xs
xsm
sm
md
lg

“สนธิ” ชี้ถ้า รธน.เฮงซวยต้องโทษ “มีชัย” เชื่อการเมืองดีขึ้นทีละนิด รัฐบาลอยู่ระหว่างกลายพันธุ์ต้องให้โอกาสและอดทน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“สนธิ” ชี้ อนาคตใหม่โจมตีผิดคน ถ้า รธน.เฮงซวยต้องโทษ “มีชัย” แต่ “ช่อ” ตั้งใจด่าทหาร พร้อมระบุอภิปรายปมถวายสัตย์ฯ เรื่องไม่เป็นเรื่อง แค่หวังจะด่านายกฯ ในสภา แนะฝ่ายค้านอย่าจ้องแต่จะล้มรัฐบาล ยืนยันไม่เห็นด้วยทหารยึดอำนาจ แต่อยากให้เข้ามาแก้ไขความขัดแย้งแล้วถอยออกไป แต่เข้าใจ คสช.อยู่นาน เพราะต้องถอนรากระบอบทักษิณ ย้ำไม่ลงถนนอีกเพราะรู้ทัน เตือนอนาคตใหม่จะเอาคนออกถนนไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น พร้อมระบุยุคนี้โซเชียลมีเดียร้ายกาจกว่าลงถนน เชื่อรัฐบาลนี้ไม่ใช่เผด็จการ แต่อยู่ระหว่างกลายพันธุ์ ต้องให้โอกาส การเมืองดีขึ้นทีละนิด ขอให้อดทน

นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ นายวรเทพ สุวัฒนพิมพ์ ในรายการ “คมชัดลึก” ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ช่อง 22 บันทึกรายการเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ออกอากาศเป็นตอนที่ 2 เมื่อคืนวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา

นายสนธิ กล่าวถึงกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาว่า คนที่เลือกเพราะชื่นชอบพรรคอนาคตใหม่จริงๆ มีเพียง 10% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 90% เลือกเพราะถูกกดดัน และไม่มีความหวังกับนักการเมืองหน้าเก่า ปฏิรูปการเมืองอย่างไรก็เห็นคนหน้าเก่าๆ แบบเดิม

สำหรับปัญหาการปฏิรูปการเมือง นายสนธิ กล่าวว่า คนที่ควรถูกตำหนิ คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นคนจัดการทุกเรื่อง การที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวหาว่า รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรานั้น เจตนาต้องการด่าทหาร ด่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมองข้ามนายมีชัยไป จริงอยู่บางคนอาจจะมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนสั่ง แต่ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะมีอำนาจแต่ก็ไม่สามารถสั่งได้ทุกเรื่อง

นายสนธิ กล่าวว่า กรณีการอภิปรายนายกฯ ด้วยประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนสะท้อนว่า การเมืองยังระยำตำบอนเหมือนเดิม เรื่องไม่เป็นเรื่อง แค่ต้องการจะด่านายกฯ เท่านั้น และนายกฯ ก็รู้ เพราะเป็นคนฉลาด จึงปล่อยให้ลากไปลากมา ประเด็นที่ควรอภิปราย ไม่ใช่ประเด็นของการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ แต่ควรเป็นเรื่องที่วิกฤตของชาติบ้านเมือง ซึ่งถ้านายกฯ ถวายสัตย์ฯไม่ครบแล้วแก้ปัญหาได้ ก็ไม่มีใครอยากจะไล่ เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าพวกนี้กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ วัตถุประสงค์คือต้องการจะล้างแค้นนายกฯ เอามาถล่มในสภา เพียงแค่นั้น

ส่วนการทำงานของรัฐบาล การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นายสนธิ กล่าวว่า สิ่งที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พยายามทำ เป็นเรื่องระยะยาว เช่น อีอีซี ส่วนระยะสั้นสิ่งที่รัฐบาลคิดได้คือแจกเงินคนจนเหมือนที่ นายทักษิณ ชินวัตร เคยทำ โดยหวังว่าให้มีการจับจ่ายให้เงินหมุนเวียน ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ก็ไปว่าไม่ได้

ส่วนเรื่องน้ำท่วมก็น่าเห็นใจ เพราะจู่ๆ ก็มาโดยไม่มีใครรู้ แต่ก็มีคำถามว่าเราพยายามแก้ไขน้ำท่วมมากี่ปีแล้ว เมืองไทยมีน้ำท่วม มีฝนแล้งทุกปี ทำไมฝ่ายค้านไม่คิดในภาพรวมเสนอทางออกให้รัฐบาลมากกว่าที่จะเข้าไปกระทืบหรือไล่เขาออก เกมการชิงอำนาจบางครั้งต้องรอเวลา แต่คงจะเห็นว่าเขามีเสียงปริ่มน้ำก็เลยคิดอยู่เรื่องเดียวว่าต้องล้มให้ได้ แทนที่จะให้เขาทำงาน

อย่างไรก็ตาม นายสนธิ กล่าวว่า ในบรรดาความระยำตำบอนของการเมืองทุกวันนี้ ยังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ หลายๆ คนที่อยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ มีคนรุ่นใหม่หลายคนส่อแววแสดงศักยภาพที่จะเป็นนักการเมืองที่ดีได้ ดาวรุ่งกำลังจะเกิดหลายๆ คน ส่วนคนรุ่นเก่าๆ ต้องให้จบเห่ไปเลยให้สิ่นเรื่องสิ้นราว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า ตนไม่เห็นด้วยที่ทหารมายึดอำนาจ แต่ตอนนั้นบ้านเมืองวุ่นวายมาก จึงหวังว่าทหารจะเข้ามาเพื่อยุติความวุ่นวาย แต่ไม่อยากให้ทหารมาเป็นรัฐบาล การรัฐประหารในปี 2549 เกิดจากตอนนั้นกระแสต่อต้านนายทักษิณแรงมาก ขณะที่นายทักษิณจะเดินทางกลับจากนิวยอร์ก กลุ่มพันธมิตรฯ จะไปล้อมสนามบินเพื่อไปขอคำตอบ ซึ่งนายทักษิณก็จะไม่ยอมแน่นอน เพราะมีพลพรรคของตัวเองเหมือนกัน ขณะที่ พล.อ.สนธิ บุณยกลิน ผบ.ทบ.ในตอนนั้น ก็กลัวว่า จะถูกนายทักษิณสั่งย้าย และมองเห็นว่าต้องนองเลือดแน่ๆ จึงออกมา และพล.อ.สนธิก็กลายเป็นฮีโร่ ก่อนที่จะเพี้ยนทีหลัง

นายสนธิ ยืนยันว่า ไม่เคยคุยกับ พล.อ.สนธิ ตอนทำปฏิวัติ และมองว่า ทหารไม่ควรจะรอให้ทุกอย่างวิกฤติแล้วตนเองก็เข้าไปเป็นฮีโร่ ตนคิดว่าทหารที่ดี ตอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีปัญหาโกงจำนำข้าว พล.อ.ประยุทธ์ หรือใครก็ตามต้องตบเท้าไปหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ แล้วบอกต้องหยุดเรื่องนี้ ไม่ใช่รอให้ กปปส.ออกมาเป็นล้านๆ คน แล้วก็เข้ามาเป็นฮีโร่เพื่อยุติการนองเลือด

“คือผมไม่ต้องการให้เข้ามายึด ผมคิดว่าบทบาททหารเข้ามาเพื่อแก้ปมความขัดแย้ง แล้วทหารควรจะถอยออกไป แล้วถวายอำนาจคืนให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่การยึดอำนาจในปี 2557 ทหารอยู่ยาวกว่าตอนปี 2549 เพราะเขารู้ทันทักษิณ แต่ปี 49 เขารู้ไม่ทันทักษิณ ไปใช้กระบวนทัศน์เดิมๆ ว่าเมื่อทหารเข้ามาแล้วนายทักษิณหนีออกนอกประเทศ กลับเข้ามาเมืองไทยไม่ได้ จบแล้ว แต่ปี 57 เขารู้ว่ารากที่นายทักษิณทำลงลึกแค่ไหน จึงมองความมั่นคงตรงนี้ว่าต้องอยู่นานแล้วค่อยๆ ลิดรอนอำนาจเครือข่ายแขนขาของนายทักษิณ เขาจัดการหมดทุกคน แต่พอจัดการหมดทุกคนแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งเขาลืม ข้อแรกก็คือภาคประชาชน ข้อที่สองก็คือ เขามองถึงการปกครองโดยที่เขาไม่ไว้ใจใคร

