xs
xsm
sm
md
lg

จุดเปลี่ยนดรามา"กฟผ.vs ปตท."จังหวะของ"สนธิรัตน์"ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ? **มีหลักฐานแล้ว!เงินที่อนาคตใหม่กู้จาก"ธนาธร"ก็เหลือแต่ตีความกฎหมายว่าจะได้ไปต่อหรือถูก"ยุบพรรค"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ - สมชาย แสวงการ - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ข่าวปนคน คนปนข่าว


**จุดเปลี่ยนดรามา "กฟผ.vs ปตท." จังหวะของ "สนธิรัตน์" ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ? เร่งลดค่าไฟ-บีบค่าก๊าซ ปูดค่าคอมฯ ซื้อ-ขาย LNG 500 ล้าน!! เข้ากระเป๋าใคร ?

ดรามา ระหว่างรัฐวิสาหกิจเบอร์ใหญ่ของประเทศ กฟผ. กับ ปตท.กรณี "เปิดเสรี" นำเข้าก๊าซ LNG 1.5 ล้านตัน มีคำยืนยันจาก "สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า "จบลงแล้ว" พร้อมกับคำมั่น ที่ยังคงเดินหน้า "เปิดเสรี" นำเข้า LNG ต่อไป และได้เวลาจัดการกับกดค่า "ค่าไฟ" ให้ต่ำลง ด้วยการ "บีบค่าก๊าซ" ให้ถูกลง...

แม้"ปิโตรนาส" ยักษ์ใหญ่ของมาเลเซีย จะกลับบ้านไปแบบมึนตึ๊บ ชนะประมูลไปแล้ว แต่กำลังจะถูกบอกเลิก แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ได้รับการอธิบายตามหน้าสื่อไปพอสมควร ... เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลัง การ"ล้มดีล" จนนำมาซึ่งแรงกระเพื่อม คลื่นใต้น้ำ ก่อหวอดรับคมหอกคมดาบที่ฟาดฟันกัน ระหว่าง กฟผ.กับ ปตท. คนอยู่ตรงกลางเจรจาก็ต้องชม "รมว.สนธิรัตน์" ที่รับมือได้นิ่ง ไม่ให้เหตุบานปลาย

การทุบโต๊ะบอกว่า กฟผ. ยังสามารถที่จะเปิดประมูลรอบใหม่ นำเข้า LNGได้ แต่ไม่สำคัญเท่ากับ "ค่าไฟฟ้า" ต้องลดด้วย

แตกต่างจากในโลกโซเชียลฯ ที่ต่างเข็น "ไอโอ" ปฏิบัติการข่าวมาห้ำหั่นกัน สงครามข้อมูลข่าวสารครั้งนี้ ว่าไปถึง ดีลในการนำเข้า LNG มี "ค่าคอมมิชชั่น" ติดปลายนวมถึง 500 ล้าน !! ที่ไม่รู้เข้ากระเป๋าใคร ?

ถ้าจะหาว่าใครล่ะก็ ต้องไปถามพวก "ขาใหญ่" ที่คอยคุมเกมชักใยอยู่เบื้องหลังทั้ง กฟผ.และ ปตท. พวกนี้รู้ดี ... ค่าคอมฯ ดีลพลังงานไม่ใช่มีแค่ LNG แต่มีอีกมากในทุกๆ ส่วนของกิจการพลังงานให้หากินเพียงต่างรูปแบบกันออกไปเท่านั้น ... ไม่น่าแปลกใจถ้าจะเห็นคนกลุ่มนี้พอออกจากบอร์ด ออกจากการเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร แล้วก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการ หาช่องเบ่งบารมี มีอิทธิพลครอบงำองค์กรเดิมไว้

วิธีการไม่ยุ่งยากซับซ้อน คิดโครงการก็อ้างความมั่นคง และความต้องการใช้พลังงาน จับ "ประชาชน" เป็น "ตัวประกัน" อันไหนไปได้ดี ก็รอดตัวแต่บางอันอยู่ไปอยู่มาก็ "โป๊ะแตก" ... จากโครงการใหญ่ๆ หรือแม้แต่หาเศษหาเลยจากเรื่องเล็กๆ จะเห็นได้จากคดีสินบนต่างๆ ทั้งที่ฉาวข้ามประเทศ เป็นข่าวดังเช่น "โครงการปาล์มอินโด" "คดีสินบนโรลสรอยซ์" หรือ กินเงียบ ทั้งสายส่ง ค่าหัวคิวโรงไฟฟ้า มีมาช้านานแล้ว

ของแบบนี้ "ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่" เมื่อ กฟผ.รู้ไส้ปตท. ทางปตท.ก็ย่อมรู้ไส้ กฟผ. ด้วยเช่นกัน พอเปิดศึกกันความลับดำมืดพวกนี้ก็ถูกปล่อยออกมา เป็น "วิชามาร" ที่ใช้หาญหักกัน ... นี่ ถ้าสงครามไม่จบ คู่กรณีต่างฝ่ายต่างขู่ด้วยว่า จะแฉข้อมูลให้สังคมได้รู้อะไรอีกเยอะ ชนิดที่เปิดมา ผงะกันทั้งบาง กล้าทำกันได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ ?
น่าอเน็จอนาถใจ สำหรับประชาชนตาดำๆ ก้มหน้าแบกรับต้นทุนค่าพลังงาน ที่ถูกเกมแห่งผลประโยชน์เหล่านี้ ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เป็นมานานนับ 30 ปีมาแล้ว

