xs
xsm
sm
md
lg

“แม้ว” เจอ “ลุงตู่” ศึกหนักหืดขึ้นคอ-การเมืองสู่จุดสมดุล !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมืองไทย 360 องศา





นาทีนี้คงกำลังอยู่ในช่วงของการเจรจาทาบทามหาพรรคร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง มีการต่อรองในแบบดุเดือดเข้มข้น เพราะทั้งสองขั้วการเมืองมีคะแนนเสียงที่ก้ำกึ่งกัน จนมีการคาดกันว่ารัฐบาลผสมชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะไร้เสถียรภาพ เนื่องจากมีเสียงสนับสนุนที่ปริ่มน้ำ และคาดว่ายังต้องใช้เวลาตามกระบวนการตามขั้นตอนอีกนานนับเดือน โดยเฉพาะการรับรองผลการเลือกตั้ง และรับรอง ส.ส.ใหม่ให้ได้ร้อยละ 95 เสียก่อนถึงจะเปิดสภา เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ดังนั้น เมื่อสภาพการณ์ยังเป็นแบบที่ว่าการเจรจาต่อรองยังเข้มข้นและยังไม่นิ่ง เนื่องจากทุกพรรคสามารถเป็น “ตัวแปร” ได้ทั้งหมด แม้จะรับรู้กันมาตั้งแต่แรกแล้วว่า “สองขั้ว” คือ “เอาลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำโดยพรรคพลังประชารัฐ กับ “ขั้วไม่เอาลุงตู่” นำโดยพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อคะแนนของทั้งสองฝ่าย “ไม่ขาด” กันแบบนี้การต่อรองก็ยังต้องเกิดขึ้นอีกพักใหญ่ รวมไปถึงต้องมี “องค์ประกอบ” อื่นๆ จากภายนอกเข้ามร่วมกดดันเพิ่มเติมอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ระหว่างรอความชัดเจนกันอีกพักใหญ่ ก็ลองมาตั้งข้อสังเกตกันดูว่าทำไมมันถึงเกิดสถานการณ์ในแบบที่เสียง “เดดล็อก” แบบนี้ คำตอบก็คือคราวนี้ ทักษิณ ชินวัตร กำลัง “เจอศึกหนักที่สุด” และการเมืองในประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่ “จุดสมดุล” อีกครั้ง

เพราะหากย้อนกลับไปตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 ที่สร้างกระแส “ฟีเวอร์” มาอย่างถล่มทลายแบบต่อเนื่อง เพราะจากการเลือกตั้งทุกครั้ง ไม่ว่าพรรคการเมืองของเขาจะถูกยุบ จะเปลี่ยนชื่อพรรคในชื่ออะไรก็ตามพวกเขาก็ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายทุกครั้ง เรียกว่า"ชนะขาด" พรรคการเมืองอื่นนอกเหนือจากพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตล้วนเป็น “ไม้ประดับ” ไม่มีทางสู้

ที่ผ่านมา ไม่ว่าตัวนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าเป็นแค่เพียง “หุ่นเชิด” หรือรัฐบาลหุ่นเชิด ทั้งรัฐมนตรีหลายคนที่มีปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องคุณสมบัติ รวมทั้งวุฒิภาวะ แต่ในเมื่อได้รับไฟเขียวจากเขาแล้ว ทุกครั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งบุคคลที่จะได้รับการโหวตเป็นนายกฯและรัฐมนตรี รวมไปถึงข้าราชการระดับสูงก็ต้องไปพบกับ ทักษิณ ชินวัตร มาก่อนทั้งสิ้นถึงเกิดวลี “ได้ดีเพราะพี่ให้” เชื่อว่าหลายคนยังพอจำกันได้