นายสนธิ กล่าวว่า 2 ปีแรก คสช.ผิดพลาดมากที่สุด ก็คือ การตั้งพรรคพวกตัวเองที่เป็นทหารยศพลเอกทั้งหลายมาเป็นรัฐมนตรี แต่ก็เข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ไว้ใจใคร ก็เลยคิดว่าต้องเอาเพื่อนๆ เขาที่เป็นพลเอกเข้ามา โดยตั้งข้อสมมติฐานว่า เมื่อเป็นทหารแล้วต้องไม่โกง แต่ปัญหาไม่ใช่โกงหรือไม่โกง ปัญหาคือทำงานไม่เป็น นี่คือ สิ่งซึ่งทำให้สังคมไทย โครงสร้างเศรษฐกิจถูกกัดกร่อนมาตลอด ยิ่งเมื่อปฏิวัติแล้ว ประตูที่จะติดต่อต่างประเทศถูกปิดทีละบาน มาเจอรัฐมนตรีซึ่งทำงานไม่ได้อีก ไม่ใช่ว่าเขาไม่ตั้งใจทำงาน แต่เขาไม่รู้จะทำอย่างไร

นายสนธิ กล่าวย้อนถึงการเริ่มต้นต่อสู้กับนายทักษิณ เมื่อปลายปี 2548 ว่า ในช่วงนั้นนายทักษิณมีอำนาจมาก มี ส.ส.ในสภา คุมทหาร ตำรวจ อัยการได้หมด แม้แต่ศาลบางส่วน จึงไม่มีใครกล้าสู้ แต่เมื่อนายทักษิณใช้อำนาจปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ซึ่งตนเห็นว่า ถ้านายทักษิณทำเรื่องนี้ได้ เรื่องอื่นก็ต้องทำได้ จึงออกมาสู้ด้วยการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร และถูกกดันจากนายทักษิณหนักเข้า จนต้องตัดสินใจเป็นแกนนำมวลชน หลังจากนั้นกลุ่มต่างๆ ที่เมื่อก่อนไม่กล้าสู้กับนายทักษิณก็เข้ามาร่วม อุปมาเหมือนตนเป็นคนเปิดสวิตช์ไฟ แล้วคนอื่นๆ ก็เอาเครื่องใช้ไฟฟ้ามาเสียบเต็มไปหมด เมื่อล้มทักษิณเสร็จ ตนไม่ได้เล่นการเมือง ไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง แต่คนอืนๆ ได้ดิบได้ดี นี่เป็นที่มาของวลีที่ว่า “กูจะไม่ยอมให้มึงมาหลอกใช้กูอีก”

นายสนธิ กล่าวถึงกรณีที่ได้ประกาศว่าจะไม่ลงถนนอีกนั้น เป็นเพราะรู้ทัน และคิดว่าการเมืองยุคนี้ ที่ร้ายกาจกว่าการลงถนน คือ โซเชียลมีเดีย การปลุกปั่น การหลอก และคนที่อยู่ในวงการโซเชียลมีเดียจำนวนไม่น้อยที่ด้อยปัญญา ตั้งแต่มีเฟซบุ๊ก ทำให้ปัจเจกชนคนๆ หนึ่ง สามารถที่จะมีช่องโทรทัศน์ของตัวเองได้ สามารถที่จะมีช่องวิทยุของตัวเองได้ สามารถจะมีหนังสือพิมพ์ของตัวเองได้ ก็จะมีคนอยู่ประเภทหนึ่งซึ่งทำตัวเป็นกูรู หรือคนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการที่จะโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ปั้นข่าวปลอม หรือปั้นอะไรที่ไม่จริงขึ้นมา ตรงนี้ต่างหากที่จะเป็นตัวการที่จะล้มรัฐบาล

ส่วนที่ พรรคอนาคตใหม่ จะปลุกมวลชนลงถนนอีกนั้น นายสนธิ กล่าวว่า ต้องให้ความรู้คนไทยให้ได้ว่าการลงถนนไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ทำให้มีเจ็บตาย และตนไม่ได้ชอบพรรคอนาคตใหม่ เพียงแต่เล่าว่าทำไมถึงมีจุดนี้ และให้หลักการที่สำคัญที่สุด ก็คือว่า รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายทหารต้องพยายามทำความเข้าใจอนาคตใหม่ และอยากให้ทุกคนยอมรับความคิดเห็นต่างกัน ไม่ว่า ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน นายกฯ หรือ พล.อ.ประวิตร หรือนายทหารทั้งหลาย ต้องใจกว้าง

“และที่สำคัญอย่าไปใช้วิชามารกับทางฝ่ายตรงข้าม ป้องกันตัวเองให้ดี ปิดช่องโหว่ตัวเองให้หมด และในขณะเดียวกันยอมรับความคิดเห็น การที่เรายอมรับความคิดเห็น และเรามีสิทธิไม่เห็นด้วยกับเขา และเราทำอะไรตรงกันข้ามกับเขาที่ว่าเรา ให้พิสูจน์กันชัดนะ โซเชียลมีเดียจะเป็นตัวพิสูจน์ให้เห็น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด และผมมีความเชื่อว่า การเมืองมันกำลังจะพัฒนากันต่อไป ผมไม่ได้มองว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังอยู่ในช่วงของความเป็นเผด็จการ ผมมองว่าเขากำลังจะกลายพันธุ์แล้ว ให้โอกาสเขากลายพันธุ์

“หลายต่อหลายคนที่อยู่ในรัฐบาล ที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ต้องเริ่มเข้าใจแล้วนะ นี่ไปในทิศทางที่ดี ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ ต้องให้เวลามันสักนิดหนึ่ง แล้วที่สำคัญที่สุดว่า ทำอย่างไร พยายามอย่าไปต่อยอดอำนาจให้มันนานจนเกินไป ต่อสักครั้งหนึ่ง พอรับได้”

นายสนธิ กล่าวในตอนท้ายว่า ขอปฏิญาณตนอย่างเดียว่าจะให้ความรู้ประชาชนให้รู้เท่าทัน ไม่ใช่กรณีนายทักษิณคนเดียว แม้กระทั่งฝ่ายตรงกันข้ามนายทักษิณ ใครก็ตามที่คิดมิดีมิร้าย ยกตัวอย่างเรื่องพาราควอต ยังอดชื่นชมนายอนุทินไม่ได้ และต้องชมเผื่อไปถึงนายเนวิน ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยกินเส้นกัน แต่เชื่อว่า เขาเป็นคนใช้ได้ ภูมิใจไทยพยายามทำงานเพื่อประชาชน เขากำลังมีชื่อเสียงดีขึ้น

“ผมคิดว่า (การเมืองวันนี้) เป็นส่วนผสมของความเฮงซวย และในขณะเดียวกัน ก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไปทีละนิดๆ ขึ้นอยู่กับความอดทนของคุณ” นายสนธิ กล่าวในที่สุด

คำต่อคำ : คม ชัด ลึก 18 ก.ย. 2562
“สนธิ” เจาะที่มารัฐธรรมนูญ 60 ที่ “อนาคตใหม่” โจมตีผิดคน


วรเทพ- สวัสดีครับคุณผู้ชม นี่คือ คม ชัด ลึก กับผมวรเทพ สุวัฒนพิมพ์ นะครับ ไม่ต้องบอกอะไรมาก รายการนี้ คมในทุกคำถาม ชัดในทุกคำตอบ และลึกในทุกประเด็นอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ในตอนนี้ผมยังอยู่กับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เรายังคงคาประเด็นในการสนทนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวของคุณสนธิ หรือมุมมองทางการเมือง จากผู้ที่เคย ต้องบอกว่าไล่คุณทักษิณได้มาแล้ว

คุณสนธิครับ กลับเข้ามา ในช่วงสุดท้ายของตอนแรก ผมถามคุณสนธิว่า คุณสนธิเชียร์อนาคตใหม่ออกนอกหน้าเลยหรือไม่ คุณสนธิบอก ไม่ใช่

สนธิ- ไม่ใช่

วรเทพ- เป็นการวิเคราะห์กันตามสิ่งที่เกิดขึ้น?