"รมว.สนธิรัตน์" ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะ "ล้างบาง" ผลประโยชน์เหล่านี้ให้หมดไปในเวลาอันสั้น แต่ก็ท้าทาย... สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานก่อน โดยเฉพาะ "โครงสร้างราคา" ที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้เริ่มจาก"ค่าไฟ" ... ในข้อเท็จจริงเวลานี้คือ คนไทยจ่ายค่าไฟฟ้าไม่สะท้อนความเป็นจริง ในต่างประเทศบางประเทศพัฒนาเทคโนโลยีไปถึงขั้นให้ประชาชนเลือกใช้ไฟฟ้าตามที่ต้องการ และเลือกต้นทุนที่เหมาะสมยอมรับได้

เท่าที่กระทรวงพลังงานคิด ทิศทางและนโยบายของกระทรวงพลังงาน ทั้งด้านไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน อะไรบ้างที่เป็นนโยบายสำคัญ ที่จะต้องเร่งผลักดัน หากอาศัยจังหวะดรามาของ กฟผ.-ปตท. เป็นตัวจุดประกาย จัดการได้ชาวบ้านจะยกมือสาธุ ทันที

ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า จากนี้ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม ตรงไหนต้องแก้ไข หลักเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค

จริงๆแล้ว "รัฐบาลลุงตู่ 1" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างกลไกพลังงานผ่านการดูแลผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไว้อยู่แล้ว การต่อยอดไม่ใช่เรื่องที่ยาก หากภาคพลังงานสามารถลดค่าใช้จ่ายของประชาชน และสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน เช่น การสนับสนุนพลังงานทางเลือกในชุมชน หรือสามารถขายได้เพื่อสร้างรายได้ อาทิ การสนับสนุนผลิตก๊าซชีวภาพ โดยนโยบายทั้งหมด จะเชื่อมโยงกับการนโยบายของรัฐบาล ก็จะเป็นคุณูปการอย่างมากกับ ประชาชน

ขณะเดียวกันบทบาทของกระทรวงพลังงาน ต้องใช้ทั้งกฟผ. และ ปตท.ให้ทุกองค์กรภายใต้กระทรวงพลังงานเลิกคิดเอาแต่ "กำไรหลายแสนล้าน" เพียงเพื่อให้องค์กรดูดี มีสถานะที่ได้รับการยกย่องในวันประชุมผู้ถือหุ้น
สิ่งที่ควรทำ และเอาใจช่วย"รมว.สนธิรัตน์" คือ จับองค์กรเหล่านี้มาบูรณาการร่วมกัน และเข้าถึงประชาชน ชุมชน ลดข้อจำกัด และอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการด้านพลังงานเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอย่างสูงสุด หาไม่แล้ว ปตท. หรือ กฟผ.ใหญ่ไป แต่ประชาชน ง่อยเปลี้ย ยังถูกขูดรีดจากราคาค่าไฟ ก๊าซ และ น้ำมัน ที่เลือดซิบ ก็ไม่มีประโยชน์

แว่วว่า หลังจัดการค่าไฟแล้ว กระทรวงพลังงานมีวาระที่จะทำ"เรื่องใหญ่"ระดับที่เรียกว่า "ปฎิรูป" ให้สะท้านสะเทือนวงการพลังงานกันเลยทีเดียวจับตากันให้ดี.

** มีหลักฐานแล้ว!! เงินกู้ที่พรรคอนาคตใหม่ กู้จาก "ธนาธร" ปรากฏชัดแล้ว คราวนี้ก็เหลือแต่การตีความกฎหมาย ของ กกต. และ ศาลรัฐธรรมนูญ ว่า "อนาคตใหม่" จะได้ไปต่อ หรือ ถูก"ยุบพรรค"

หลังจาก "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้แจ้งรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. ว่ามีทรัพย์สินกว่า 5 พันล้านบาท โดยมีรายการ ให้เงินกู้ยืมแก่พรรคอนาคตใหม่ 191 ล้านบาท รวมอยู่ด้วย...ซึ่งก็ถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญ ที่ก่อนหน้านี้ "ศรีสุวรรณ จรรยา" เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่เคยไปยื่นเรื่องต่อกกต.ให้ไต่สวนเอาผิด "ธนาธร" และกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในเรื่องนี้ไว้แล้ว

