xs
xsm
sm
md
lg

โป๊ะแตก แม้วจะซื้อ “คริสตัล พาเลซ” โคมลอย ประธานสโมสรมาเอง ไม่เคยติดต่อ ** อดีตประธาน สนช.แจง “บิ๊กติ๊ก” ไม่ได้ลาเยอะเวอร์ แค่ 3 ปีแรก ติดงานกองทัพลาไป 46 ครั้ง ** “จุรินทร์” นั่งหัวหน้า ปชป. ใช่ว่าพลังประชารัฐจะหมดโอกาสดึงมาร่วมรัฐบาล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: นกหวีด


ข่าวปนคน คนปนข่าว


** โป๊ะแตก แม้วจะซื้อ “คริสตัล พาเลซ” โคมลอย ประธานสโมสรมาเอง ไม่เคยติดต่อ มิหนำซ้ำสื่อนอกเหน็บเจ็บ “นายกฯ ผู้อื้อฉาว นักโทษหนีคดี” ใครๆ ก็ไม่อยากยุ่งด้วย

วันก่อน “ทักษิณ ชินวัตร” จะซื้อ “คริสตัล พาเลซ” สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เป็นข่าวฮือฮาเบียดแทรกพื้นที่ข่าวการเมืองขึ้นมา ข่าวดูจริงจังมากกว่าแค่ข่าวลือ เพราะหลุดมาจากปากของลูกชาย “ยุทธ ตู้เย็น” ยงยุทธ ติยะไพรัช คือ “เสี่ยฮั่น” หรือ มิตติ ติยะไพรัช อดีตประธานสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ทีมดังในศึกไทยแลนด์ลีก ซึ่งอ้างว่ากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาเลซ บอกละเอียดคุยกันเรื่องราคา การบริหารบางอย่างแล้ว

คล้อยหลังวันเดียว โป๊ะแตก!! สื่ออังกฤษไปถาม “สตีฟ แพริช” ประธานสโมสรคริสตัล พาเลซ บอกเลยว่า มีแผนอ้าแขนรับผู้ร่วมลงทุนใหม่จากภายนอกจริง แต่ไม่เคยพูดคุยกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และอดีตเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกี่ยวกับการเทกโอเวอร์สโมสรในราคา 150 ล้านปอนด์ ... ถูกตอกหน้าหงายมาแบบนี้ไม่พอ เพราะปกติข่าวโคมลอยโดยทักษิณมีบ่อย คนไทยจะชิน ในรายงานข่าวที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ สแตนดาร์ด สปอร์ต ของอังกฤษเรียกหา ทักษิณ นี่สิเจ็บกว่า...
ทักษิณ ชินวัตร
สแตนดาร์ด สปอร์ต เรียกหาทักษิณว่า “อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เสื่อมเสียของไทย ที่หลบหนีอยู่ในต่างแดน นับตั้งแต่ถูกพบว่ามีความผิดตามข้อหาคอร์รัปชันในปี 2008” ที่คริสตัล พาเลซ คงไม่คุยด้วยแน่ ไม่บ่อยนักที่สื่อไทย-สื่อนอก จะเข้าใจตรงกัน

รายงานของสแตนดาร์ด ระบุต่อว่า แพริช มีความตั้งใจเปิดเจรจากับบุคคลที่เหมาะสม เนื่องจากเขากำลังหาทางเพิ่มทุนเพื่อปรับปรุงรังเหย้าสนามเซลเฮิร์ตส์ ปาร์ก 100 ล้านปอนด์ และมีแผนยกเครื่องศูนย์ฝึกพัฒนานักเตะเยาวชน เช่นเดียวกับเป็นทุนสนับสนุน “รอย ฮอดจ์สัน” ผู้จัดการทีม ในการซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพสู้ศึกพรีเมียร์ลีก

