xs
xsm
sm
md
lg

คอเหล้าเบียร์ยิ้ม! อนาคตใหม่ ดันแก้ กม.ให้รายย่อยผลิตได้ หวังสานภูมิปัญญา สร้างพืช ศก.ใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ทิม พิธา” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อนาคตใหม่ ชูนโยบายเกษตร ปลดล็อกอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ ดันภูมิปัญญาท้องถิ่น หนุนแก้กฎหมายสรรพสามิตเปิดช่องรายเล็ก ชี้แก้ราคาสินค้าตกต่ำได้ ดึงรสชาติใหม่ เกิดพืชเศรษฐกิจใหม่ป้อนโรงงาน ชาวไร่แปรรูปทำเองได้ เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว

วานนี้ (21 มี.ค.) เครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก @timpitaofficial ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้เปิดเผยนโยบายทางการเกษตรในหัวข้อ ยกระดับรายได้เกษตรกร ด้วยการปลดล็อกอุตสาหกรรมแอลกอฮอลล์เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรท้องถิ่น พร้อมระบุว่า ตนเห็นว่า การปลดล็อกอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ จะเป็นหนึ่งในวิธีการยกระดับรายได้เกษตรกร ปัจจุบันการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อขายถูกล็อกด้วยกฎหมาย เช่น การผลิตเบียร์บังคับให้ผู้ผลิตต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทขึ้นไป และต้องผลิตให้ได้ 10 ล้านลิตรปี หรือการผลิตเหล้าชุมชนต้องใช้เครื่องจักรไม่เกิน 5 แรงม้า หรือต้องมีคนงานไม่เกิน 7 คน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้เกิดผู้ประกอบการรายเล็ก และการขยายกิจการทำไม่ได้ ส่งผลให้ตลาดเหล้าเบียร์ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่กลุ่ม

“ผมเห็นศักยภาพของภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ที่นำพืชผลในท้องถิ่นหรือนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่ต่างจาก ไวน์สับปะรด (โอกินาว่า โมเดล) เบียร์ข้าวโพด (Chicha จากข้าวโพดชื่อดังของเปรู) รัม (อ้อยของแคริบเบียนและคิวบา) และ สาเก (คงไม่ต้องอธิบายเพิ่ม ทุกท่านคงทราบว่าคนญี่ปุ่นรักข้าวเขามากแค่ไหน) สำหรับไทย เรามีสาโท อุ กระแช่ หรือ ไวน์พื้นบ้าน ซึ่งการแช่แข็งภูมิปัญหาท้องถิ่นและกดศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล” นายพิธา ระบุ

นายพิธา ระบุว่า เราจึงจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.สรรพสามิต และยกเลิกกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดผู้ประกอบการรายเล็กในอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการเกษตร คือ 1.แก้ไขราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะบรรดาพืชเศรษฐกิจทั้งหลายสามารถนำมาแปรรูปเป็นเหล้าเบียร์รสชาติต่างๆ เช่น นอกจากเบียร์ข้าวโพด หรือไวน์สับปะรด ที่ได้พูดไปแล้ว ที่สมุย เชียงใหม่ นครปฐม มีคนทำแอลกอฮอลล์ท้องถิ่นที่มีเสน่ห์ จากข้าวเหนียว อ้อย มัน เกสรดอกมะพร้าว​ส่งออกแล้วเป็นต้น 2.เกิดพืชเศรษฐกิจใหม่ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมนี้ เช่น ปลูกลูกหว้าเพื่อทำไวน์ หรือปลูกสมุนไพรต่างๆ เพื่อเป็นส่วนประกอบของเบียร์ 3.ผันเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการรายย่อยนำผลผลิตของตัวเองมาแปรรูปเพื่อเพิ่มรายได้ 4.เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะการผลิตเหล้าเบียร์ในแต่ละพื้นที่ต่างมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตัวเอง ทั้งการผลิตที่แตกต่าง การดื่มกินกับอาหารที่เข้ากัน หรือประเพณีการใช้เหล้าในพิธีกรรมท้องถิ่น เหล่านี้ต่างเป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยว

“ด้วยเหตุนี้ขอเพียงเราปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย พร้อมเติมความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตก็จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรพร้อมสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ และประชาชนก็จะมีตัวเลือกในการบริโภคมากขึ้น” นายพิธา ระบุ


กำลังโหลดความคิดเห็น...