xs
xsm
sm
md
lg

ส่องอนาคต“เพื่อไทย”เส้นทางเหมือนถูกลอยแพไร้ทิศทาง !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เมืองไทย 360 องศา



ได้เห็นภาพการเคลื่อนไหวของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะระหว่างลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ เมื่อวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมารวมไปถึงได้เห็นท่าทีและอารมณ์ของชาวบ้านในพื้นที่ทำให้เกิดมุมมองและเกิดความเปรียบเทียบกับเส้นทางของพรรคเพื่อไทยที่เวลานี้ถือว่าเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ที่ทั้งเส้นทางและอารมณ์ช่างแตกต่างกันแบบสุดขั้ว

หากพิจารณากันทีละด้านก่อนจะมาเปรียบเทียบกัน โดนเริ่มจากฝ่ายรัฐบาลที่นำโดย “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้ว่าหากพิจารณากันด้วยตัวเลขทางคณิตศาสตร์องรัฐบาลผสมราว 18 พรรค มีเสียงสนับสนุนรวมกันจำนวน 253 เสียง ถือว่าเสียง “ปริ่มน้ำ” ที่หมิ่นเหม่อย่างยิ่ง เพราะมีเสียงเกินมาแค่ 2-3 เสียงเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มแล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้ามมากขึ้นเรื่อยๆ

การลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์ภัยแล้งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมาดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เห็นความเคลื่อนไหวและปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นที่นั่น นอกเหนือจากได้เห็น ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยจังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในพื้นที่ได้มารอต้อนรับนายกฯในครั้งนี้ด้วยพร้อมทั้งประกาศยกมือสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่จะเข้าสภาในอีกไม่นานข้างหน้านี้ด้วย รวมไปถึงการสนับสนุนให้อยู่ยาวครบ 4 ปี อย่ายุบสภา มันก็ได้สะท้อนความรู้สึกของพวก ส.ส.ออกมาได้เป็นอย่างดีว่าไม่มีใครอยากเลือกตั้งบ่อยๆ อีกทั้งยังไม่เห็นด้วยกับการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 อีกด้วย เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลเพิ่งจะเริ่มทำงานได้ไม่กี่วันเท่านั้น

แม้ว่าจากท่าทีดังกล่าวของ ส.ส.ฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์คือ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และ ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล อาจถูกมองว่า ทั้งคู่อาจถูก “พลังดูด” มาเข้ากับพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคฝ่ายรัฐบาล ก็ถือว่าน่าจับตาว่ามีทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ หลังจากก่อนหน้านั้นไม่นานมีข่าวว่ามีการดึงพรรคเศรษฐกิจใหม่ของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่มี ส.ส.รวมกัน 6 เสียง มาเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจจะมาแบบยกพรรค หรือมาเฉพาะบางส่วนตามข่าวยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด

ขณะเดียวกัน หากโฟกัสจากการลงพื้นที่ภาคอีสานที่เริ่มจาก สุรินทร์และ บุรีรัมย์ในครั้งนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หากมองในมุมการเมืองก็ต้องถือว่านี่คือการเริ่มขยับออกตัวอย่างชัดเจน โดยเฉาะในพื้นที่เป้าหมาย ที่ถือว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับพรรคการเมือง เนื่องจากมีเขตเลือกตั้งมากที่สุด และมีจำนวน ส.ส.มากที่สุด

ที่ผ่านมาถือว่าพรรคเพื่อไทยครองแชมป์มีจำนวน ส.ส.ในพื้นที่ดังกล่าวมาตลอด รวมทั้งครั้งล่าสุดด้วย อย่างไรก็ดีระยะหลังเริ่มมีการเบียดเข้ามาแบบสูสีมากขึ้น หลังมีพรรคพลังประชารัฐ รวมไปถึงพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นมา ทำให้พรรคเพื่อไทยเริ่มมีคู่แข่ง และไม่อาจผูกขาดในสนามเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมาได้อีกแล้ว แม้ว่าจะมีปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่างเป็นตัวกำหนดผลการเลือกตั้ง แต่ในภาพรวมก็ต้องถือว่าพรรคเพื่อไทยในฐานแชมป์เก่ากำกังถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในพื้นที่ภาคอีสานถือว่าน่าจับตา เพราะหากสังเกตจากคำพูดทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีที่พร้อมสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาหลายโครงการมีมูลค่าหลายพันล้านบาท นอกเหนือจากนี้ยังเปิดเผยถึงการรื้อฟื้นโครงการ “โขง ชี มูล” ขึ้นมาอีกครั้ง โดยจะผลักดันให้มีการศึกษารายละเอียดกันอย่างจริงจัง เพื่อเกิดขึ้นให้ได้

