xs
xsm
sm
md
lg

"มาร์ค" ลั่นคอรัปชั่นไม่ใช่วาทกรรม ภัยร้ายประเทศ พร้อมชู 5 นโยบายปราบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หน.ปชป. ย้ำ คอรัปชั่นไม่ใช่วาทกรรมภัยร้ายประเทศ เปิด 5 นโยบายปราบโกง วางระบบGovTechคุมประมูลงาน ปลุกรุ่นใหม่”โตไปไม่ยอมให้ใครโกง” แก้กม.ตัดช่องจนท.หากิน ปปช.ชี้มูลคดีใน6 ด. ผู้ตรวจกระทรวงฯสอบโกงคานอำนาจรมต. รื้อสิทธิการเมืองบินหรู



วันนี้ (17 มีนาคม) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแถลงนโยบายปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า จากที่พรรคได้ชูนโยบาย “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต “ เพราะเราไม่ต้องการให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วคอร์รัปชั่น จนนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้ง ซึ่งจากที่ตนได้ประชันวิสัยทัศน์กับหลายพรรคการเมืองรู้สึกเป็นห่วงว่ามีการพูดถึงปัญหาทุจริตน้อยมาก และบางพรรคยังพยายามกล่าวว่า เรื่องคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องวาทกรรม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมี 3 รูปแบบ คือ ปล้นประเทศ ปล้นประชาชน และวางแผนกลับมาปล้นโดยใช้นโยบายเป็นตัวเดินเรื่องให้เอื้อประโยชน์กับพวกพ้องตนเอง ดังนั้นนโยบายการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นต้องควบคุม 3 ปัญหานี้ให้ได้ โดยพรรคจะใช้เครื่องมือ 5 ตัว คือ 1. การนำเทคโนโลยีมาใช้ คือ มีแอพพลิเคชั่นแจ้งปราบโกง ที่ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการโกงทุกระดับได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เพื่อเป็นช่องทางให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับทราบเบาะแส และไปดำเนินการ ไม่ต้องรอให้มาร้องเรียนอย่างเป็นทางการที่ยุ่งยาก ซับซ้อน นอกจากนี้จะใช้ระบบ GovTech คุมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอน ทำให้กรอบการประมูลของรัฐมีความโปร่งใส รวมถึงเปิดเผยราคากลาง และวิธีการเสียภาษีที่ดินออนไลน์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า 2. การเอาคนในสังคมทุกภาคส่วนมามีส่วนร่วม โดยจัดหลักสูตร “โตไปไม่ยอมให้ใครโกง” โดยสนับสนุนให้มีองค์กรพิทักษ์ความโปร่งใส เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักว่าตนเองเป็นเจ้าของประเทศ และลดแนวความคิดเรื่อง “ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา” หากประชาชนชี้เป้าโกงก็จะได้รับรางวัลและการคุ้มครอง เพื่อจูงใจให้คนพร้อมที่จะเอาข้อมูลมาให้รัฐ การทำระบบสัญญาคุณธรรมโดยให้ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบในโครงการขนาดใหญ่ และการใช้สื่อเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบร่วมกับงานวิจัยต่างๆ

3. การจัดให้มีกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ โดยจะมีการสังคายนากฎหมายที่ล้าสมัย ที่ให้อำนาจดุลพินิจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดการทุจริต โดยจะยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น เชื่อว่าจะมีกฎหมายหายไปได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และจากนี้ไปการออกกฎหมายอะไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเปิดโอกาสให้มีการสร้างทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นหลัก

“จะเห็นว่ารัฐบาลนี้เริ่มต้นสังคายนากฎหมายเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ขณะที่ยังไม่มีผลงานออกมา สนช.กลับออกกฎหมายใหม่กว่า 200 ฉบับ ที่มีแต่เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเราจะต้องเข้าไปสังคายนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และจำเป็นต้องออกกฎหมายมาอีกฉบับที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะ เนื่องจากรูปแบบการทุจริตได้พัฒนาไปมาก ซึ่งต้องอาศัยคำนิยามและการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตที่มีความหลากหลาย นอกจากนี้จะมีการสนับสนุนให้มีหน่วยงานตรวจสอบงบประมาณที่ไม่อยู่ในฝ่ายบริหาร มีความเป็นอิสระในการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และปลอดการทุจริตมากขึ้น”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 4. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น วันนี้ต้องยกเครื่องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีปัญหาเรื่องการสืบสวนสอบสวน ความล่าช้าในการตัดสินชี้มูลคดี รวมถึงคำวินิจฉัยที่มีข้อกังขามากมายว่า มีการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งป.ป.ช.จะต้องทำงานมากขึ้น ภายใน 6 เดือนต้องมีการชี้มูลได้ โดยให้ใส่ใจแต่คดีทุจริตขนาดใหญ่ ส่วนคดีเล็กๆให้หน่วยงานอื่นทำ เพราะการเอาตัวใหญ่มาลงโทษจะเป็นปรามทุจริตได้ดีที่สุด และจะต้องมีการยกคำร้องที่เปิดเผยและตรวจสอบถ่วงดุลรายละเอียดได้มากที่สุด

