xs
xsm
sm
md
lg

ฝ่ายค้าน ถล่มยับไล่รบ.ร่างงบฯใหม่ ฉะซื้ออาวุธเพื่อความมั่นตัวเอง สามป.ฟาด 8 หมื่นล.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พท.เปิดหัวฝ่ายค้านรุมยำร่างงบฯ 63 ไล่ร่างใหม่ ฉะรบ.ไร้มาตรการป้องกันวิกฤตศก. ใช้งบกลางซื้ออาวุธเพื่อความมั่นตัวเอง จัดงบผิดวิธี แฉพี่น้องสามป.ฟาดเรียบ 8 หมื่นล. "เสรีพิศุทธ์" จวกรบ.ถวายสัตย์ไม่ครบไร้อำนาจจัดงบ ไม่ร่วมสังฆกรรม

วันนี้ (17ต.ค.) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สมาชิกได้สลับกันอภิปรายระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล โดยในส่วนของฝ่ายค้านมุ่งเน้นประเด็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ งบกลางที่สูงเกินความจำเป็น และปัญหาความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงกานำงบสะสมของอปท.ไปกระตุ้นเศรษฐกิจส่อผิดกฎหมาย

อาทินายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายว่า การจัดงบประมาณถือเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงควรจัดสรรด้วยความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้พบว่ามีการจัดงบประมาณในภาคส่วนที่ไม่ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยมีการจัดงบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในยอดที่สูงขึ้น ทั้งที่ ไม่ได้ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนและ สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน มีการนำงบประมาณไปแจกอย่างสิ้นคิด โดยไม่ยึดโยงกับการพัฒนาและประสิทธิภาพในการบริหารเศรษฐกิจเป็นเพียงการยืดเวลาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่นโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการชิมชอบใช้ ไม่ได้ทำให้ประเทศพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตได้ ซึ่งในทางที่ถูกต้องควรใช้งบประมาณในการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้คนผลิตนวัตกรรมใหม่ๆสร้างงาน สร้างผลผลิตใหม่ๆให้ได้

นายสมพงษ์กล่าวว่า จากการติดตามการส่งออก 10 เดือนของประเทศไทยปีนี้ยังติดลบอยู่ ขณะที่กำลังซื้อ ระดับกลางและระดับล่างลดลงทำให้เห็นว่าประเทศกำลังประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และจากการติดตามการจัดทำงบประมาณภายใต้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผ่านมาจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปีรวม14.32 ล้านล้านบาท และต้องกู้เงินเพื่อชดเชยจำนวนมาก แต่ประมาณการรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

"เอากลับไปพิจารณาใหม่แล้วทำมาใหม่ เพราะงบประมาณฉบับนี้มีปัญหาหลายปัญหา ถูกนำไปใช้ในภาคส่วนที่ไม่ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเช่นการซื้อยุทโธปกรณ์กระทรวงกลาโหมพุ่งขึ้นสูงไม่หยุดหย่อนตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลคสช.และปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณ 5-6 พันกว่าล้านบาทและการจัดซื้อ เกิดอาการเหล่านี้ไม่ได้สร้างความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชนของประเทศ พี่น้องประชาชนยังลำบากแต่ท่านยังทุ่มเทงบประมาณไปใช้ด้านความมั่นคงซึ่งเห็นว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน งบประมาณขาดความชัดเจนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะนี้ ประเทศชาติขาดกำลังซื้อค่าเงินบาทแข็งตัวเกินความจำเป็น ขาดความชัดเจนในแนวทางที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านี้ และยังมีปัญหาเรื่องงบกลาง 5 แสนกว่าล้านบาท นำไปใช้หนี้ 200,000 บาทกว่าล้านชดใช้เงินคงคลังอีกเหลือประมาณ 90,000 กว่าล้านบาท ก็หวังว่าอย่าเอางบอย่างนี้ไปซื้อยุทโธปกรณ์อีก ผมห่วงจริงๆ"นายสมพงษ์ กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวอภิปรายว่าตนไม่เปิดดูร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯเพราะถือเป็นว่าทำมาจากรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจ รัฐบาลยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพราะถวายสัตย์ไม่ถูกต้อง ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ซึ่งก็รู้อยู่แล้ว ทุกวันนี้ในความคิดของพรรคเสรีรวมไทย เรายังมีรัฐบาล รวมทั้งนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ พรรคฝ่ายค้านพยายามให้โอกาสรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เชิญ นายกฯ มาชี้แจง ถ้าถวายสัตย์ไม่ถูกต้องก็ให้ลาออกไป แต่นายกฯ ไม่ยอมตอบในที่ประชุมสภาฯ จึงถือว่ายังมีรัฐบาลที่บริหารประเทศไม่ได้ ยังไม่เห็นความรับผิดชอบจากนายกฯ ในเรื่องนี้ เป็นที่ประจักษ์แล้ว