สื่ออังกฤษเชื่อว่าที่ข่าวปล่อยออกมา น่าจะเป็นเพราะ “แม้ว” อยากจะหาทางหวนคืนสู่วงการฟุตบอลที่หายหน้าไปราว 11 ปี หลังจากเขาขายสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้แก่ ชีค มันซูร์ และ อาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป... ถ้าจำได้ ทักษิณ เคยทำธุรกิจฟุตบอลอังกฤษมาแล้วตอนที่ใช้เงินราว 82 ล้านปอนด์ หรือ 3.4 พันล้านบาท เทกโอเวอร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีกปีล่าสุด สมัยยังเป็นทีมกลางตาราง เมื่อเดือนมิถุนายน 2007 แล้วขายต่อให้ ชีคห์ มันซูร์ เจ้าของคนปัจจุบัน

ฟันรายได้ไป 200 ล้านปอนด์ หรือ 8.25 พันล้านบาท หลังบริหารกิจการ 1 ปี แถมถูก “เดอะ การ์เดียน” หนังสือพิมพ์ของอังกฤษแฉว่า บริหารจนเกือบเจ๊ง ขาดทุนหนัก แถมมีหนี้สินเพิ่มหลายเท่า ต้องเร่ขายให้มหาเศรษฐีแบบไม่เลือกหน้า

แต่พอ แมนฯ ซิตี้ มีเจ้าของใหม่ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งฐานะ และฟอร์มการเล่นของสโมสร เป็นทีมที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก และป้องกันแชมป์ไว้ได้ในปีนี้ น้อยทีมที่จะทำได้ เพราะฉะนั้น ไม่แปลกใจที่ประธานสโมสรคริสตัล พาเลซ จะรีบออกมาบอกปัด “ทักษิณ” ทันที ทันใด ... ตัวซวย ใครๆ ก็ไม่อยากยุ่งด้วย

**กางโพยเคลียร์กันชัดๆ อดีตประธาน สนช. “พรเพชร” แจง “บิ๊กติ๊ก” ปรีชา จันทร์โอชา ไม่ได้ลาเยอะเวอร์ แค่ 3 ปีแรก ติดงานกองทัพลาไป 46 ครั้ง แต่ตอนหลังพัฒนาดีขึ้นมาก
พรเพชร วิชิตชลชัย - พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา
ควันหลง ส.ว. นอกจากนายพลพรึ่บ เพื่อนพ้องน้องพี่ลุงตู่ ลุงป้อม มาตามนัด ที่ปรากฏเป็นที่สนใจจากมหาชนคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ที่ตกเป็นเป้าปล่อยข่าวสะพัดสมัยเป็น สนช. เรื่องวันเวลาทำงาน ที่ลาเสียส่วนใหญ่ บ้างก็ว่าปีหนึ่งลาไป 394 วัน ทำงานแค่ 6 วัน แต่ยังได้เป็น ส.ว.

เรื่องนี้ต้องเคลียร์กันชัดๆ ระหว่างถูกนักข่าวห้อมล้อม ถาม “พรเพชร วิชิตชลชัย” ส.ว. ถึงว่าที่ประธานวุฒิฯ อดีตผู้บังคับบัญชา “บิ๊กติ๊ก” ที่ สนช.ก็กางโพยกระดาษขึ้นมา บอกว่ามีเรื่องหนึ่งที่อยากชี้แจง... เรื่องการทำหน้าที่สมัยดำรงตำแหน่ง สนช.ของบิ๊กติ๊ก ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดประชุมบ่อยครั้ง แต่ได้เป็น ส.ว.นั้น ในฐานะอดีตประธาน สนช.ซึ่งกระทบกับตนเองในฐานะเคยเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของ พล.อ.ปรีชา บอกเลยว่าจำนวนการประชุมของสนช. ตั้งแต่ปี 2557-2562 จำนวนทั้งสิ้น 387 ครั้ง พล.อ.ปรีชา มาประชุมทั้งสิ้น 341 ครั้งลาประชุม 46 ครั้ง