กลายเป็นว่าอิทธิพล ของ ทักษิณ ชินวัตร ยังสามารถครอบงำการเมืองไทยอย่างสูง แม้ว่าตัวเขาจะมีสถานะเป็นนักโทษหนีคดีทุจริตติดตัวหลายคดี มีหมายจับของศาลหลายใบ แต่เขาก็ไม่เคยยี่หระ ยังคงแสดงตัวท้าทายกฎหมายได้อย่างสบายใจ เพราะมั่นใจว่าไม่มีใครสามารถทำอะไรเขาได้

แต่สังเกตหรือไม่ว่านับตั้งแต่มีรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นต้นมา ทำให้อิทธิพลของ ทักษิณ ชินวัตร เริ่มลดลงเรื่อยๆ ในทางคดีก็เดินหน้าเข้าสู่การพิจารณาของศาลทั้งหมดแล้ว และสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือการพิสูจน์ให้เห็นจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ แม้ว่าผลที่ออกมาจะสร้างความยุ่งยากในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค เกิดการต่อรองจนอาจมองเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่หากพิจารณาอีกมุมหนึ่งก็อาจมองเห็นว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ “จุดสมดุล” กลับมาอีกครั้ง

นั่นคือ จะไม่มีฝ่ายใดผูกขาดได้ง่ายอีกต่อไป เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายที่นิยม ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการเลือกตั้งมาในแบบที่สูสีคู่คี่มากที่สุดนับตั้งแต่ “ระบอบทักษิณ” ถูกเรียกเป็นต้นมา และแม้ว่าพรรคเพื่อไทยที่กำลังแข่งขันกันตั้งรัฐบาลกับขั้วตรงข้าม แต่สังคมก็เชื่อว่าต้องมี ทักษิณ ชินวัตร และคนในครอบครัวเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

หากไม่พูดถึงพรรคอนาคตใหม่ที่เป็น “ม้ามืด” ได้เสียงสนับสนุนเกินคาด ซึ่งก็ต้องถือว่ามีรายละเอียดต้องแยกพิจารณากันอีกกรณีหนึ่ง แต่โดยสรุปก็คือนอกเหนือจากคะแนนจากคนรุ่นใหม่แล้ว ยังได้คะแนนที่เชื่อมโยงจากเครือข่ายทักษิณ จากพรรคไทยรักษาชาติ และมวลชนที่อยู่ในฝ่ายที่เคยสนับสนุน ทักษิณ หรือพรรคในเครือข่าย

แต่หากโฟกัสกันเฉพาะที่เป็นคู่แข่งขันในการเลือกตั้งทั้งก่อนและหลัง นั่นคือ พรรคเพื่อไทยที่รับรู้กันว่าเป็นตัวแทนของทักษิณ ชินวัตร กับพรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุน "ลุงตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่าเป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองฝ่าย ทักษิณ ต้องเหนื่อยหนักที่สุด จะชนะหรือแพ้แบบหืดขึ้นคอเป็นครั้งแรก ซึ่งอาจมีเสียงโต้แย้งจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ถือว่าคราวนี้ “กระแสลุงตู่” ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน

ดังนั้น หากพิจารณากันเฉพาะในมุมนี้ มองผ่านเรื่องการแย่งกันรวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลไปก่อน อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เห็นว่า การเมืองเริ่มเข้าสู่ “จุดสมดุล” มากขึ้นกว่าเดิม ฝ่าย ทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถชี้นำได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แม้ว่าการเมืองในลักษณะแบบนี้จะเสี่ยงกับความวุ่นวาย แต่ในเมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบจากกลไกอำนาจรัฐที่ฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอยู่ในมือ ก็ต้องถือว่าอีกฝ่ายหืดขึ้นคอแน่ เนื่องจากต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่หนักหน่วงเท่าที่เคยเจอมา

และอย่าได้แปลกใจที่นับจากนี้ไปจะได้เห็น ทักษิณ ชินวัตร ใช้สื่อในหลากหลายรูปแบบเขย่าการเมืองไทยจากข้างนอกเข้ามาอย่างถี่ยิบ นั่นเพราะคราวนี้พวกเขาไม่อาจ “คุมเกม” ได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว !!


กำลังโหลดความคิดเห็น...