xs
xsm
sm
md
lg

วันประวัติศาสตร์! นายกฯ ร่วมพิธีลงนามสร้างไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ร.ฟ.ท.จับมือกลุ่มกิจการร่วมค้าเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง (CPH) เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เซ็นสัญญาเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน



เมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ 24 ต.ค. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และบันทึกความเข้าใจเพื่อสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยนายวราวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์

จากนั้นร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยนายคณิตศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยนายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าฯ กลุ่มธุรกิจบริหารทรัพย์สินรักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินมีแนวเส้นทางเชื่อมโยงท่าอากาศยานสำคัญของประเทศ หรือเริ่มต้นที่ท่าอากาศยานดอนเมืองวิ่งตรงเข้าสู่สถานีกลางบางซื่อผ่านสถานีมักกะสัน เลี้ยวเข้าสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าตามแนวทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านแม่น้ำบางปะกงเข้าสู่สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยา และเข้าสู่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นสถานีสุดท้าย รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร (กม.) โดยขบวนรถสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

โดยการลงนามสัญญาครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และนับเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ได้ผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่มีมูลค่าสูงถึง 224,544 ล้านบาท โดยที่ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดจากข้อตกลงสัญญาสัมปทานโดยมีกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ 119,425 ล้านบาทปรากฏว่ากลุ่มเอกชนเสนอกรอบวงเงินที่รัฐร่วมลงทุน 117,226 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 2,200 ล้านบาท ภายใต้สัญญาร่วมลงทุน 50 ปี อีกทั้งทรัพย์สินทั้งหมดจะเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา

ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ดีใจกับก้าวหน้าของโครงการฯ เพราะเห็นว่าเราทำงานขับเคลื่อนเรื่องนี้มากว่า 2 ปีแล้ว วันนี้ถือเป็นการนับหนึ่งลงนามสัญญาในการเริ่มก่อสร้าง โดยมีหลายภาคส่วนมาร่วมมือกัน ซึ่งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นการเชื่อมทั้ง 3 สนามบิน ยังเชื่อมต่อโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่นด้วย สำหรับภาพรวมในการลงทุนขั้นต้นกว่า 2 แสนล้านบาท โดยเราจำเป็นต้องพัฒนาประเทศไทย ทั้งในเรื่องทางบก รถไฟฟ้าความเร็วสูง ทางอากาศ รวมถึงท่าเรือแหลมฉบัง และมาบตาพุด ทั้งหมดคือการช่วยสร้างงานสร้างอาชีพ และวางอนาคตที่เป็นความร่วมมือของ 3 ประเทศร่วมกัน โดยวันนี้ยังมีอิตาลีมาร่วมด้วยในส่วนของการเดินรถ ตามสัญญาการร่วมทุน Public Private Partnership หรือ PPP ซึ่งเป็นการลงทุนใหม่ของเราที่มีกฎหมายกำกับควบคุมทุกตัว ขอให้เชื่อมั่นไว้วางใจว่าเราเดินหน้ามาถึงจุดนี้ได้ ถือว่าเดินมาก้าวหนึ่งแล้ว และขอให้ทุกคนสนับสนุนให้เดินไปสู่ก้าวที่ 2 ให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนการก่อสร้างคาดทุกอย่างจะเป็นไปตามสัญญา แต่ทั้งนี้เราได้หาทางออกไว้แล้วในกรณีที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อย่างกรณีการรื้อย้ายสาธารณูปโภคเดิมที่กีดขวางในเส้นทางการก่อสร้างก็จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ในฐานะความรับผิดชอบของรัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้เป็นเจ้าภาพในการประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผลงานนี้ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดที่แล้วที่ปัญหายังไม่จบ และรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้สานต่อในการเรื่องการลงนามสัญญาก่อร้าง

“ความมุ่งหมายเราจะต้องมองไปยังอนาคตข้างหน้า เพราะถ้ามองปัจจุบันก็จะเห็นแต่ปัญหาของเรา เห็นถึงการที่จะต้องดูแลประชาชนของเรา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรายได้เพิ่ม อาจไม่เร็วนัก เพราะจะต้องใช้เวลาก่อสร้าง แต่สิ่งสำคัญเมื่อสำเร็จ จะเกิดผลหลายอย่าง ทั้งผลต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน การขยายเมืองใหม่ การเพิ่มพื้นที่เขตเศรษฐกิจใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องลดผลกระทบที่จะเกิดต่อประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยทุกสถานีที่รถไฟจอดล้วนมีโอกาสเติบโตทั้งสิ้น ทำให้เกิดการเชื่อมต่อเส้นทางและเปิดพื้นที่เชื่อมต่อพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ การขนส่งสินค้าเกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ของไทย ตลอดจนรถไฟรางคู่ เครื่องบินก็จะมาจอดยังพื้นที่ดังกล่าว โดยไม่ต้องห่วง เชื่อว่ารัฐบาลสามารถขับเคลื่อนได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว





กำลังโหลดความคิดเห็น...