การลาประชุมของ พล.อ.ปรีชา จะค่อนข้างมากในช่วงปี 2557-2559 แต่หลังจากนั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้น คือ ลาประชุมน้อยมาก ส่วนการลงมติก็เช่นกัน สนช.มีการลงมติ 7,085 ครั้ง คงไม่มีใครลงมติครบทุกครั้ง ในส่วนของ พล.อ.ปรีชา ลงมติ 5,091 ครั้ง ขาดไป 2,000 กว่าครั้ง ซึ่งเป็นช่วง 3 ปีแรกที่ยังมีตำแหน่งในกองทัพ

หลังจากพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ปรีชาก็มาลงมติเกือบเต็มจำนวน ... อดีตประธาน สนช.ขอย้ำว่า การขาดลงมติเกิดขึ้นในช่วงแรกที่ พล.อ.ปรีชา ดำรงตำแหน่งในกองทัพอยู่ หลังจากนั้นท่านลงมติไม่ขาดเลย ย้ำว่า พล.อ.ปรีชามีพัฒนาการที่ดีขึ้น เข้มแข็งมากขึ้น เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ไม่ได้หยิบยกในที่นี้ ซึ่งก็ไม่ได้ลาเป็น 80 -90 เปอร์เซ็นต์ ตามข่าว 3 ปีหลัง พล.อ.ปรีชา ก็มาประชุมตลอด และเข้าร่วมกิจกรรมทั้งในต่างจังหวัด และต่างประเทศ ก็ขอชี้ แจงให้ทราบเพื่อความเป็นธรรม

ที่มาชี้แจงแบบนี้ไม่ได้ถูก “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พี่ชายบิ๊กติ๊ก ขอมาแต่ประการใด ... เคลียร์ชัดๆ ทราบแล้วเปลี่ยน

** “จุรินทร์” นั่งหัวหน้า ปชป. ก็ใช่ว่า “พลังประชารัฐ” จะหมดโอกาสในการดึงมาร่วมรัฐบาลเสียทีเดียว เพราะยังมี “เสี่ยต่อ” ที่เป็นเลขาฯพรรค กุมเสียงส่วนหนึ่งในคณะกรรมการบริหาร มีท่าทีโน้มเอียงไปทางอยากร่วมรัฐบาล ...จากนี้ไปคงต้องจับตาการตั้ง “รัฐบาลชุดเล็ก” ใน ปชป.
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดย “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ชนะคู่แข่งขาดลอย โดยมี “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีต ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ นั่งเป็นเลขาธิการพรรค โดยได้รับเสียงโหวต 50.5% ส่วนลำดับที่ 2 เป็น “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ที่ได้ 37.2160%

ก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน ปรากฏกระแสข่าวสะพัดออกมาว่า “ลุงคนนั้น” ที่ประกาศสนับสนุนให้ “ลุงตู่” ได้อยู่ต่อ มาตั้งแต่ไก่โห่ พยายามต่อสายล็อบบี้ พร้อมยื่นข้อเสนอก้อนโตแก่ ส.ส.ของพรรคให้ลงคะแนนหนุน “พีระพันธุ์” เป็นหัวหน้าพรรค ขณะที่ “นายหัวชวน” ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ต้องตามมาแก้เกม ต่อสายกำชับเรียงตัวว่า ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์ หลักการ “ห้ามรับเด็ดขาด”

สภาพการณ์เหมือนเป็นการซ้อมใหญ่ในการตั้งรัฐบาลไม่มีผิด มีทั้งล็อบบี้ ต่อรอง เสนอผลประโยชน์ และมีคืนหมาหอนครบเครื่อง

การลงคะแนนเสียงจาก ส.ส.52 คนในรอบแรก ที่มีน้ำหนักในสัดส่วน 70% ปรากฏว่า “จุรินทร์” ได้อันดับ 1 คือมี ส.ส.ลงคะแนนให้ 25 คน ตามด้วย พีระพันธุ์ 20 คน กรณ์ 5 คน และอภิรักษ์ 2 คน...ถือว่า ที่ 1 กับ ที่ 2 ยังทิ้งกันไม่ห่างนัก ... แต่พอมาถึง รอบที่ 2 ที่เป็นคะแนน จากอดีต ส.ส. อดีตกรรมการบริหารพรรค ประธานสาขาพรรค ซึ่งมีน้ำหนักในสัดส่วน 30% ปรากฏว่าจุรินทร์ชนะขาด... ซึ่งมีรายงานว่า กลุ่มที่มีน้ำหนักในการโหวต 30% นี้ ส่วนใหญ่อยู่ในสายของชวน-บัญญัติ-อภิสิทธิ์ ที่ครองอำนาจในพรรคมาอย่างยาวนาน