สนธิ- คือผมเห็นผลการเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าเป็นข้อผิดพลาดของพรรคการเมืองทุกพรรค

วรเทพ- ที่ยังอยู่ในสนามการเมืองก่อนหน้านี้?

สนธิ- ถูกต้อง ที่ยังใช้วิธีเดิมๆ ใช้คนหน้าเดิมๆ จุดขายของคุณธนาธร ก็คือความเป็นหนุ่ม ซึ่งจริงๆ แล้วความเป็นหนุ่มของพรรคการเมืองหลายๆ พรรค สามารถหาคนมาแทนได้ แต่ความที่ส่วนใหญ่แล้ว เรามีคนแก่ที่เขี้ยวลากดินเยอะมาก ไม่ยอมปล่อยอำนาจ ผมก็มองว่าคนพวกนี้ก็ยังมองการเมืองแบบง่ายๆ ใคร พื้นที่ไหน เคยได้ ส.ส. ก็ไปเอา ส.ส.คนนั้นเข้ามา ในขณะที่คุณธนาธรกำลังบอกว่าผมกำลังทำอาหารเมนูใหม่

วรเทพ- หน้าใหม่ โนเนมทั้งนั้นเลย

สนธิ- หน้าใหม่ โนเนม เขาขายความหวัง ว่าถ้ามาร่วมกับผมแล้ว อย่างน้อยที่สุด พวกผมเป็นคนแบบใหม่ คิดใหม่ๆ จริงๆ ผมจะยกตัวอย่างให้คุณฟัง หลายๆ คนที่ผมเคยติดต่อระหว่างที่เขาเข้ามาเยี่ยมผม ผมถามเขาทางโทรศัพท์ระหว่างเยี่ยมกัน เลือกพรรคไหน เขาร่วมสู้กับผมมา

วรเทพ- รู้ว่าเป็นใครด้วย?

สนธิ- รู้ว่าเป็นใคร เขาบอกว่า ผมเลือกอนาคตใหม่ครับ ผมเฉยๆ

วรเทพ- ไม่น่าเชื่อ

สนธิ- ไม่น่าเชื่อ แต่ผมคิดตก ผมคิดตกว่า จุดขายของคุณธนาธรอยู่ตรงนี้ แต่เนื่องจากว่าอย่างที่ผมเรียนให้คุณวรเทพฟังตั้งแต่ต้น ว่าใน 100 คนที่สนับสนุนอนาคตใหม่ 10 คน อินกับอนาคตใหม่เต็มๆ ทุกเรื่อง เข้าใจ แต่อีก 90 คนก็คือคนที่ถูกกดดัน และไม่มีความหวังกับของเก่าๆ การเมืองจะออกมาในรูปแบบอีกแบบหนึ่ง เอ๊ะ มันก็มีการเปลี่ยนแปลง ไหนเขาบอกปฏิรูปการเมืองไง ในที่สุดเราก็เห็นคนหน้าเก่าๆ เขี้ยวยาวแบบเดิม เข้ามาเป็น ส.ส. และในที่สุดเข้ามาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็แย่งชิงกัน ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่ ยิ่งพรรคอนาคตใหม่ช่วงหลังๆ นี่เหมือนกระท้อน ยิ่งทุบยิ่งหวาน เพราะฉะนั้นผมมองว่าเขาอาจจะจงใจให้โดนทุบ

วรเทพ- เพราะฉะนั้นคำว่ารัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา ก็อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการจะให้โดนทุบ?

สนธิ- ผมคิดว่าคุณช่อ พรรณิการ์ วานิช แกเป็นคนที่พิเศษคนหนึ่ง ผมคิดว่าวิธีการนำเสนอของคุณช่อมองได้หลายมิติ มองมิติหนึ่งก็คือว่าแกเป็นคนก้าวร้าว แกไม่สนใจ แกอยากจะพูดก็พูด ว่ารัฐธรรมนูญใหม่นี่เฮงซวยทุกมาตรา ก็เพื่อที่จะให้แกโดนต่อต้านมาก ยิ่งต่อต้านแกมากขึ้น แฟนพันธุ์แท้ของแก หรือคนซึ่งวางตัวเป็นกลางมองว่า ช่อพูดถูก แต่ว่ามันมีวิธีพูดหลายวิธี

วรเทพ- ยิ่งโดนด่า อีกฝั่งหนึ่งก็จะยิ่งรักหัวปักหัวปำ

สนธิ- ถูกต้อง แน่นอนที่สุด

วรเทพ- ถ้าอย่างนั้นมันไม่ต่างอะไรจากเสื้อเหลือง เสื้อแดง ในสมัยก่อนเลย

สนธิ- เหมือนกันเป๊ะ นี่คือยุทธวิธีหนึ่ง สิ่งหนึ่งซึ่งผมพูดตลอดเวลา และผมก็ได้ออกรายการไปสั้นๆ คุณไม่ได้คิด เอาอย่างนี้ดีกว่า คือคุณช่อต้องการว่ารัฐธรรมนูญแล้วก็โยงไปหา คสช. หรือ พล.อ.ประยุทธ์

วรเทพ- อยากด่าทหาร ว่าอย่างนั้นเถอะ

สนธิ- อยากด่าทหาร ว่างั้นเถอะ แต่ผมตัดตอนไป ผมบอก คุณหยุดก่อน ผมพูดไปอย่างนี้เดี๋ยวคุณวรเทพก็บอกว่าประชาชนเขาจะบอกผมเชียร์ประยุทธ์อีก คนที่คุณควรจะพูดถึงที่สุดคือ มีชัย ฤชุพันธุ์

วรเทพ- กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

สนธิ- ถูกต้อง เป็นคนจัดการทุกเรื่อง สำหรับผมแล้ว นี่คือรูปธรรมที่ชัดเจน ถ้าในหลักการของศาลแล้ว นี่คือหลักฐานที่ชัดเจน ส่วนคุณประยุทธ์อยู่เบื้องหลัง จะสั่งคุณมีชัย หรือไม่ได้สั่งคุณมีชัย อันนั้นพิสูจน์ไม่ได้

วรเทพ- ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

สนธิ- ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน เพราะฉะนั้นแล้ว คุณจำได้ไหม รัฐธรรมนูญนี้ถูกร่างคนแรกโดยคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และคุณบวรศักดิ์ไม่ยอมทำตามใบสั่ง

วรเทพ- ว่ากันว่าเช่นนั้น

สนธิ- ว่ากันว่าเช่นนั้น แกก็เลยลาออก พอแกลาออก คุณวิษณุ เครืองาม ก็เลยไปดึงเอาคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ มา คุณมีชัยอาจจะพรรษาแก่กว่าคุณบวรศักดิ์เยอะ แล้วแกอายุมากแล้ว แกไม่มีอะไรจะเสีย เมื่อเทียบกับคุณบวรศักดิ์ ซึ่งยังหนุ่มอยู่ เพราะฉะนั้นแกก็เลยยอมทำตาม แต่แกจะทำตามคำสั่งหรือไม่นั้น ผมเฉยๆ ผมคิดว่าแกต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณช่อจะว่ารัฐธรรมนูญมันเฮงซวยทุกมาตรา