"อิทธิพร บุญประคอง" ประธาน กกต. เคยให้สัมภาษณ์ ถึงเรื่องเงินกู้ยืมของพรรคการเมือง ว่า กฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน ไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองกู้เงินได้ ต่างจากกฎหมายพรรคการเมือง ตามรธน.ปี 50 ที่กำหนดให้มีรายการ "รายได้อื่น" หากพรรคกู้ยืมเงินมา ก็เอาไปใส่ในช่อง "รายได้อื่น" ได้... แต่กฎหมายพรรคการเมืองปี 60 ไม่มีช่องรายได้อื่นแล้ว ...โดยกำหนดประเภทของรายได้ไว้ 7 ประการ ซึ่งใน 7ประการนี้ไม่มีเรื่องเงินกู้ยืม ... ดังนั้นการที่พรรคจะกู้ยืมเงินมาเป็นรายได้ จึงไม่น่าจะทำได้

แต่เรื่องนี้ "ธนาธร" ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ ยืนยันว่า ที่ให้พรรคกู้เงินนั้นไม่ผิด เพราะ "เงินกู้ ไม่ใช่รายได้" จึงไม่น่าเป็นห่วง และได้เคยชี้แจงกับ กกต.ถึงปัญหานี้ไปแล้ว... เช่นเดียวกับ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่บอกว่า มีความมั่นใจกับเรื่องนี้มาก แต่ก็ยังมีนักกฎหมายบางคน ออกมาชี้นำสังคมว่า พรรคอนาคตใหม่จะถูก "ยุบพรรค" ... "ปิยบุตร" บอกว่า กฎหมายพรรคการเมืองไม่มีข้อใดที่ระบุว่า "ห้ามกู้เงิน" และการกู้เงิน ไม่ถือว่าเป็นรายได้ แต่เป็น "หนี้" และต่อให้ กกต.จะวินิจฉัยอย่างไร โทษของเรื่องนี้ก็ไม่ถึงขั้น "ยุบพรรค"

แต่ในมุมมองของ "สมชาย แสวงการ" ส.ว.เห็นว่าเรื่องนี้น่าจะ "จบอนาคต" มองไปทางไหนก็มืดมิด ... เพราะหลักฐานคือ สัญญาเงินกู้ ที่โชว์หรา ในบัญชีทรัพย์สิน ของ ธนาธร ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. และ พรรคการเมือง ไม่สามารถหารายได้จากการกู้เงินใคร และไม่สามารถจ่ายเงินของพรรคไปใช้หนี้เงินกู้ เพื่อป้องกันพรรคการเมืองทั้งหลาย แอบใช้ช่องทาง อ้างว่ากู้เงินจากนายทุนพรรค...

"ส.ว.สมชาย" ยังยกเอาความเห็นของ "ชูชาติ ศรีแสง" อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่เคยวิเคราะห์ถึงข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ว่า พรรคการเมือง จะนำเงินของพรรคไปใช้หนี้เงินกู้ยืมไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืน หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค มีความผิดตาม มาตรา 132 มีโทษคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี ฯลฯ

นอกจากนี้ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 62 ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน เมื่อกู้ยืมเงินไม่ได้ การที่นายธนาธร อ้างว่าให้พรรคฯ กู้ยืมเงิน ย่อมไม่อาจกระทำได้ ... ดังนั้น เงินจำนวนดังกล่าว จึงต้องถือว่า เป็นเงินที่ "ธนาธร" ให้แก่พรรคฯ ซึ่งก็คือเป็นการ "บริจาค" ให้พรรคฯ นั่นเอง... แต่มาตรา 66 วรรคหนึ่ง
ระบุว่า ห้ามมิให้บุคคลใดบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมือง มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ต่อพรรคการเมือง ต่อปี.. วรรคสอง ห้ามไม่ให้พรรคการเมือง รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใด ซึ่งมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ต่อปี ...

ดังนั้น การที่พรรคอนาคตใหม่ รับเงิน 191 ล้านมาใช้จ่าย เพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมือง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า เป็นการรับเงินบริจาค ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเกินจำนวนตาม มาตรา 66 กำหนด จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา 72 ที่ ระบุว่า ห้ามมิให้พรรคการเมือง และผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้ หรือควรจะรู้ว่า ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อ ฝ่าฝืน มาตรา 72 ก็ เป็นกรณีที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 92(3) โดย มาตรา 92 ระบุว่า ... เมื่อคณะกรรมการ มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น (3) กระทําการฝ่าฝืน ฯลฯ มาตรา 72 หรือ มาตรา 74 ... เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ดําเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมือง กระทําการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคการเมือง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น ...

เมื่อต่างฝ่ายต่างตีความกฎหมายไปในแง่มุมต่างกัน ก็คงต้องรอ กกต.ที่จะพิจารณาวินิจฉัยเป็นเบื้องต้นก่อน ว่าจะมีมติออกมาจอย่างไร ... ถ้าไม่ผิด "พรรคอนาคตใหม่" ก็ไปต่อได้ ... ถ้ากกต. เห็นว่าผิด ก็ต้องส่งเรื่องพร้อมความเห็น ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ชี้ขาด ... รออีกไม่นานก็จะรู้ผลแล้วว่า อนาคตใหม่ จะได้ไปต่อ หรือ จบอนาคต





กำลังโหลดความคิดเห็น...