แน่นอนว่าจุดอ่อนของภาคอีสานคือเรื่อง “น้ำ” ซึ่งตามมาด้วยความยากจน แต่หากสามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ก็จะทำให้ความยากจนในภาคอีสานลดลงไปจำนวนมาก และเรื่องน้ำถือเป็นเรื่องใหญ่ของชาวบ้านที่เรียกร้องกันมานาน แต่ก็ยังไม่มีการขับเคลื่อนกันอย่างจริงจังและเป็นระบบ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาขยับในเรื่องดังกล่าวทำให้มีความหวัง อีกทั้งในทางการเมืองถือว่านี่คือยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะการสร้างแนวร่วมในฐานะ “ลูกอีสาน” คนหนึ่ง

ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งสำหรับพรรคเพื่อไทยที่เวลานี้เป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน แต่หากพิจารณาตามความเป็นจริงก็ต้องบอกว่า “ไร้สีสัน” ไม่มีแรงดึงดูด เพราะหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่มี สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค และ นอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค หรือแม้แต่การรับหน้าที่เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ บทบาทในสภาของพรรคเพื่อไทยที่เป็นแก่นสารก็ยังแทบจะมองไม่เห็นเลย อย่างมากก็มีแค่รายการประท้วง ในแบบป่วนในห้องประชุม และที่สำคัญก็คือ “บทบาทนำ” กลับกลายเป็นว่าตกไปอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ที่เป็นพรรคขนาดรองเสียอีก

ที่น่าจับตาก็คือเวลานี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคเพื่อไทยเดิมทั้งที่เป็น อดีต ส.ส. หรือ ส.ส.ในปัจจุบัน หรือแม้แต่มวลชนคนเสื้อแดงที่เคยเป็นฐานสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และครอบครัวของเจ้าของพรรคดั้งเดิมอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ก็เริ่มขยับย้ายค่าย กันมากขึ้น ทั้งในส่วนของพรรคอนาคตใหม่ รวมไปถึงก่อนหน้านี้ที่ย้ายไปซบพรรคพลังประชารัฐในช่วงก่อนเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

หลายคนเริ่มมองเห็นภาพเหมือนกับว่าเวลานี้ พรรคเพื่อไทยกำลัง “ถูกลอยแพ”จากเจ้าของเดิม นั่นคือ จาก ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเห็นแนวโน้มแล้วว่าโอกาสที่จะกลับมายิ่งใหญ่แบบเดิมน่าจะเป็นเรื่องยาก รวมไปถึงการขบเหลี่ยมในทางลึกกันกับพรรคอนาคตใหม่ก็น่าจะมีให้เห็นมากขึ้น เพราะในเส้นทางข้างหน้ายากที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะในสนามเลือกตั้งมันต้องขยายอาณาเขตกินพื้นที่ลึกเข้าไปของอีกฝ่ายแบบช่วยไม่ได้

ดังนั้นหากพิจารณาจากแนวโน้มในอนาคตอันใกล้แล้วสำหรับพรรคเพื่อไทยถือว่าจะต้องเจอศึกสองด้านกระหนาบนั่นคือด้านหนึ่งเป็นศึกใหญ่จากฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในนามพรรคพลังประชารัฐที่กำลังขยายเครือข่ายในภาคอีสาน ส่วนด้านหนึ่งยังมีศึกในที่มาจากพรรคอนาคตใหม่ที่ซึมลึกเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพชัดในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถึงได้บอกว่าสำหรับพรรคเพื่อไทยแล้วเส้นทางข้างหน้าถือว่าหนักหน่วงกันเลยทีเดียว !!


กำลังโหลดความคิดเห็น...