วรเทพ- ก็ต้องว่าคนร่าง

สนธิ- ต้องว่าคุณมีชัยก่อน แต่คุณช่อกระโจนข้ามคุณมีชัยไปหาคุณประยุทธ์ ผมคิดว่าโดยหลักๆ แล้วก็ไม่แฟร์เท่าไรนัก ผมเชื่อว่าคุณประยุทธ์ถึงจะมีอำนาจอย่างไรก็ตาม คุณเชื่อผมเถอะ แกสั่งไม่ได้ทุกเรื่องหรอก ไม่มีทางที่แกจะสั่งได้ทุกเรื่อง

วรเทพ- เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น ในขณะนี้ วันนี้ นั่นก็คือการขอเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติของฝ่ายค้าน เกี่ยวกับเรื่องปมถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรี คุณสนธิอาจจะบอกว่าพรรคอนาคตใหม่เสนอ หรือมีวิธีนำเสนอที่ไม่เหมาะสมเท่าไร ดูแล้วก้าวร้าว ดูแล้วรุนแรง แต่อีกเช่นกัน หลายๆ คนก็บอกว่า พรรคอนาคตใหม่ รวมถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านเองก็ทำงานไม่เป็น วันๆ ไม่คิดอะไรเลย จะแก้แต่รัฐธรรมนูญ เอาแต่เรื่องปมถวายสัตย์ฯ แม้แต่คุณสนธิเองก็พูด บอกว่า พวกมึงไม่มีอะไรทำกันแล้วหรือ กินข้าวอิ่มไม่มีอะไรทำ ภาษาจีนเรียก เจี่ยป้าบ่าสื่อจ่อ แบบนี้ยังคงเป็นพรรคที่ตั้งความหวังได้อยู่ไหม ในขณะนี้

สนธิ- คืออย่างนี้ เหตุผลที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะว่าผมมองการเมืองไทยมันยังระยำตำบอนเหมือนเดิม

วรเทพ- ใช้คำนี้ครั้งที่สองแล้วนะครับ

สนธิ- ครั้งที่สอง เพราะว่ามันเหลวไหลมาก เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเลย เหลวไหล คือจะมาทะเลาะกัน เอาเป็นเอาตายกัน เพื่อให้พิสูจน์ว่าท่านนายกฯ พูดคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน จริงๆ หลักการจริงๆ เบื้องหลังจริงๆ มันอยู่ที่จะลากนายกฯ มาเพื่อยำนายกฯ ในสภา

วรเทพ- จะด่า แค่นั้นล่ะ

สนธิ- จะด่าแค่นั้น นั่นคือประเด็น อยู่เพียงแค่นี้ นายกฯ ก็รู้ ผมเชื่อว่าเขารู้ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นเขาก็ปล่อยให้พวกนี้ลากไปลากมา แล้วในที่สุดผมเชื่อว่าพรุ่งนี้เข้าไป เขาก็จะตอบ ส่วนคุณตอบอย่างไรก็ตาม จะถูกใจหรือไม่ถูกใจ เขาไม่แคร์แล้ว เขาตอบแล้ว จบแล้วก็จบเลย เขาก็ไป แล้วหลังจากนั้นอีก 3 เดือนคุณอาจจะไม่เจอเขาในสภาฯ

วรเทพ- อย่างนี้คุณสนธิก็ยังยืนยันว่า พวกเอ็งกินข้าวอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ ว่าอย่างนั้นเถอะ ทำงานไม่เป็นเลย

สนธิ- ประเด็นที่เขาควรที่จะเล่นงานท่านนายกฯ หรือเล่นงานรัฐบาลชุดนี้ มันไม่ใช่ประเด็นของนายกฯ ถวายสัตย์ไม่ครบ เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นเรื่องที่วิกฤตของชาติบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการศึกษา วิกฤตน้ำท่วม วิกฤตในเรื่องของการเงินการทอง วิกฤตส่งออก วิกฤตเศรษฐกิจที่มันตกต่ำ เรื่องพวกนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องเข้าสู่ประชาชน ถ้านายกฯ ถวายสัตย์ไม่ครบแล้วยังไง ถ้าเขาทำงานดี ถ้าเขาแก้ปัญหาได้ คนมีกิน แก้ปัญหาตำรวจได้ แล้วยังไง

วรเทพ- ไม่มีใครอยากไล่เขาออกแน่

สนธิ- แน่นอน

วรเทพ- แต่ถ้าเขาถวายสัตย์ครบ แต่ทำงานไม่ได้เรื่องเลย ไม่ต้องไล่หรอก เดี๋ยวก็ไปเอง

สนธิ- ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าพวกนี้กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ วัตถุประสงค์คือต้องการจะล้างแค้นนายกฯ เอามาถล่มในสภา เพียงแค่นั้น

วรเทพ- จากมุมมองคนที่เคยไล่นายกฯ มาแล้ว ถ้าอย่างนี้ประชาชนตอนนี้ที่เขาบอกว่า เราก็ฝากความหวังกับคุณไม่ได้เลย การเป็นฝ่ายค้านของคุณ แทนที่จะมาทำเรื่องใหญ่ๆ ก็กลายเป็นว่า คุณไปจับอะไรก็ไม่รู้ ก็ได้ ก็ถูกต้อง

สนธิ- ถูกต้องครับ

วรเทพ- อย่างนั้นเลย

สนธิ- ถูกต้องครับ

วรเทพ- แล้วถ้ามองกลับมาล่ะ ในมุมของรัฐบาลเอง เขาก็บอกว่าตอนนี้เขาทำทุกอย่างเลย น้ำท่วมก็ไป แก้ปัญหาเศรษฐกิจก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่องของเสถียรภาพรัฐบาลก็พยายามที่จะซื้อตัวงูเห่าอยู่นะ แต่ไม่ได้บอก อย่างนี้รัฐบาลยังผ่านอยู่ไหมในสายตาคุณสนธิ

สนธิ- ประเด็นต่างๆ ผมคิดว่าถ้าเราไล่มาทีละเรื่อง ผมคิดว่าประการแรก การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งที่คุณสมคิดพยายามทำ ผมมองแล้วเป็นระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ อย่างอีอีซี

วรเทพ- อย่างน้อยต้อง 5 ปี 7 ปี

สนธิ- แน่นอน ต้องมี เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่รัฐบาลคิดได้ คิดได้ก็คือแจกเงินคนจน

วรเทพ- มันก็แบบเดียวกับที่คุณทักษิณทำ

สนธิ- แบบเดียวกัน ไม่ได้ต่างอะไรกัน แต่ ณ วันนี้ เมื่อเขาเป็นรัฐบาลแล้ว เขาต้องการให้คนมีการจับจ่ายใช้สอย คือคิดตามหลักเศรษฐศาสตร์

วรเทพ- ให้เงินมันหมุนให้ได้

สนธิ- แน่นอน คิดแบบง่ายๆ เขาคิดแบบฝรั่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ไปว่าเขาไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องน้ำท่วม เรื่องน้ำท่วมนี้ผมเห็นใจมาก เพราะจู่ๆ มันมาโดยไม่มีใครรู้ แต่คำถามที่มีตลอดเวลาว่า เราพยายามแก้ไขน้ำท่วมมากี่ปี

วรเทพ- โอ้โห เอาง่ายๆ นะ ตั้งแต่ 2554 ก็แล้วกัน

สนธิ- คุณวรเทพ เมืองไทยนี่ ภัยแล้งทุกปี เอางบประมาณให้ น้ำท่วมทุกปี เอางบประมาณให้ ไม่มีปีไหนที่ไม่มี เพราะฉะนั้นผมกำลังคิดว่า ประเด็นตรงนี้ต่างหาก ทำไมฝ่ายค้านไม่คิดบ้างล่ะ คิดให้เป็นภาพรวมมากกว่า คิดเป็นภาพรวมว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมรัฐบาลถึงไม่แก้อย่างนี้ๆๆ ผมคิดว่าวิธีการของฝ่ายค้านที่เสนอ น่าจะเสนอทางออกให้รัฐบาลมากกว่าที่จะเข้าไปเพื่อกระทืบเขา หรือไล่เขาออก หรือล้ม คือเกมการแย่งชิงอำนาจนี่ บางครั้งเราต้องรอเวลาสักนิดหนึ่ง เมื่อเขาขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้ว เมื่อเห็นแล้วว่าเสียงเขามีปริ่มๆ น้ำ ไม่ได้คิดเรื่องอะไรแล้ว คิดเรื่องเดียว กูต้องล้มมึงให้ได้