หลังจากได้หัวหน้าพรรคแล้ว ก็มีการเลือกกรรมการบริหารพรรค ซึ่งผลออกมาก็มีการอนุมานว่า "สายจุรินทร์" ยึดครองเบ็ดเสร็จ โดยตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค มี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เป็นรองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ ที่สามารถเอาชนะ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู มาได้ , ส่วนนายไชยยศ จิรเมธากร รองหัวหน้าพรรคภาคอีสาน ก็ชนะ นายอิสสระ สมชัย อดีต กปปส., นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็นรองหัวหน้าพรรคภาคกลาง, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ ที่ชนะนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นรองหัวหน้าภาค กทม.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
ส่วนตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ ประกอบด้วย นายนิพนธ์ บุญญามณี นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายอลงกรณ์ พลบุตร นายกนก วงษ์ตระหง่าน นายอัศวิน วิภูศิริ นายสรรเสริญ สมะลาภา และ นายปริญญ์ พานิชภักดิ์

สำหรับตำแหน่งเลขาธิการพรรค เป็น “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน พร้อมด้วย รองเลขาธิการพรรค ประกอบด้วย นายธนา ชีรวินิจ, นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์, พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร, นายอันวาร์ สาและ, น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร และนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ … ตำแหน่งที่เหลือ นายอภิชัย เตชะอุบล เป็นเหรัญญิกพรรค นายวิรัช ร่มเย็น เป็นนายทะเบียนพรรค และ นายราเมศ รัตนะเชวง เป็นโฆษกพรรค

เห็นรายชื่อหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคแล้ว ส่วนใหญ่มองว่า “ปชป.ยังไม่เปลี่ยนแปลง” ... คนที่รีบแสดงความยินดี คือขั้วเพื่อไทย เพราะเชื่อว่าโอกาสที่ขั้วพลังประชารัฐจะจีบประชาธิปัตย์ไปร่วมรัฐบาล จะต้องยากลำบากมากขึ้นแน่นอน หาก “ชวน-บัญญัติ- อภิสิทธิ์” ยึดหลักการไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ คสช. และที่สำคัญคือ ยังคงจำฝังใจ ที่คนของประชาธิปัตย์ ที่ย้ายไปซบพลังประชารัฐ ก็มีส่วนสำคัญในการทำให้ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ในสนาม กทม.

เชื่อเถอะว่า ถ้าไปถามจุดยืนจาก “จุรินทร์” ถึงความชัดเจนว่าจะพาประชาธิปัตย์ไปสนับสนุนขั้วไหน ก็คงจะได้รับคำตอบแบบ “ยึดหลักการเป๊ะ” ว่าต้องรอมติกรรมการบริหารพรรค ...ถามว่ารอนานแค่ไหน ก็คงเป็นว่า จนกว่า ตำแหน่งหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค จะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ จาก กกต.ก่อน...

เรื่องเลือกขั้ว เลือกข้าง ของประชาธิปัตย์นี้ ใช่ว่าพลังประชารัฐจะถูกปิดประตูตายเสียทีเดียว เพราะ “คนวงใน” รู้ดีว่า ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดนี้ มีจำนวนไม่น้อย ที่อยู่ในสาย “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน และที่ผ่านมา ท่าทีของ “เสี่ยต่อ” ก็โน้มเอียงไปทางอยากร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ มีการต่อสายคุยกันก็หลายรอบ ...ขอให้จับตาดูว่า จะมีการล็อบบี้ ต่อรอง “ตั้งรัฐบาลชุดเล็ก” ในคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ อีกรอบหรือไม่




กำลังโหลดความคิดเห็น...