“ประธานสภาฯ ส.ส.และประชาชนก็รู้ดีว่ารัฐบาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาล และครม.จะหน้าด้านทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะแต่งตั้งข้าราชการ หรือมีมติ ครม.ต่างๆก็ทำไป เพราะไม่เกี่ยวข้องกับสภาฯ แต่เมื่อเราไม่ยุ่งแล้ว ครม. ก็ทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ส่งมาที่สภา ประธานสภาฯก็รู้ว่าถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน แต่กลับไปรับร่าง พ.ร.บ. เข้ามาในสภาฯ และออกหนังสือเรียกประชุม ผมว่าไม่ถูกต้อง ท่านจะรับสิ่งที่ผิดกฎหมายให้พวกผมพิจารณาได้อย่างไร เท่ากับท่านพยายามสนับสนุนรัฐบาลที่ผิดกฎหมาย เมื่อไม่ชอบแล้วก็ขอแนะนำให้ส่งคืน ครม.แล้วให้ถูกต้อง เพราะถือเป็นผลไม้พิษ“

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า หากสภายอมรับย่อมส่งผล คือ1. การยอมรับมาพิจารณาเท่ากับยอมรับสัตยาบันว่า ครม. และนายกฯ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 2. ยอมรับว่าการถวายสัตย์ฯ เป็นเพียงพิธีกรรมว่าจะถวายอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 3. รัฐธรรมนูญมาตรา 161 ไม่มีความจำเป็น เพราะจะพูดถวายสัตย์ฯ อย่างไรก็ได้ 4. ยอมรับความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย ในเรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่รัฐบาลไม่ถูกต้องส่งมา เท่ากับยอมรับรัฐบาลด้วย 5. ประธานสภาเข้าข่ายปฏิบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปล่อยปละละเลยให้มีการทำกระทำความผิด และ6. เมื่อประธานสภาไม่ดำเนินการยุติให้ ครม. ยุติปฏิบัติหน้าที่ จึงถือว่าประธานสภาฯจะต้องรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาลและครม. ที่จะเกิดขึ้นด้วย

“ท่านประธานไม่ต้องห่วงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อยากให้ยึดหลักกฎหมายไว้ดีกว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 141 ระบุชัดเจน ว่าให้ใช้งบประมาณของปีเดิมได้ไม่เสียหายอะไร ขอให้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายและให้ส่งร่างกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน พรรคเสรีรวมไทยหารือกันแล้ว และจะไม่ยอมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่ผิดกฎหมายนี้เด็ดขาด ถ้าไม่ยอมส่งกลับ และมีการพิจารณาต่อเราจะไม่ร่วมพิจารณาด้วย”พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

ต่อมาน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือตัวเลขหนี้ครัวเรือนเพราะสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้ตัวเลข12.98 ล้านบ้านบาท ตั้งแต่มีการรัฐประหารตัวเลขไต่ขึ้นเรื่อยๆอยู่อันดับ2ของเอเชีย และกำลังขึ้นอันดับ11 ของโลก หมายถึงคนไทยอยู่ได้ด้วยการก่อหนี้เพราะภาครายได้ลดลง เฉลี่ยแล้วคนไทยเป็นหนี้ต่อหัวหลายแสนบาท ตั้งแต่รัฐบาลก่อรัฐประหารพยายามใช้ทรัพยากรแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแต่ไม่ได้ผลดูจากตัวเลขก่อหนี้มาชดเชยขาดดุลสูงขึ้นเรื่อยๆ ปี63 วางแผนกู้4.69 แสนล้านบาท แต่อาจจะต้องถูกใช้มากกว่านี้ เพราะมีการซ่อนเร้นจากคำสั่งให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้เงินสะสมที่มีอยู่ประมาณ 6 แสนล้านบาทมาจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมเข้าไปในการก่อหนี้เพื่อชดเชยงบประมาณด้วย ซึ่งเท่ากับปี 63 รัฐอาจจะต้องใช้เงินชดเชยขาดดุลถึง1ล้านล้านบาท ดังนั้นการจัดงบประมาณในลักษณะนี้ถือว่าผิดวิธีการงบประมาณหรือไม่ เพราะการใช้เงินสะสมของท้องถิ่นมากระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นนโยบายของรัฐบาล ถือเป็นการผิดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน เสียวินัยการคลัง และตัวแทนประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เป็นการใช้เงินอย่างไร้ยุทธศาสตร์ พยายามหลีกเลี่ยงกฎหมาย เพราะรัฐบาลไม่สามารถกู้เงินมากกว่าที่กฎหมายกำหนด เพราะกู้เงินมาชดเชยได้ไม่เกิน7 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรถือเป็นการสะท้อนสถานะทางการคลังของรัฐบาล เท่ากับว่าปีงบ63 รัฐบาลได้ก่อหนี้ชดเชยงบสูงเกินกว่าเพดานกำหนดใช่หรือไม่

