xs
xsm
sm
md
lg

กมธ.กิจการวุฒิฯ รับทราบ 4 พ.ร.ก.แก้พิษโควิด พร้อมบรรจุวาระประชุม ส.ว.หลัง ส.ส.พิจารณาเสร็จ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ที่ประชุม กมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา รับทราบการออก พ.ร.ก.4 ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของรัฐบาล พร้อมบรรจุเข้าวาระการประชุมของวุฒิสภา หลังจากสภาผู้แทนฯ พิจารณาแล้วเสร็จ

วันนี้ (20 พ.ค. 63) นายคำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ครั้งที่ 10/2563 วันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2563 ซึ่งมี ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานของที่ประชุม โดยมีเรื่องพิจารณาที่น่าสนใจ ดังนี้

1. พระราชกำหนดที่คณะรัฐมนตรีจะเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาอนุมัติตามมาตรา 172 จำนวน 4 ฉบับ โดยได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2563 ซึ่งมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอพระราชกำหนดดังกล่าวต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกำหนดโดยเร็ว ทั้งนี้ พระราชกำหนดดังกล่าวแต่ละฉบับมีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้

1) พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563

สาระสำคัญ

1.1) ให้อำนาจกระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มูลค่ารวมกันไม่เกินหนึ่งล้านล้านบาท

1.2) เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้ จะต้องนำไปใช้เพื่อการดังต่อไปนี้

(1) เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

(2) เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ภาคประชาชนเกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

ซึ่งเงินกู้ตาม (1) และ (2) จะมีวงเงินรวมกันไม่เกิน 600,000 ล้านบาท

(3) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งในส่วนนี้จะวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

2) พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563


สาระสำคัญ

- ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะคราวภายในวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อให้สถาบันการเงินให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจตามที่กำหนดในพระราชกำหนดฉบับนี้

- เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบอันเกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้ธนาคารแห่งประเทศมีอำนาจสั่งให้สถาบันการเงินชะลอการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือลูกหนี้อื่นได้ ทั้งนี้ การชะลอการชำระหนี้ดังกล่าว มิให้ถือว่าเจ้าหนี้ผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้

3) พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563

สาระสำคัญ

- ให้จัดตั้ง กองทุนรวม ขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า “กองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้” มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยวิธีการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ออกใหม่ มีวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

- กำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการกำกับกองทุนเพื่อการรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้” มีหน้าที่และอำนาจ อาทิ กำหนดนโยบาย แนวทางการดำเนินงาน และกรอบการลงทุน แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์เพื่อดำเนินการจัดการกองทุน กำกับการดูแลการดำเนินงานของคณะกรรมการลงทุน

4) พระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563

สาระสำคัญ

เป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 74/2557 เรื่อง การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2557

แต่อย่างไรก็ดี พระราชกำหนดฉบับนี้มิให้ใช้บังคับแก่ การประชุมของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภา การประชุมเพื่อจัดทำคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล และการประชุมเพื่อดำเนินการตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การประชุมของภาครัฐและภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้ตามปกติ และเป็นไปโดยสอดคล้องกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

มติที่ประชุม :

- มีมติรับทราบ ทั้งนี้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาพระราชกำหนดทั้งสี่ฉบับเสร็จแล้ว ประธานวุฒิสภาจะพิจารณาบรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภาต่อไป

2. การพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย (บรรจุระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563) โดยมีสองกรณี คือ

1) เตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์)

ด้วยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาคัดเลือกให้ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเสนอชื่อมายังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 12 วรรคแปด แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561

มติที่ประชุม :

- มีมติเห็นควรแนะนำที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นคณะหนึ่ง จำนวน 15 คน เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ตามข้อ 105 แห่งข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา โดยมีกำหนดเวลาดำเนินการ 60 วัน

2) เตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด

คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) ได้มีมติเห็นชอบให้เลื่อนตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุด จำนวน 15 ราย และได้เสนอรายชื่อผู้ได้รับความเห็นชอบดังกล่าว พร้อมประวัติโดยย่อ มายังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามมาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2560

มติที่ประชุม :

- มีมติเห็นควรแนะนำที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นคณะหนึ่ง จำนวน 15 คนเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าว ตามข้อ 105 แห่งข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา โดยมีกำหนดเวลาดำเนินการ 60 วัน

3. ผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วุฒิสภา

ตามที่ประธานวุฒิสภาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยให้รายงานผลการพิจารณาศึกษาต่อประธานวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา บัดนี้ คณะกรรมการได้รายงานผลการพิจารณาศึกษามายังคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา โดยปรากฏผลว่า สมควรมีการเสนอญัตติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ในข้อ 86 เพื่อรองรับให้คณะกรรมาธิการสามารถใช้วิธีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้

มติที่ประชุม :

- มีมติรับทราบผลการพิจารณาและเห็นควรให้มีการเสนอญัตติเพื่อแก้ไขข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาในประเด็นดังกล่าวต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...