วรเทพ- แทนที่จะให้เขาทำ

สนธิ- ถูกต้อง แล้วก็สนับสนุนเขา แต่ขณะเดียวกันคัดค้านเขา ต่อต้านเขา ในหลายๆ ด้าน เขาไม่ทำกัน เขาต้องการเพียงแค่ล้มๆๆ

วรเทพ- ถ้าคุณสนธิพูดอย่างนี้ ผมถามต่อได้ไหม

สนธิ- คุณจะถามอะไร ถามมาเลยครับ

วรเทพ- ฝ่ายค้านที่ไม่กล้าเสนอแนะกับรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งจริงๆ มันเป็นเนื้อเดียวกันมาก่อนนะ คุณสนธิ ใครๆ ก็เห็น บางส่วนของรัฐบาลชุดนี้ก็อยู่เพื่อไทยมาก่อน บางส่วนของเพื่อไทยก็อยู่พรรคอื่นมาก่อน ก็เพราะเคยล้มเหลวมาแล้วไง ถึงไม่กล้าที่จะแนะนำรัฐบาลนี้

สนธิ- อันนั้นก็มีส่วนด้านหนึ่ง แต่ว่าในบรรดาของความระยำตำบอนของการเมืองในทุกวันนี้ มันยังมีแสงสว่างในอุโมงค์ในกลุ่มหลายๆ คนที่อยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ มีคนรุ่นใหม่หลายคนส่อแวว ส่อปัญญา แสดงทักษะ แล้วแสดงศักยภาพที่จะเป็นนักการเมืองที่ดีได้

วรเทพ- ดาวรุ่งกำลังจะเกิด

สนธิ- ดาวรุ่งกำลังจะเกิดหลายๆ คน ยุคคนรุ่นเก่าๆ ผมว่าพวกนี้ต้องให้จบเห่ไป ถ้าจะทำประโยชน์ชาติบ้านเมือง ก็เอาตัวเองไปเป็นปุ๋ยให้กับแผ่นดินไปเลยจะดีกว่า สิ้นเรื่องสิ้นราว

วรเทพ- เหมือนไดโนเสาร์

สนธิ- อันนี้ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมอง คือผมเป็นคนซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่ทหารมายึดอำนาจ

วรเทพ- คุณสนธิทำไมรู้ก่อนว่าผมจะพูดอะไร

สนธิ- ช่วงนั้นประเทศชาติวุ่นวายมาก ผมหวังว่าทหารจะเข้ามาเพื่อยุติความวุ่นวาย แต่ไม่อยากให้ทหารมาเป็นรัฐบาล

วรเทพ- คุณสนธิปฏิเสธไม่ได้ เมื่อปี 2549 ที่มีการปฏิวัติโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก่อนหน้านั้นคุณสนธิเรียกร้องทหารอยู่ แต่ด้วยเวลา ผมจะคาคำถามไว้ช่วงนี้ คุณสนธิบอกว่า คุณสนธิไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ 62 แต่เมื่อปี 48 เรียกทหารอยู่ ต่างกันอย่างไร เดี๋ยวกลับมาครับ

[ช่วงที่ 2] : "สนธิ" ชำแหละละเอียดวิธีรัฐประหาร "ทักษิณ"

วรเทพ- กลับเข้ามาคม ชัด ลึก นะครับ ผมยังอยู่กับคุณสนธิ ไม่ให้เสียเวลา คุณสนธิบอกว่า ผมก็ปฏิเสธ ไม่อยากได้ทหาร ปี 2562 หรือปี 2557 แต่เมื่อปี 48 คุณสนธิเคยที่จะบอกว่าให้ออกมา มันต่างกันไหม

สนธิ- ต่างกันมากครับ จริงๆ แล้วโดยกระบวนทัศน์มันเหมือนๆ กัน ในขณะนั้นแนวโน้มของความขัดแย้งที่ประชุมต่อต้านคุณทักษิณ ยิ่งวันยิ่งแรง แรงมากขึ้น คุณทักษิณในขณะนั้นกำลังจะบินกลับจากนิวยอร์กมาที่ประเทศไทย และผมก็รู้ว่าพันธมิตรฯ จะไปเจอคุณทักษิณที่สนามบิน

วรเทพ- จะไปขอคำตอบ

สนธิ- จะไปล้อมสนามบิน และผมรู้ว่าคุณทักษิณไม่ยอมแน่นอน เมื่อคุณทักษิณไม่ยอมแน่นอน ตอนนั้นคุณทักษิณเองก็มีพลพรรคของเขา ไม่ว่าจะเป็นคุณตู่ จตุพร พรหมพันธุ์ ช่วงนั้นก็คุณเนวิน ชิดชอบ

วรเทพ- จะเรียกว่าแนวทหารก็มี แนวการเมืองก็ครบ

สนธิ- ครบ คืองั้นนั้นต้องมีบู๊แน่นอน ผมไม่อยากให้มีการเสียเลือดเนื้อ แล้วผมก็รู้ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตอนนั้นกำลังจะโดนคุณทักษิณย้าย

วรเทพ- จาก ผบ.ทบ.

สนธิ- จาก ผบ.ทบ. คุณสนธิ แล้วก็ทหาร ทุกยุคทุกสมัย วิกฤตเกิดขึ้น จะไม่ยอมขยับเพื่อเข้ามารักษา แก้ไขปัญหาให้มันสงบแล้วก็ถอนตัวออกไป แต่จะรอให้วิกฤตมันลุกลามสุกงอม แล้วเข้ามาในลักษณะเป็นฮีโร่ ยกเว้น 2549 ที่คุณสนธิเข้า เพราะตอนนั้นคุณสนธิกำลังจะถูกทักษิณย้าย ตัวเองก็เลยต้องขยับก่อน มันก็เลยเข้าทางสมยอมกัน เอื้่อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

วรเทพ- หนึ่ง ตัวเองจะโดนย้าย สอง เห็นแล้วล่ะว่ามันต้องนองเลือดแน่ๆ

สนธิ- แล้วถ้าตัวเองออกไป ตัวเองก็เป็นฮีโร่ และคุณสนธิก็เป็นฮีโร่จริงๆ แล้วตอนหลังคุณสนธิค่อยมาเพี้ยนทีหลัง

วรเทพ- 2 สนธิได้คุยกันไหม เดี๋ยวพี่ทำอย่างนี้

สนธิ- ไม่มี ผมไม่เคยเลย ผมไม่เคยคุยกับคนที่ทำปฏิวัติเลยแม้แต่นิดเดียว ผมมีความรู้สึกว่า คือผมมองว่าทหารไม่น่าจะ reserve ตัวเองมากจนเกินไป เข้าใจไหมครับ รอให้ทุกอย่างวิกฤต และรอให้ตัวเองเข้าไปแบบฮีโร่ ถึงจะทำ ผมคิดว่าถ้าทหารที่ดี ตอนที่คุณยิ่งลักษณ์โกงเรื่องจำนำข้าว เป็นเรื่องราวมหาศาล เวลานั้นต้องให้คุณประยุทธ์ หรือว่าใครก็ตาม ตบเท้าหาคุณยิ่งลักษณ์

วรเทพ- แอกชันแล้ว

สนธิ- แอกชันแล้ว บอกต้องหยุดเรื่องนี้นะ

วรเทพ- ต้องมาแล้ว

สนธิ- ต้องมาแล้ว ไม่ใช่รอให้ กปปส.ออกมาเป็นล้านๆ คน แล้วก็เข้ามาอย่างเป็นฮีโร่ตอนนั้นว่าเข้ามาเพื่อยุติการนองเลือด

วรเทพ- มันเสียตรงไหน ถ้าเข้ามาแบบเป็นฮีโร่ เขาเลยมีอำนาจชอบธรรมในการอ้างอะไรก็ได้เพื่อยึดอำนาจ อย่างนั้นหรือเปล่า