“รัฐบาลนี้ก่อหนี้ชดเชยงบมากสุดตั้งแต่มีประเทศไทย กู้ไปมากกว่า2ล้านล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผลของการใช้งบอย่างมหาศาลกลับทำให้คนจนเพิ่มขึ้นล่าสุดลงทะเบียนคนจน14.5ล้านคน และเป็นรัฐบาลแรกที่ออกใบอนุญาตอาชีพใหม่คือ”อาชีพวณิพก” และยังทำให้เศรษฐี5 ตระกูลมีรายได้ มั่งคั่งเพิ่มขึ้นภายใน5 ปี มีทรัพย์สินถึง3.345ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน จนทำให้ไทยได้แแชมป์ความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก”

เลขาธิการพรรคเพื่อไทยยังกล่าวด้วยว่า เมื่อพิจารณาประวัติการใช้งบกลางจะเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เงินเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลเองมากกว่าสร้างความมั่นคงให้ประชาชน เช่นการใช้งบกลางไปจัดซื้อรถหุ้มเกราะในขณะที่ประชาชนคนไทยที่ประสบภัยน้ำท่วมต้องขอเงินบริจาค ส่วนเงินงบประมาณที่จัดสรรเพิ่มขึ้นกลับไปอยู่ในกลุ่มกระทรวงที่เรียกว่า “พี่น้องสามป.”ทั้งหมดเกือบ8 หมื่นบ้านบาท แสดงว่าการจัดงบครั้งนี้เป้นไปเพื่อพี่น้องมากกว่าประโยชน์ประเทศชาติ ขณะที่รัฐบาลละเลยที่จะช่วยเหลือคนจน โดยเฉพาะเกษตรกร ทำให้ประเทศขาดกำลังซื้อ เพราะรัฐบาลใช้เงินผิดประเภท แทนที่จะใช้งบที่มีอยู่จำกัดติดอาวุธให้ประชาชนทำมาหากินเองได้ แต่กลับติดอาวุธให้กองทัพที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ทำได้อย่างเดียวคือกระตุ้นการบริโภคภายใน ส่วนการท่องเที่ยว การส่งออก การลงทุน ล้วนขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ถือเป็นตัวปัญหา

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า การแจกเงินผ่านบัตรต่างๆที่ทำมา5 ปี ตนไม่เห็นด้วยเพราะพิสูจน์ชัดว่าเป็นมาตรการที่ล้มเหลว การแจกเงินหรือที่เรียกว่า”เฮลิคอร์ปเตอร์ มันนี่ “ นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปบอกว่าเป็นนโยบายสิ้นคิด มีแต่แจกหมดแล้วหมดไป ทำให้คนไทยเสียวินัย การแจกเงินจะใช้เฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจดี อย่างสิงคโปที่เก็บภาษีได้เกินประมาณการ แล้วรัฐบาลเอาเงินนั้นมาคืนกลับไปให้ประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันได้ผลเพราะประชาชนกล้าใช้จ่ายเนื่องจากเห็นอนาคต แต่กรณีของไทยที่ยากจนเศรษกิจย่ำแย่ และประชาชนไม่เชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล จึงไม่กล้าใช้เงิน หยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ลงทุน ส่งผลให้จัดเก็บภาษีไม่ได้ การแจกเงิน1 พันบาทให้คนไปท่องเที่ยวเมืองรอง เป็นการแจกที่ฉลาดน้อยที่สุด เพราะเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นอนาคต การท่องเที่ยวไม่ใช่ปัจจัย4 ต่อการดำรงชีพ สภาพคนไทยที่มีแต่หนี้สินไม่มีใครอยากไปเที่ยว ยากต่อการทำให้เข้าเป้าเพราะเงินไหลไปยังนายทุน แผนการลดการก่อหนี้เพื่อนำประเทศเข้าสู่การสมดุลทางการคลังชาตินี้จะมีโอกาสได้เห็นสักครั้งหรือไม่ถ้ายังทำกันแบบนี้ ดังนั้นพรบ.ฉบับนี้มาทางไหนกลับไปทางนั้น ควรจะต้องกลับเอาไปจัดสรรใหม่ให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ต้องลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ต้องชะลอการใช้จ่ายที่ไม่ทำให้เกิดรายได้ ผิดจากนี้จองศาลา รอสวด จองเมรุไว้เผาได้เลย”

