xs
xsm
sm
md
lg

ส่องเค้กก้อนโตหลัง 24 มีนาฯ ทุกขลาภ “รัฐบาลผสม” ใครมาวินสุดท้ายก็ “อายุสั้น”

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

แม้คนจะออกมาเลือกตั้งมืดฟ้ามัวดิน แต่ด้วยระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำให้ไม่มีทางที่จะเป็น “รัฐบาลพรรคเดียว” ได้ เพราะจะไม่มีใครได้คะแนนถล่มทลายแบบที่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย เคยทำได้

อยู่ที่ว่า “รัฐบาลผสม” หนนี้ จะเป็นใคร “ยืนหนึ่ง” ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้พรรคเพื่อไทยยังมีคะแนนนิยมมากที่สุดอยู่ก็ตาม เพราะกติกาไม่เอื้อให้ ภาษีจึงเทไปที่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่พรั่งพร้อมด้วยอาวุธทุกด้าน โดยที่ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ลุ้นที่จะสอดแทรก โดยที่ทั้ง 2 พรรคอาจจะไม่ได้มีเก้าอี้ สงส.เป็นที่หนึ่งบนหัวตารางก็ตาม

การตั้งรัฐบาลจะเสร็จช้าหรือเร็ว ในกรณีที่พรรคเพื่อไทย รวมกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย รวมกันไม่ได้ถึง 376 เสียง ลำดับถัดไปก็ต้องดูที่การตกลงกัน ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะมีคะแนนมากกว่ากันในสนามเลือกตั้ง

ถ้าพรรคพลังประชารัฐ มีคะแนนเหนือกว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมจะเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น แต่ถ้าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่กุมเสียง ส.ส.เหนือกว่า การผสมพันธุ์ตั้งรัฐบาลอาจจะยากสักหน่อย และทอดยาวออกไปอีกสักระยะ

เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ “พี่มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่า ไม่สนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สืบทอดอำนาจ อีกทั้งยังเสนอชื่อ “เดอะมาร์ค” เป็นนายกฯเพียงชื่อเดียว

การที่มีคะแนนมากกว่าพรรคพลังประชารัฐ แล้วจะให้ “อภิสิทธิ์” ไปร่วมเพื่อสนับสนุน “บิ๊กตู่” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ กลับกันต้องยื่นเงื่อนไขด้วยซ้ำว่า พรรคพลังประชารัฐ ต้องสนับสนุน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ คำรบที่ 2

ดังนั้น การจะให้ “บิ๊กตู่” ได้เป็นนายกฯ กรณีพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนเหนือกว่า มีทางเดียวคือ ต้องเขี่ย “อภิสิทธิ์” ให้พ้นจุดที่มีอำนาจตัดสินใจในพรรค

รูปการณ์นี้คงมีทางเลือก 2 กรณีที่ “อภิสิทธิ์” จะหลุดจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ ทางหนึ่งคือ แม้พรรคประชาธิปัตย์ จะมีคะแนนเหนือกว่าพรรคพลังประชารัฐ แต่มีคะแนนต่ำร้อย ซึ่ง “อภิสิทธิ์” ได้ประกาศเอาไว้ว่าจะลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

กับอีกกรณีหนึ่งคือ ใช้มติพรรคประชาธิปัตย์ ลบล้างจุดยืนที่ประกาศไม่เอา “บิ๊กตู่” โดยอ้างความจำเป็น เช่น ไม่สามารถร่วมทำงานกับพรรคเพื่อไทยได้

แต่หากพรรคพลังประชารัฐ ชนะพรรคประชาธิปัตย์ ในสนามเลือกตั้งได้ การการจัดตั้งรัฐบาลจะใช้เวลาไม่นาน เพราะจะเหลือเงื่อนไขเดียวคือ ไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ให้เหมาะสมกับพรรคที่มีคะแนนเป็นต้นๆ ของ “พรรคร่วมรัฐบาล” ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ คงมีแล้วในใจว่าจะให้อะไรถึงจะคู่ควร และคนพรรคสีฟ้ายอมรับได้

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เหล่านี้แม้จะถูกมองว่า พร้อมจะไหลไปทุกขั้ว ยกเว้นพรรครวมพลังประชาชาติไทย ของ “สุเทพ” แต่ตามรายงานก่อนนี้ “ดีล” ทุกอย่างมันจบแล้วตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าให้สนับสนุน “บิ๊กตู่”

เหลือแค่แต่รอดูว่า พรรคพลังประชารัฐ จะได้คะแนนเท่าไร เพื่อหาจุดลงตัวในการร่วมรัฐบาล

หากการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น ควันหลงการโจมตี “บิ๊กตู่” ในเรื่องความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ในการจัดการเลือกตั้งคงยังมี แต่ไม่ถึงขนาดปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะอย่างน้อยก็เป็นผลเลือกตั้งที่มาจากมหาประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลออกมา

อาจจะมีคนยี้รัฐบาลชุดหน้า แต่จะไม่สามารถล้มได้ในเวลาอันรวดเร็ว นั่นเพราะรัฐบาลชุดดังกล่าว จะมีกองทัพ และกลไกต่างๆ คอยเกื้อหนุนค้ำชูให้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กอิสระ250ส.ว.ตลอดจนกติกาต่างๆ เพราะพวกเขาเป็นคนยกร่างกันมาเอง ทั้งเรื่องปฏิรูป และยุทธศาสตร์

ภายหลังการเลือกตั้ง เวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์คงอาจไม่ยาวนานนัก เพราะคนส่วนใหญ่ตั้งความหวังไว้กับรัฐบาลชุดหน้าเอาไว้มาก โดยเฉพาะเรื่องปากท้องที่ต้องการเห็นดีขึ้นกว่าที่ “รัฐบาลบิ๊กตู่” เคยทำ

เมื่อ “บิ๊กตู่” ขอโอกาส และได้รับเลือกให้เป็นอีกครั้ง คนจะตั้งหน้าตั้งตารอว่า จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่า ต้นทุนเรื่องนี้ไม่ได้

ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ และกัลยาณมิตรต่างๆ จะคอยจ้องจับผิดรายวัน เพราะความเข้มขลังของ “บิ๊กตู่”ไม่เหมือนกับตอนเป็น คสช.แล้ว และอยู่ในสถานะนักการเมืองที่ถูกด่าได้ โดยไม่ต้องกลัวภัยที่มองไม่เห็น
เรื่องการจับผิดประเด็นทุจริตจะเกิดขึ้นรายวัน รวมถึงเรื่องของการใช้อำนาจมิชอบ จะถูกขุด ถูกจุด ถูกรื้อ เพื่อหาข้อด่างพร้อย ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติของวงจรการเมือง

ซึ่งเรื่องจะหาได้ง่ายกว่าตอนเป็น “รัฐบาล คสช.” เพราะอย่าลืมว่า แม้ “บิ๊กตู่” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ แต่หลายอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่รัฐบาลทหาร แต่มาเป็นรัฐบาลของนักการเมือง ที่มักจะถอนทุนคืนหลังจากลงทุนลงแรงไปมากมายเพื่อเข้าสู่อำนาจ

โครงการรัฐต่างๆ จะถูกจับผิด และมีช่องให้หาทางเอาผิดได้มากขึ้น นักการเมืองซึ่งไม่ค่อยระมัดระวังตัวอาจพลาดท่าเสียทีฝ่ายค้านที่ง้างเท้ารออยู่แล้ว ซึ่งถ้าโจ่งแจ้ง ในขณะที่ปัญหาปากท้องประชาชนไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่สัญญาไว้ จะกลายเป็นการนับถอยหลังให้การเลือกตั้งอีกครั้งเกิดขึ้นได้เร็ว ทว่า นั่นไม่น่ากลัวเท่ากับความมีเสถียรภาพใน “รัฐบาลผสม” ชุดนี้

จุดอ่อนของ “รัฐบาลผสม” คือ พรรคร่วมรัฐบาลจะมีอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง ไม่เหมือนรัฐบาลผสมที่มีพรรคใหญ่เป็นแกนหลัก แล้วยิ่งครั้งนี้ถ้ามี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่เคยเป็นผู้ตามมาก่อน คลื่นใต้น้ำในรัฐบาลจะค่อนข้างสูง

รวมไปถึงเอกสิทธิ์ ส.ส.ที่เข้มขลัง โหวตได้อย่างฟรีสไตล์ ส่อแววมีฉายหนัง “กองทัพงูเห่า” อีกรอบ

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่ซีเรียสกับเรื่องทุจริต ถ้ามีรัฐมนตรีคนใดในรัฐบาลทำเรื่องฉาวโฉ่ ไม่ต้องรอให้ฝ่ายค้านมาเปิดโปง แต่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพวกเขาที่พร้อมจะทำหน้าที่ตรงนั้น

ย้อนกลับไปสมัยเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีพรรคร่วมรัฐบาลคนสำคัญอย่าง “ภูมิใจไทย” ที่ครองกระทรวงเกรดเอมากมาย ก็มี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ นี่แหละที่ทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง ด่ากันไปกันมารายวัน ไม่ได้ดูสามัคคีกัน เพราะต้องจำใจร่วมเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล

มาในยุคนี้ ยิ่งถ้ารัฐมนตรีที่ทุจริตเป็นคนของพลังประชารัฐ แล้ว “บิ๊กตู่” ไม่ทำอะไร เพราะเกรงใจ หรือรักษาน้ำใจกัน พรรคประชาธิปัตย์ ก็พร้อมจะสร้างแรงกระเพื่อมจนเกิดประเด็นกดดัน

เพราะโดยธรรมชาติ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ไม่ถนัดตามใคร หรือถ้าตามก็พร้อมจะรอผู้นำพลาดเพื่อขึ้นเสียบแทน ดังจะเห็นตำนาน “งูเห่า” ในอดีตมาแล้ว

ขณะที่เรื่องม็อบน่าจะก่อติดยากในยุคนี้ เราะประชาชนเบื่อหน่ายเต็มทีไม่ว่าสีไหน น่าจะเป็นความเคลื่อนไหวของเครือข่ายต่างๆ มากกว่าที่จะเกิดขึ้น ไม่ถึงจุดที่จะสร้างการนองเลือดได้ ยกเว้น “รัฐบาลผสม” ชุดนี้กระทำการทุจริตแบบไม่มียางอาย เรื่อยไปถึงไม่สามารถทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้ หนำซ้ำยังทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ตรงนั้นไม่แน่

เรื่องนโยบายก็สำคัญ สิ่งที่พรรคพลังประชารัฐ คิด หรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ คิด อาจจะ “ติดตอ” บ่อย เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคงไม่ปล่อยให้ทำอะไรตามใจเฉิบ ในฐานะที่มีพวกเขาร่วมรัฐบาลอยู่ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมทั้งหลายที่พรรคพลังประชารัฐ ที่มี “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นขงเบ้งด้านนี้คิดค้น กว่าจะเริ่มดำเนินการหรือตัดสินใจได้คงเลือดตาแทบกระเด็น

การตัดสินอื่นๆ ในรัฐบาล ไม่ว่าจะดำเนินการอะไร ก็คงไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ที่ “บิ๊กตู่” เหมือนแต่ก่อน เพราะวันนี้มีพรรคประชาธิปัตย์ คอยคานอำนาจในคะแนนที่จ่อคอต่อรองได้

ดังนั้น การได้พรรคประชาธิปัตย์ มา แม้จะมีความแข็งแกร่งเรื่องจำนวนเสียงในรัฐบาล และสภา แต่สุดท้ายอาจกลายเป็น “ทุกขลาภ” ของ “บิ๊กตู่” ในอนาคต

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ที่โอกาสมีริบหรี่ในการจัดตั้งรัฐบาล แม้พวกเขาจะมี ส.ส.จำนวนมากสุด แต่ก็เต็มลิมิตอยูที่ 250 คนตามเขตที่ส่งผู้สมัคร ซึ่งในทางปฏิบัติคงยากที่เหมาหมด การไปผสมกับพรรคอื่นที่เหลือไม่ว่าจะเป็นพรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ก็น่าจะสู้กับอีกขั้วหนึ่งยาก

ยกเว้นพรรคแนวร่วมเหล่านี้ได้ ส.ส.กันถล่มทลายแตะไปถึง300คน ตรงนี้ถึงจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ จนพาพรรคเพื่อไทยกลับสู่การเป็นรัฐบาล

แต่ก็คงเป็นรัฐบาลที่อายุสั้น เพราะ“ท็อปบูต” ไม่ได้ปรารถนาให้พวกเขานำจากกติกาที่วางเอาไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องก่อม็อบออกมาขับไล่เหมือนตอนรัฐบาล “คุณหนูปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ลำพังกลไกที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.องค์กรอิสระ กรอบการปฏิรูป กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ก็แทบจะหาเรื่องมาฟาดฟันคอพรรคเพื่อไทยได้เต็มไปหมด โดยไม่ต้องใช้วิธีแบบเก่า

ส่วนประตู “รัฐประหาร” แม้ไม่ปิด แต่คงไม่ถูกใช้ เพราะกลไกที่เป็นหลุมพรางยังเพียงพอ การจะไปจุดนั้นได้คือ รบราฆ่าฟันกันกลางเมืองอีกรอบ ซึ่งเป็นม็อบที่เกิดจากอีกขั้ว ไม่ใช่ขั้วพลังประชารัฐ ทำให้ทหารต้องแอ่นแอ๊นมาช่วยหรือรีเซ็ตใหม่.


กำลังโหลดความคิดเห็น...