สนธิ- คือผมไม่ต้องการให้เข้ามายึด ผมคิดว่าบทบาททหารเข้ามาเพื่อแก้ปมความขัดแย้ง แล้วทหารควรจะถอยออกไป

วรเทพ- แล้วให้การเมืองมันเดินต่อ

สนธิ- ทหารถอยออกไป ถวายอำนาจคืนให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วรเทพ- นี่คือสิ่งที่คุณสนธิพูด ผมจำได้กับหู ขออภัยนะครับ ปี 48 เลย ผมจำได้แม่นมาก

สนธิ- ถูกต้อง ถวายอำนาจคืน และเมื่อถวายอำนาจคืนแล้ว ก็เลยเป็นที่มาของการตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมาในปี 48

วรเทพ- เอาล่ะ ผมจะไม่รื้อฟื้นเรื่องนี้นะ เพราะว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะขยายวงต่อ เอาล่ะ เชิญต่อครับ

สนธิ- ปี 2557 ในช่วงนั้นก็เช่นกัน ผมจำได้ ผมไปขึ้นเวที ผมไปช่วยต่อต้านคุณยิ่งลักษณ์ ที่หน้าสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ผมบอกว่าเหตุการณ์มันวิกฤตมากแล้ว อยากจะให้ทหารออกมาจัดการเรื่องนี้ และในคอนเซปต์เดิม ก็คือว่า คืนอำนาจขึ้นไป แล้วสุดแล้วแต่ข้างบนจะให้ใครมาเป็นนายกฯ แต่การกลับเป็นตรงกันข้าม

วรเทพ- มันก็จะคล้ายกับปี 49 อีก ยึดอำนาจ เพียงแต่ว่าอันนั้นเขาไปเร็ว อันนี้อยู่นานแล้ว

สนธิ- เหตุผลที่อันนี้อยู่นานเพราะอะไรรู้ไหม เพราะเขารู้ทันทักษิณ ปี 49 เขารู้ไม่ทันทักษิณ เขาไปใช้กระบวนทัศน์เดิมๆ ว่าเมื่อทหารเข้ามาแล้ว คุณทักษิณหนีออกนอกประเทศ กลับเข้ามาเมืองไทยไม่ได้ จบแล้ว แต่ปี 57 เขารู้ว่ารากที่คุณทักษิณทำ มันลงลึกแค่ไหน ผมเข้าใจว่าเขาก็เลยมองความมั่นคงตรงนี้ว่าต้องอยู่นานหน่อย แล้วเขาก็ค่อยๆ ลิดรอนอำนาจเครือข่ายแขนขาของคุณทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นโกตี๋ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาชนที่ฝ่ายที่เล่นความรุนแรง หรือไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง เขาจัดการหมดทุกคน แต่พอจัดการหมดทุกคนแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งเขาลืม ก็คือเขาลืมภาคประชาชน ข้อแรก ข้อที่สองก็คือ เขามองถึงการปกครองโดยที่เขาไม่ไว้ใจใคร

สองปีแรกของ คสช. สิ่งที่ คสช. ผิดพลาดมากที่สุดก็คือการที่ตั้งพรรคพวกตัวเองที่เป็นทหารยศพลเอกทั้งหลายมาเป็นรัฐมนตรี

วรเทพ- เข้าเป็นแผงเลย

สนธิ- แต่ คุณวรเทพ ผมเข้าใจนายกฯ ประยุทธ์ เขาไม่ไว้ใจใคร เขาก็เลยคิดว่าเขาต้องเอาพวกเพื่อนๆ เขาที่เป็นพลเอก โดยเขาตั้งข้อสมมติฐานว่า เมื่อเป็นทหารแล้วต้องไม่โกง แต่เขาหารู้ไม่ว่าปัญหาไม่ใช่โกงหรือไม่โกง ปัญหาก็คือว่า ทำงานไม่เป็น เพราะฉะนั้นแล้วนี่คือสิ่งซึ่งทำให้สังคมไทย โครงสร้างเศรษฐกิจถูกกัดกร่อนมาตลอด ยิ่งคุณปฏิวัติมาแล้ว ทำให้โอกาสมันถูกปิด ในระหว่างที่คุณจะติดต่อต่างประเทศ ประตูทีละบานมันจะถูกปิดๆ แล้วคุณมาเจอรัฐมนตรีซึ่งทำงานไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ตั้งใจทำงาน แต่เขาไม่รู้จะทำอย่างไร

วรเทพ- นี่ล่ะแรงกดที่คุณสนธิว่า ทำให้พรรคการเมืองใหม่ๆ บางพรรคเกิดขึ้นทันที

สนธิ- นั่นล่ะคือเหตุผลที่มา

วรเทพ- วันนี้ไหลมาจนถึงตอนนี้ อย่างที่บอกว่าวันนี้อภิปรายอยู่ในสภาฯ คุณสนธิก็คงจะผ่านสายตาไปแล้ว เราไม่ต้องไปพูดถึงบรรยากาศการอภิปราย เพราะคุณสนธิก็บอกการเมืองมันไม่เคยพัฒนาไปไหนเลย แล้วฝ่ายค้านก็จะล้มอย่างเดียว กลับมาอันนี้ดีกว่า คุณสนธิบอกว่า วันนี้ ต่อให้มันกัดกันอย่างนี้ (ขอโทษนะครับ) จะไม่มีใครหลอกใช้กูได้อีกต่อไป มีใครต่อสายมาหรือยังสำหรับสองสัปดาห์ที่ออกมา

สนธิ- ไม่ๆๆ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่กล้าต่อสาย

วรเทพ- คุณสนธิรู้ไหม ขออนุญาตตรงนี้ก่อน ฝั่งของเครือข่ายคุณทักษิณที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ บอกก็ได้ คุณจอม เพชรประดับ บอกเลย คุณสนธิออกมานี่เป็นโอกาสของฝั่งนี้อีกแล้ว เป็นโอกาสของฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ อีกแล้ว คุณสนธิรู้ไหมเขาพูดอย่างนั้น

สนธิ- ผมไม่รู้ เพราะผมไม่เคยให้ความสำคัญกับคุณจอม เพชรประดับ เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะผมไม่ได้เชื่อในปัญญาของเขาเลย ผมคิดว่าสิ่งที่ผมพูดมันเป็นข้อเท็จจริง ผมเริ่มการประท้วงคุณทักษิณเมื่อปลายปี 2548 จากจุดเล็กๆ จุดหนึ่ง คือคุณทักษิณไปสั่งให้เขาปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์

วรเทพ- เสียประโยชน์เองใช่ไหม ถึงได้ประท้วง

สนธิ- ไม่ใช่ เพราะผมคิดว่าเขาใช้อำนาจเผด็จการมากจนเกินไป เหตุผลเพราะผมใช้รายการนั้นวิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณ

วรเทพ- ตอนนั้นยุคประชาธิปไตยนะ คุณสนธิจะพูดว่าเขาเป็นเผด็จการไม่ได้นะ

สนธิ- ก็เพราะเหตุว่ามันเป็นยุคประชาธิปไตยไง ทำไมเขาถึงทนในการที่ผมพูดวิพากษ์วิจารณ์เขาไม่ได้ล่ะ

วรเทพ- ถ้าคุณประชาธิปไตยจริง ต้องฟังได้

สนธิ- ถูกต้อง แต่เขาฟังไม่ได้ เมื่อฟังไม่ได้ เขาปิด ผมมีเวลาพิจารณาอยู่คืนหนึ่งว่าผมจะทำอย่างไรต่อ ผมล้างมือไปเลยนะ แล้วผมไปทำมาหากินอย่างอื่น แต่ผมมาตัดสินใจแล้วว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะถ้าเขาสามารถทำเรื่องนี้ได้ เรื่องอื่นๆ เขาก็ทำได้ต่อไป

