xs
xsm
sm
md
lg

นาวา “ลุงตู่” ส่อล่มเร็ว-นับถอยหลังยุบสภา!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมืองไทย 360 องศา





ต้องยอมรับว่าไม่ว่าผลสำรวจความเห็นของประชาชนออกมาในวันไหน และสำนักไหนก็ตามเชื่อว่าผลจะออกในแบบเดียวกัน นั่นคือ “เบื่อหน่าย” นักการเมืองที่แย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี แย่งชิงผลประโยชน์ที่ตามมาจากตำแหน่งรัฐมนตรีที่แต่ละกลุ่มก๊วนในพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในเวลานี้ และความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นทุกพรรค ไม่เว้นแม้กระทั่งพรรคที่มีเสียงเพียงแค่ 1-2 เสียงเท่านั้น

และที่น่ารำคาญ เบื่อหน่าย ก็คือ เป็นความขัดแย้งแย่งชิงที่เกิดขึ้นแบบต่อเนื่องรายวัน และยิ่งนับวันยิ่งส่อเค้าดุเดือดรุนแรง แบบไม่เกรงใจ หรือไว้หน้ากันอีกต่อไป เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับพรรคพลังประชารัฐที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ที่มีการรวมตัวกันของกลุ่มก๊วนที่เรียกว่า “กลุ่มสามมิตร” ถึงขั้นขู่เคลื่อนไหวขับไล่เลขาธิการพรรคกันเลยทีเดียว เพียงเพราะว่าคนในกลุ่มของตัวเองไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีตามที่ต้องการ

แม้ว่าต้นตอของความเคลื่อนไหวที่ว่านี้มาจากสาเหตุที่แท้จริงแบบไหนก็ตาม หลังจากมีรายงานออกมาให้ได้ยินว่ามีแกนนำกลุ่มบางคนอาจไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือมีการเปลี่ยนแปลงกันใหม่ โดยที่มีบางคนอาจต้องหลุดโผ เช่น ตามข่าวบอกว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อาจไม่ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมไปถึง อนุชา นาคาศัย สองในสามมิตร ที่ระบุว่า อาจหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากโผเดิมที่มีการอ้างกันก่อนหน้านี้

ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงผิดเพี้ยนไปจากโผ หรือรายงานที่เผยแพร่ออกมาตามๆ กันหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่จากการเคลื่อนไหวและการแสดงท่าทีของบรรดาแกนนำบางคน เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แม้ว่าจะออกมาพูดแบบอ้อมไปอ้อมมา แต่ความหมายก็คือต้องการสื่อไปโดยตรงถึง “ผู้มีอำนาจ” หรือการที่บอกว่า “ชายชาติทหารต้องมีสัจจะคำไหนคำนั้น” เป็นต้น ซึ่งก็แปลได้ไม่ยากว่าต้องการส่งสัญญาณไปถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจในการจัดโผและสกรีนรายชื่อคณะรัฐมนตรีขั้นสุดท้าย

ซึ่งก็ได้ผลหลังจากมีการแสดงพลังรวบรวม ส.ส.ได้เป็นกลุ่มก้อนเคลื่อนไหวกดดัน หลังจากนั้น ในวันรุ่งขึ้นบรรดาแกนนำพรรคพลังประชารัฐ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และแกนนำกลุ่มสามมิตร เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ร่วมกันแถลงบอกว่ายุติปัญหากันได้แล้ว และปล่อยให้เป็นอำนาจของ นายกรัฐมนตรี เพื่อขับเคลื่อนบ้านเมืองไปข้างหน้า ซึ่งนั่นก็หมายความว่าในเบื้องหลังต้องมีการ “เคลียร์กันลงตัว” แล้ว

แม้ว่าจะไม่มีรายละเอียดออกมาว่า จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีตามที่ต้องการหรือไม่ มีใครต้องหลุดออกไปบ้างหรือเปล่า แต่อีกด้านหนึ่งก็เชื่อว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลงมาเคลียร์ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะถือว่านี่คือการ “เคลียร์คัต” ในรอบสุดท้าย และยังเชื่อว่าจะต้องมีการสัญญากันเป็นมั่นเหมาะแบบให้ความหวังในทำนองว่าหากพลาดรอบนี้ก็ให้รอรอบหน้า ซึ่งจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี “เขย่า” กันเป็นระยะ เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีได้เคยส่งสัญญาณออกมาให้เห็นก่อนหน้านี้มาแล้ว หรือจะมีตำแหน่งทางการเมืองกระจายให้ไปนั่งมากมาย

อย่างไรก็ดี จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวมันสะท้อนให้เห็นถึง “อันตราย” ของรัฐบาล “เสียงปริ่มน้ำ” แบบนี้ แม้ว่าหากมองในแง่ดีในอีกมุมหนึ่งว่ามันคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการทางการเมืองในรูปแบบใหม่ในแบบที่มีการ “รวมกลุ่มเป็นพันธมิตร” ทางการเมือง ระหว่างพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เหมือนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศเวลานี้ แต่สำหรับในประเทศไทยบรรดานักการเมืองยังถูกตั้งคำถามในเรื่องของการแย่งชิงผลประโยชน์ มากกว่าเรื่องอุดมการณ์หรือแนวทางการเมือง

ดังนั้น หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาทั้งหมดมันก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีอายุสั้น ไม่น่าจะเกิน 3-6 เดือน เพราะหากจะยืนยันว่าปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ก็คงเป็นไปไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามมันต้องเกิดขึ้นอีกเป็นระยะ ในแบบจุกจิกและปัญหาใหม่ที่จะปะทุขึ้นมาอีกแบบซ้ำซาก อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว ด้วยสารพัดปัญหาดังกล่าวที่เป็นความเสี่ยงดังกล่าวมันก็เหมือนกับการนับถอยหลังไปสู่การยุบสภาเท่านั้น ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นการเริ่มบทบาทใหม่ของ “บิ๊กตู่” ในฐานะหัวหน้าพรรค





กำลังโหลดความคิดเห็น...