xs
xsm
sm
md
lg

“พิสิฐ” บอกรัฐบาลโลกสวยมองเศรษฐกิจดี เตือนหวั่นซ้ำรอยวิกฤตยุค “บิ๊กจิ๋ว”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม (ภาพจากแฟ้ม)
อดีต รมช.คลัง ปชป. ติงรัฐบาลวางตัวเลขรายได้ดีเกินไป ทั้งที่ไตรมาส 3 ถดถอย ขณะที่สรรพสามิตเองยอมรับจัดเก็บรายได้ชะลอตัว เตือนซ้ำรอยวิกฤตเศรษฐกิจยุค “บิ๊กจิ๋ว” คาดรายได้รัฐหายแสนล้านบาท แนะเร่งใช้เงินค้างท่อ 10 เปอร์เซ็นต์-ลดคงคลังเหลือ 3 แสนล้าน กัน ศก.ลื่นไถล

วันนี้ (18 ต.ค.) นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ตัวเลขรายได้ที่รัฐบาลให้มานั้นเห็นว่าดีเกินไป เพราะข้อมูลที่ตนได้รับมาชี้ให้เห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 ของปีนี้อยู่ในช่วงถดถอย กรมสรรพสามิตเองก็บอกว่าการจัดเก็บรายได้เริ่มชะลอตัว ดังนั้น รัฐบาลจึงมองเศรษกิจดีเกินไปซึ่งจะทำให้การประเมินสภาวะการทำนโยบายผิดพลาด เหมือนกับ 20 ปีก่อนที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ เลยตั้งเป้าเก็บรายได้ให้มากขึ้น แต่ความจริงเข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่ต้นปี 2540 แล้ว

นายพิสิฐกล่าวอีกว่า การที่บอกว่ารัฐบาลมองเศรษฐกิจดีเกินไป ไม่ใช่หมายถึงว่าจะต้องไปเก็บภาษีมากขึ้น เข้าใจดีว่าในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้รัฐบาลต้องยอมที่จะให้ขาดดุลมากขึ้น จากที่รัฐบาลตั้งรายได้ไว้ที่ 2.7 ล้านล้านบาท น่าจะหายไปแสนล้านบาท หรือหมายความว่ารายได้หายไปและขาดดุลมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นคือไม่ใช่การขึ้นภาษี แต่ต้องเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ เท่าที่ตรวจสอบจากงบประมาณโดยสังเขป เราจะตกใจกับตัวเลขงบประมาณปี 61 มีการทิ้งวงเงิน 3.34 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบจากการที่ระบบการคลังทิ้งวงเงินงบประมาณดังกล่าว ทำให้ธุรกิจที่ทำกับภาครัฐเกิดความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน เราทราบดีว่างบประมาณรายจ่ายปี 63 ทำล่าช้าถึง 4 เดือน ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ทราบจากสำนักงบประมาณว่าปกติ 4 เดือนแรกของงบประมาณ จะมีการจ่ายกับโครงการใหม่ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้าน หมายความว่า 4 หมื่นกว่าบาทได้หายไป ดังนั้น รัฐบาลต้องเบิกจ่ายงบเข้าระบบ

“ขณะนี้รัฐบาลมีเงินค้างท่ออยู่ประมาณ 1.003 ล้านล้านบาท หรือหมายถึง 1 ใน 3 ของงบประมาณปี 63 ที่เสนออยู่ในขณะนี้ ยังไม่ได้ใช้จ่าย ซึ่งความจริงรัฐบาลมีอำนาจใช้อยู่แล้ว ดังนั้น อยากเสนอรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หันมาดูงบค้างท่อซึ่งเป็นงบผูกพันที่ตรวจสอบมาอย่างดีและผ่านการอนุมัติจาก ครม.แล้วทั้งสิ้น และบางส่วนก็ได้รับเงินมาเรียบร้อยแต่กันไว้ หากเร่งเบิกจ่ายส่วนนี้เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเงินแสนล้าน ซึ่งเท่ากับที่บอกไปตอนต้นว่ารายได้จะหายไปแสนล้านบาท หากอัดฉีดเงินเข้าระบบ 1-2 แสนล้านบาท ภายใน 3-4 เดือนนี้ จะเยียวยาให้เศรษฐกิจไทยไม่ลื่นไถลเข้าสู่ช่วงถดถอยมากขึ้น” อดีต รมช.คลังกล่าว

นายพิสิฐกล่าวต่อว่า จากเอกสารงบประมาณพบว่าเงินคงคลัง เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2562 อยู่ถึง 5.2 แสนล้านบาท ถามว่าทำไมรัฐบาลต้องเก็บไว้จำนวนมากขนาดนี้ ถ้าคิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 2 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับเป็นเงินหมื่นล้าน ซึ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เงินคงคลัง ถามว่าทำเพื่ออะไร และเป็นการเสียเงินภาษีอากรของพวกเราโดยใช่เหตุ ดังนั้น ถ้าเกิดยอมให้ขาดดุลมากขึ้น รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม ไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม เพียงแค่ลดเงินคงคลังให้เหลือ 3 แสนล้านบาทก็พอ ดังนั้น จึงขอรัฐบาลได้โปรดช่วยดูแลระบบการคลัง เพราะขณะนี้ความเดือดร้อนของภาคเศรษฐกิจมีจริง แต่ไม่ใช่กับประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทั่วโลก

นายพิสิฐกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังอยากให้ดูแลเรื่องระบบการทำงานของรัฐ รัฐบาล หรือสำนักงบประมาณ ในการจัดสรรงบประมาณ เนื่องจากได้รับข้อมูลจากการประชุม กมธ.ว่าเวลากระทรวงหลักเบิกจ่าย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มหาดไทย ยุติธรรม เป็นต้น จะได้รับ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นกระทรวงใหม่ๆ เช่น ไอซีที วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น จะเบิกจ่ายได้เพียง 50-60 ถือเป็นการจัดสรรแบบเดิมๆ ทำให้เราจะไม่ได้ประโยชน์จากกระทรวงใหม่ๆ เพราะได้รับการตอบรับไม่ถึงครึ่ง กระทรวงเดิมได้รับเต็ม ฉะนั้น ต้องคิดใหม่ ต้องปรับปรุบระบบราชการ


กำลังโหลดความคิดเห็น...