วรเทพ- เพราะนี่ขนาดเป็นสื่อนะ คนเห็นทุกวันยังกล้าปิดเลย

สนธิ- ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องเริ่มจัดรายการต่อไป แล้วผมจัดครั้งแรกที่หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ ต่อไปที่หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ แล้วพอหมดหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์แล้ว ธรรมศาสตร์ก็ไม่อยากที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ก็เลยขอร้องว่าไม่ให้จัดแล้ว ก็เลยวิ่งไปที่สวนลุมพินี เมื่อจัดที่สวนลุมพินีแล้ว มันก็เลยกลายเป็นความกดดันที่เหมือนกับพวกเราหรือรัฐบาลชุดนี้กดดันพรรคอนาคตใหม่ ความกดดันของคนต่างๆ ที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกปิดปาก ปิดตา ทักษิณทำอะไรก็ไม่ยอมเปิดเผย ก็เลยมารวมตัวกันเต็มไปหมดเลย เต็มไปหมด เยอะแยะไปหมด จนกระทั่งมาถึงจุดที่คุณทักษิณส่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาวางระเบิดอยู่ในสวนลุมฯ มันก็เลยเกิดการปะทุกันขึ้นมา พอปะทุตรงนี้ขึ้นมาผมก็เลยตัดสินใจทันทีเลยว่า ผมขอเปลี่ยนตัวจากการเป็นสื่อ มาเป็นแกนนำประชาชนแล้ว เพราะผมทนไม่ได้ที่ถูกรังแก

วรเทพ- เอาล่ะ ไล่นายกฯ เต็มตัวเลย

สนธิ- ก็เลยไปชุมนุมที่พระรูปทรงม้า ส่วนที่่เหลือก็เป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งคุณวรเทพรู้อยู่แล้ว

วรเทพ- ทีนี้ ที่บอกว่ากูจะไม่ให้ใครหลอกใช้อีกต่อไป

สนธิ- ก็เพราะว่าในขณะนั้นไม่มีใครกล้าสู้คุณทักษิณเลยแม้แต่นิดเดียว อำนาจคุณทักษิณในระยะเวลาขณะนั้น อำนาจสูงสุด ส.ส.อยู่ในสภาฯ มีมากที่สุด ตำรวจอยู่ในมือเขา ทหารอยู่ในมือเขา ตำรวจนี่เอาอยู่ อัยการอยู่ในมือเขา

วรเทพ- ทุกอย่างเลย

สนธิ- ทุกอย่างเลย แม้กระทั่งศาลบางส่วน ก็ยังอยู่ในมือเขา ไม่มีใครกล้า

วรเทพ- แล้วใครหลอกใช้คุณสนธิ

สนธิ- เดี๋ยวฟังก่อนครับ ไม่กล้าสักแอะเลยคุณวรเทพ ผมลุกขึ้นมาด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ผมไม่กลัว เป็นยังไงก็เป็นกัน ก็ปรากฏว่า อุปมาอุปไมยมันเหมือนบ้านหลังหนึ่งมันมืด ผมเดินเข้าไปแล้วไปสับสะพานไฟ แล้วปรากฏว่ามีคนวิ่งเข้ามา เอาไมโครเวฟมาเสียบ

วรเทพ- มาเสียบปลั๊กหมดเลย

สนธิ- พวกประชาธิปัตย์ที่ไม่รู้จะสู้อย่างไรกับทักษิณ ก็เลยส่งพลพรรคตัวเองเข้ามา คนใต้ขนกันขึ้นมา นี่ก็คือส่วนหนึ่งของการสนับสนุนนะ ตอนนั้นมีเจ้าของบริษัทปูนซิเมนต์ใหญ่อันหนึ่ง ซึ่งพยายามที่จะล้มคุณทักษิณเช่นกัน ก็ไปจัดเวทีที่สนามหลวง ก็ไม่มีใครไปดู ก็ขอเข้ามาร่วม มาเสียบปลั๊ก แต่ละบุคคล ทุกคนที่มีชื่อเสียงในสังคม ซึ่งเป็นแกนนำ ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียง และเป็นคนที่ต่อต้านคุณทักษิณ แต่ทำอะไรทักษิณไม่ได้ ก็เลยเข้ามารวมตัวกันหมด พอรวมตัวกันหมดแล้ว ผมก็ถามตัวผมเองว่า ผมจะสู้คนเดียวไหวไหม คงไม่ได้ เพราะเป็นเป้าเดียวแล้ว นั่นคือที่มาของการเกิดแกนนำ 5 คน เพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่ทุกคน แต่เบื้องหน้าเบื้องหลังก็คือ ทุกคนต้องการขอยืมมือผมเพื่อไปล้มทักษิณ เมื่อล้มทักษิณเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขารู้ว่าผมไม่ได้เล่นการเมือง ผมไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง

วรเทพ- ทุกคนได้ดี

สนธิ- ทุกคนได้ดีกันทั้งนั้นเลย

วรเทพ- นี่คือวลี

สนธิ- วลีที่บอกว่า กูจะไม่ยอมให้มึงมาหลอกใช้กูอีก และมาจนถึงวันที่จะเกิด กปปส.

วรเทพ- 57

สนธิ- ตอนที่จะมีการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย คนผู้ใหญ่หลายๆ คนในพรรคประชาธิปัตย์โทรมาหาผม สนธิ พี่ว่าสนธิต้องออกแล้วนะงานนี้ ไม่ออกไม่ได้นะ ผมรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมคุยกับคุณปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ มา ผมบอกปานเทพ พี่จะยุบแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใครไม่เห็นด้วย พี่ลาออกก่อนเลย ทุกคนไม่เห็นด้วย ทุกคนเป็นห่วง ในที่สุดผมก็ออก เมื่อออก พี่ลอง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ออกตาม คุณปานเทพออกตาม ในที่สุดทั้ง 5 คนก็เลยสลายไปเลย

วรเทพ- กลัวว่าจะเป็นเหมือนเดิม

สนธิ- ถูกต้อง เพราะว่าผมไม่ต้องการให้มีแกนนำ ใครอยากเป็นแกนนำ เป็นไปเลย

วรเทพ- ไปเป็นเอง

สนธิ- ไปเป็นเอง ผมไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น หลังจากนั้นแล้วไม่รู้จะมีใครดึงผมให้ออกอีกต่อไป ก็เลยเกิด กปปส.

วรเทพ- นี่ก็คือ บอกว่าจะไม่ให้ใครหลอกใช้กูอีกต่อไป แต่เดี๋ยวช่วงสุดท้ายผมจะหาข้อสรุปของรายการทั้งสองวันนี้ กับประโยคที่่ว่า วันนี้ผมไม่ลงถนนแล้ว 72 แล้ว แต่สถานการณ์การเมือง ณ วันนี้ มีคนปลุกคุณลงถนนอีก เดี๋ยวกลับมาครับ

[ช่วงที่ 3] : "สนธิ" ชี้โหดร้ายกว่าการเมืองข้างถนนคือ "โซเชียลมีเดีย"

วรเทพ- กลับเข้ามา คม ชัด ลึก ช่วงสุดท้าย สรุปกันเลย 2 ตอน คุณสนธิบอกว่า กูไม่ให้ใครหลอกใช้อีกแล้ว และไม่ลงถนนอีกแล้ว 72 แล้ว ตรงนี้ผมถามสั้นๆ นะครับ เพราะแก่ เพราะหมดไฟ หรือเพราะรู้ทัน

สนธิ- ผมคิดว่าเพราะรู้ทันมากกว่า

วรเทพ- เพราะรู้ทันนะ

สนธิ- อีกประการหนึ่งที่สำคัญที่สุดนะคุณวรเทพ ผมคิดว่าการเมืองยุคนี้ ที่ร้ายกาจกว่าการลงถนนคือโซเชียลมีเดีย

วรเทพ- การปลุกปั่น

สนธิ- การปลุกปั่น

วรเทพ- การหลอก

สนธิ- การหลอก และผมมองว่าเมืองไทยนี้ คนที่อยู่ในวงการโซเชียลมีเดียมีจำนวนไม่น้อยที่ด้อยปัญญา

