ม็อบสามนิ้ว” ถูก “ฆ่าตายกลางอากาศ” มาแล้ว จะด้วยเป็นเพราะไม่ได้ทำการบ้านหาข้อมูลเพียงพอ หรือจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ แต่ก็ได้เห็นกันแล้วว่าไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม อย่างน้อยก็ในเรื่องขององค์ความรู้ของผู้นำที่ดูแล้ว “ไม่เวิร์ก” ก็แล้วกัน
ที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่า ในตอนแรกๆ ของการชุมนุมของกลุ่ม “ม็อบสามนิ้ว” ที่เริ่มต้นในชื่อของ “กลุ่มธรรมศาสตร์และแนวร่วมการชุมนุม” ที่เริ่มเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งในตอนนั้น จะว่าไปแล้วได้สร้างแนวร่วมจำนวนหนาตาไม่น้อย และทำท่าว่าจะมีพลังกดดันได้ดีพอสมควร หรืออย่างน้อยก็สามารถทำให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเวลานี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของ คณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่ถือว่าเป็นประตูนำไปสู่การ มี ส.ส.ร. เพื่อมาแก้ไขหรือร่างใหม่ในหลายมาตรา
แต่จู่ๆ พวกม็อบพวกนี้ก็เลี้ยวไปในเส้นทางใหม่ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นั่นคือ มีการเน้นในข้อเรียกร้องใหม่ให้ “ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์” โดยมีแนวทางอยู่ 10 ข้อ ซึ่งในจำนวน 10 ข้อดังกล่าว เมื่อพิจารณาในรายละเอียดหลายคนก็มองว่านี่คือ “การล้มล้าง” ไม่ใช่การปฏิรูป อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากท่าที และคำพูดของแกนนำทุกคนที่ขึ้นเวทีล้วนมีความก้าวร้าว และมีท่าทีเป็น “ปฏิปักษ์” อย่างชัดเจน
ด้วยความเคลื่อนไหวที่ว่านี่แหละที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถาม เริ่มไม่เอาด้วย และถอยห่างออกมา เพราะเห็นว่า “สถาบันฯ” ไม่ได้มีปัญหาเหมือนกับ “พวกนักการเมือง” เพราะสิ่งที่ควรปฏิรูปก่อนใครก็น่าจะเป็นนักการเมืองที่สร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองมาตลอดมากกว่า แต่พวกม็อบสามนิ้วกลับพุ่งเป้าไปที่สถาบันฯ ที่ถือว่า “เลยเพดาน” ไปไกลมาก
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากผู้สนับสนุนคนสำคัญที่เวลานี้ สังคมก็เข้าใจตรงกันแล้วว่าก็คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มการเมืองในนามกลุ่มก้าวหน้า ที่มีพรรคก้าวไกลเป็นเครือข่าย ลักษณะที่เห็นก็คือ “ยุเด็ก” จนเกิดความวุ่นวาย และที่สำคัญเขาถูกมองว่า มีเจตนา “ล้มล้างสถาบันฯ” เป็นหลัก ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการ “ปฏิรูปการเมือง” แต่อย่างใด ซึ่งความเคลื่อนไหวแบบนี้ แม้ว่าก็มีแนวร่วมอยู่กลุ่มหนึ่ง แต่รับรองว่ามีคนจำนวนมากกว่าย่อมไม่เห็นด้วย และไม่พอใจกับท่าทีแบบนี้ เหมือนกับที่ชาวบ้านได้แสดงอาการโกรธกริ้วระหว่างที่เขาลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในสังกัดของเขาในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อวกกลับมาที่จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมกับม็อบสามนิ้ว ที่มองว่ามีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ส่วนสำคัญล้วนมาจาก “จุดอ่อน” ของม็อบ ของแกนนำ รวมไปถึงข้อเรียกร้องที่ “เลยเถิด” จนสังคมรับไม่ได้ และมีปฏิกิริยาต่อต้านมากขึ้น ประกอบกับ “เครดิต” ของระดับแกนนำโดยรวมแล้วถือว่าไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีภาวะผู้นำที่ฝากความหวังได้ว่าจะสามารถนำการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้เลย องค์ประกอบดังกล่าวถือว่าสร้างความถดถอย ทำให้จำนวนผู้เข้าร่วมลดลงเรื่อยๆ เมื่อจำนวนลดลงก็ย่อมส่งผลต่อแรงกดดันที่ลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อแรงกดดันเริ่มลดลง พลังในการต่อรองก็ย่อมลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่ต้องเจอแน่นอน ก็คือ คดีที่จะต้องตามมาเป็นพรวน โดยเวลานี้ “แกนนำสำคัญ” อย่างน้อยสามสี่คน มีคดีติดตัวแล้ว “กว่าหนึ่งร้อยคดี” ล่าสุดเจอคดี “มาตรา 112” จากกรณีจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ ซึ่งแต่ละคนมีหลายกรรม หลายวาระ และเมื่อไปรวมกับคดีอื่นๆ ก่อนหน้านี้แล้ว ถือว่า “อ่วม” ขณะที่กรณีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่แน่ๆ ก็คือ กำลังลุ้นคุกจากคดีต่อเนื่องจากความผิดคดีเงินบริจาคให้พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งฟ้องคดีอาญาตามมา นี่ยังไม่นับความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดีใน มาตรา 112 เช่นเดียวกัน

สรุปก็คือ เมื่อทุกอย่างฝ่อลง โดยเฉพาะเมื่อจำนวนคนเข้าร่วมชุมนุมลงลดลงเรื่อยๆ มันก็ย่อมไม่อาจสร้างแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่จะตามมาก็คือ คดีอาญาที่ติดตัว ยิ่งแกนนำบางคนมีคดีเป็นร้อย มันก็ยิ่งเสี่ยงติดคุกสูงยิ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่อยู่เบื้องหลัง บอกได้คำเดียวว่า “อ่วม” แน่นอน !!


กำลังโหลดความคิดเห็น...