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเน้นสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณว่าเป็นไปอย่างเหมาะสม และยอดเยี่ยม แต่ก็มีบางคนที่ท้วงติงว่ายังไม่มีความหมาะสมและควรระวังวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่

นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตนชอบงบประมาณฉบับนี้ เพราะตรงกับภาวะที่เกิดขึ้นในประเทศ อย่างเช่น นโยบายชิมช้อปใช้ ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก งบลงทุนที่อยู่ในช่วง 2-4 % ซึ่งในปีนี้ปรับลดลงเป็น 3.7 % รัฐบาลยังเลือกที่มีระเบียบวินัยในการใช้เงิน ตนอยากจะของบกลางปี เพื่อนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค อย่างเช่น ถนนตามชนบท ตนต้องขอบคุณรัฐบาลชุดนี้ที่กำลังดำเนินการเรื่องรถไฟรางคู่ที่ถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของการรถไปไทย และขอให้มีการทำโบกี้รถไฟให้ทันสมัยเหมือนต่างประเทศ ให้สอดคล้องกับรางรถไฟรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน

“นายกจัดงบประมาณได้ดีเยี่ยม ผมและพรรคพลังประชารัฐจะยกมือสนับสนุนรัฐบาลอย่างแน่นอน”นายวีระกร กล่าว

นายเกียรติ สิทธิอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนพยายามเปิดใจให้กว้างในการอ่านรายละเอียดงบประมาณฯ เพื่อนำเสนอในฐานะ ส.ส. โดยภาพรวมมีหลายเรื่องต้องปรับในชั้นกรรมาธิการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ดังนั้นการคิดงบประมาณกับนโยบายอย่างไร อยู่ที่การตั้งโจทย์ของรัฐบาล ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจโลกกับนโยบายที่รัฐบาลคิดอาจไม่ตอบโจทย์กับประชาชน และมองว่ายังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ส่วนภาวะการลงทุนของต่างประเทศก็ถดถอยมาแล้ว 3 ปี ประเทศไทยได้นำมาเป็นนโยบายในการแก้ปัญหาหรือไม่ ประกอบกับปัญหารุมเร้าจากภายนอกที่มีมาก การเงินโลกผันผวน และประเทศมหาอำนาจเองทำให้ค่าเงินตัวเองอ่อน จนค่าเงินบาทแข็ง และรัฐบาลไทยได้นำจุดนี้มาคิดหรือไม่ ซึ่งจากสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ปีหน้าเศรษฐกิจไทยอาจจะแย่กว่านี้ เพราะทุกประเทศออกมาเตือนประชาชนให้ประหยัดแล้ว

นอกจากนี้ นายเกียรติยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเร่งด่วนของประชาชน คือ สินค้าแพงขึ้น มีหนี้นอกระบบ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยเงินกู้สูง รายได้ครัวเรือนลดลง 16 จังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว รัฐบาลจะคิดนโยบายกว้างเพื่อมาแก้ไขทุกจังหวัดไม่ได้แล้ว แต่ต้องใช้นโยบายเฉพาะ จึงจะแก้ไขได้ เหมือนที่ประเทศจีนทำสำเร็จ ส่วนปัญหาสินค้าราคาแพงตั้งแต่มีรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมาก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชมนโยบายเกี่ยวกับสินค้าเกษตรดีขึ้นมา เพราะมีประกันรายได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงแนะนำให้รัฐบาลขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว พร้อมเสนอแนะการส่งออกให้เปิดตลาดใหม่ในโซนละตินอเมริกา รัสเซีย และเปรู โดยและขอให้รัฐบาลปฏิรูปวิธีการคิดนโยบายให้ใช้งบประมาณที่เหมาะสมกับโครงการต่างๆ ตนยังพบว่ามีการแบ่งงบประมาณด้านการลงทุนน้อยมาก เพียงแค่1 หมื่นล้านบาทโดยประมาณ ซึ่งถ้าหากต้องการที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของคนในประเทศ รัฐบาลต้องมีนโยบาย และให้งบประมาณด้านการวิจัยมากกว่านี้ ซึ่งตนอยากให้เพิ่มขึ้น 2% ต่อจีดีพี ภายใน 4 ปี





กำลังโหลดความคิดเห็น...