วรเทพ- คือคนที่รับสื่อนะ

สนธิ- คนที่รับซื้อ ก็จะโวยวาย ก็จะตื่นเต้นกับมัน เพราะว่าผมเคยพูดมานานแล้วคุณวรเทพ ผมบอกว่า ตั้งแต่มีเฟซบุ๊ก มันทำให้คนๆ หนึ่ง ปัจเจกชนคนๆ หนึ่ง สามารถที่จะมีช่องโทรทัศน์ของตัวเองได้ สามารถที่จะมีช่องวิทยุของตัวเองได้ สามารถจะมีหนังสือพิมพ์ของตัวเองได้

วรเทพ- คุณปั่นหัวคนได้ด้วยตัวคุณเอง

สนธิ- ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กไลฟ์ หรือไปถ่ายวิดีโอแล้วเอามาดาวน์โหลดลงในเฟซบุ๊ก หรือเอาแค่เสียง ก็เป็นแค่วิทยุอันหนึ่ง หรือเอาเป็นข้อความ ก็เป็น text เพราะฉะนั้นก็จะมีคนอยู่ประเภทหนึ่งซึ่งทำตัวเป็นกูรู หรือคนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการที่จะโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ปั้นข่าวปลอม หรือปั้นอะไรที่ไม่จริงขึ้นมา ตรงนี้ต่างหากที่จะเป็นตัวการที่จะล้มรัฐบาล

วรเทพ- คำถามสุดท้าย คุณสนธิค่อนข้างที่จะมีมุมมองเป็นบวกต่ออนาคตใหม่พอสมควร ผมบอกอย่างนี้ก่อนนะ เพราะเป็นพื้นที่ของคนที่ถูกกดดันโดย คสช. ผมสรุปอย่างนี้นะ แต่ ณ ขณะนี้คนของอนาคตใหม่เองกำลังจะปลุกคนลงมาบนถนนอีกครั้งหนึ่ง คุณสนธิผ่านตาแล้ว คุณสนธิบอกไม่ลงแล้ว แล้วแบบนี้ล่ะ ประชาชนคนไทยจะเอาอย่างไร

สนธิ- ผมคิดว่าส่วนหนึ่งต้องให้ความรู้คนไทยให้ได้ว่าการลงถนนไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น

วรเทพ- มีเจ็บ มีตายจริงนะ ต้องบอกก่อน

สนธิ- มีเจ็บ มีตาย อันที่สอง ที่สำคัญที่สุด ผมคิดว่าประเด็นหลักก็คือว่า ... ผมขอแก้ประโยคหนึ่ง คุณวรเทพ ผมไม่ได้ favor พรรคอนาคตใหม่ ผมกำลังเล่าว่าทำไมถึงมีจุดนี้ ไม่ได้แปลว่าผมชอบเขานะ ผมให้หลักการที่สำคัญที่สุดก็คือว่า รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายทหาร พยายาม ต้องพยายามทำความเข้าใจอนาคตใหม่ โดยที่พยายามทำความเข้าใจกับ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเล่าให้ฟัง ของคนที่ชอบอนาคตใหม่

วรเทพ- ฟังนะครับ นี่ช่องทางนะ

สนธิ- 90 เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ ให้เขาเข้าใจ ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ และที่สำคัญที่สุด ที่สำคัญที่สุดผมอยากให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นท่าน ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน หรือท่านนายกฯ หรือท่าน พล.อ.ประวิตร หรือท่านนายทหารทั้งหลาย ความคิดเห็นต่างกันต้องยอมรับกัน

วรเทพ- ใจกว้าง

สนธิ- ใจกว้าง และที่สำคัญ อย่าไปใช้วิชามารกับทางฝ่ายตรงข้าม ป้องกันตัวเองให้ดี ปิดช่องโหว่ตัวเองให้หมด และในขณะเดียวกันยอมรับความคิดเห็น การที่เรายอมรับความคิดเห็น และเรามีสิทธิไม่เห็นด้วยกับเขา และเราทำอะไรตรงกันข้ามกับเขาที่ว่าเรา ให้พิสูจน์กันชัดนะ โซเชียลมีเดียจะเป็นตัวพิสูจน์ให้เห็น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด และผมมีความเชื่อว่า การเมืองมันกำลังจะพัฒนากันต่อไป ผมไม่ได้มองว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังอยู่ในช่วงของความเป็นเผด็จการ ผมมองว่าเขากำลังจะกลายพันธุ์แล้ว ให้โอกาสเขากลายพันธุ์

วรเทพ- มีดีเอ็นเอนักการเมืองมาแทรกอยู่เยอะแล้ว

สนธิ- แทรกอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นหลายต่อหลายคนที่อยู่ในรัฐบาล ที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม ต้องเริ่มเข้าใจแล้วนะ นี่ไปในทิศทางที่ดี ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ ต้องให้เวลามันสักนิดหนึ่ง แล้วที่สำคัญที่สุดว่า ทำอย่างไร พยายามอย่าไปต่อยอดอำนาจให้มันนานจนเกินไป ต่อสักครั้งหนึ่ง พอรับได้ แต่ถ้ามองกันถึงขนาดที่ว่าต่อกัน ...

วรเทพ- คนไทยขี้เบื่อนะ

สนธิ- คนไทยขี้เบื่อ

วรเทพ- สรุปนะครับ ถ้าผมจะถามคำถาม 3 คำถามติดเลย ควรลงถนนหรือไม่

สนธิ- ไม่ควรลง

วรเทพ- ยังคงปฏิญาณตนว่าเป็นขั้วตรงข้ามคุณทักษิณอีกหรือไม่

สนธิ- ผมปฏิญาณตนอย่างเดียว่า ผมจะให้ความรู้ประชาชนให้รู้เท่าทัน ไม่ใช่กรณีคุณทักษิณคนเดียว แม้กระทั่งฝ่ายตรงกันข้ามคุณทักษิณ ใครก็ตามที่คิดมิดีมิร้าย ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ อย่างเรื่องพาราควอต ผมยังอดชมคุณอนุทินไม่ได้ และจริงๆ เมื่อชมคุณอนุทินแล้ว ผมต้องชมเผื่อไปถึงคุณเนวิน ทั้งๆ ที่คุณเนวินกับผมไม่ค่อยกินเส้นกัน แต่ผมเชื่อว่าเขาเป็นคนใช้ได้ นี่ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ภูมิใจไทยพยายามทำงานเพื่อประชาชน เขากำลังมีชื่อเสียงดีขึ้น เพราะฉะนั้นผมกำลังมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันกำลังพัฒนาไปในรูปแบบที่ดี

วรเทพ- เพราะฉะนั้นสุดท้ายผมคงไม่ต้องถามว่า ตกลงการเมืองวันนี้เฮงซวยหรือเปลี่ยนแปลง

สนธิ- ผมคิดว่าเป็นส่วนผสมของความเฮงซวย และในขณะเดียวกันก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไปทีละนิดๆ ขึ้นอยู่กับความอดทนของคุณ และขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ จะยอมกระจายอำนาจที่ตัวเองมีอยู่หรือเปล่า ถ้าท้องถิ่นเริ่มมีอำนาจขึ้นมา แล้วกระจายเงินลงไปสู่ท้องถิ่น ผมว่าไม่มีใครหรอกอยากมาเป็นรัฐมนตรีในส่วนกลาง เพราะเงินไม่มีเหลือให้คุณ

วรเทพ- จาก 2544 ถึง 2562 เราใช้เวลา 18 ปี สำหรัรบการเปลี่ยนแปลง วันนี้ครบถ้วนนะครับ สองตอนสำหรับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และคุณผู้ชมด้วย ขอบคุณมากนะครับ ถ้ามีโอกาสเราจะเจอแหล่งข่าวอย่างนี้ และกลับมาพบกับคม ชัด ลึก ได้ทุกค่ำคืนวันจันทร์ถึงศุกร์ พบกับแหล่งข่าวอย่างนี้ วันนี้ผมและคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ลาคุณผู้ชมไปก่อน สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...