“แต่การจะยกเครื่องป.ป.ช. บางประเด็นต้องเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญด้วย เช่น การจะโต้แย้งต้องยื่นผ่านประธานรัฐสภาเท่านั้น โดยประธานรัฐสภามีสิทธิ์ส่ง หรือ ไม่ส่งเรื่องต่อไปยังศาล และตัวประธานรัฐสภาส่วนใหญ่ก็มาจากพรรครัฐบาล ซึ่งเรื่องที่ถูกร้องให้สอบก็เป็นเรื่องที่มาจากรัฐบาลทั้งสิ้น เราจะปล่อยให้กลไกตรวจสอบไปขึ้นอยู่กับคนฝ่ายรัฐบาลได้อย่างไร นอกจากนี้ถึงเวลาที่ต้องเพิ่มอำนาจให้กับผู้ตรวจราชการประจำกระทรวง ให้มีอำนาจตรวจสอบเฉพาะเรื่องการทุจริตภายในกระทรวงโดยเฉพาะ โดยการบังคับใช้กฎหมายต้องมีความเข้มข้น เพราะที่ผ่านมาหลายเรื่องที่พบว่าทุจริตแต่กลับจบลงด้วยการโยกย้ายข้าราชการ ไม่ใช่การลงโทษ ”

และ 5. การออกแบบระบบในการบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งการกระจายอำนาจการปกครองจะมีส่วนช่วยในการลดการทุจริต ยิ่งรวมศูนย์อำนาจมากเท่าไหร่ ยิ่งตรวจสอบได้ยาก โดยพรรคจะออกกฎหมายเกี่ยวกับวิธีการบริหารงานท้องถิ่นโดยเฉพาะ กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วม การใช้งบต่างๆ รวมถึงต้องมีการปฏิรูปตำรวจอย่างจริงจัง เช่นให้งานสอบสวนมีความเป็นอิสระ แต่ถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ประชาชนจะไม่ถูกเจ้าพนักงานใช้อำนาจในทางไม่ชอบ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทั้ง2ข้อนี้ยังไม่เพียงพอที่จะปราบปรามการทุจริตได้ ดังนั้นความรับผิดชอบทางการเมืองจะต้องสูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย ที่ผ่านมาเกือบทุกรัฐบาลปราบโกงเฉพาะฝ่ายตรงข้าม แต่ตัววัดว่าใครจริงจังกับการปราบปรามทุจริต คือ ถ้าเกิดขึ้นกับรัฐบาลตัวเอง พรรคพวกตนเองแล้วจะมีมาตรการอย่างไร อย่างน้อยที่สุดคนของพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าไปอยู่ในรัฐบาล ทุกคนต้องมีมาตรฐานสูงกว่าที่กำหนด โดยจะให้เปิดข้อมูลคนของพรรค และครอบครัว พี่น้อง ที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า การรับเหมางานที่เกิดขึ้น เพราะมีเส้นสายหรือเกี่ยวพันอย่างไรหรือไม่ การใช้สิทธิ์เดินทางตั๋วเครื่องบินของส.ส.ต้องมีรายงานรายละเอียดการเดินทาง การเปิดเผยใช้งบรับรองของรัฐมนตรี หรือ สิทธิ์ในการนั่งเครื่องบินระดับเฟิร์สคลาสยังคงจำเป็นอยู่หรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าไม่จำเป็น

“สิ่งเหล่านี้จะต้องเปิดเผยทั้งการใช้สิทธิ์ต่างๆของนักการเมือง โดยต้องมีการรายงานให้พรรคทราบและตรวจสอบได้ เพราะตนถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และอยากเห็นพรรคการเมืองทุกพรรคให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่อีกไม่กี่วันจะมีการเลือกตั้งแล้วผมกลับได้ยินแต่ว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นแค่วาทกรรม ขอยืนยันว่าไม่เป็นวาทกรรมแน่นอน แต่ยังเป็นภัยร้าย ถ้าประชาธิปไตยไม่สุจริต บ้านเมืองจะวนอยู่ในวงจรอุบาทว์ หมดเวลาเกรงใจแล้วครับ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่จะให้ผู้ตรวจราชการมีอำนาจตรวจสอบการทุจริตภายในกระทรวง จะทำได้จริงแค่ไหน เพราะถ้าพบว่าปลัดกระทรวงนั้นๆเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะทำอย่างไร ขณะที่ปลัดกระทรวงสามารถให้คุณให้โทษผู้ตรวจราชการ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นงานในหน้าที่ที่ผู้ตรวจราชการต้องทำ ขณะเดียวกันจะต้องมีระบบคุ้มครองการทำหน้าที่ของผู้ตรวจราชการโดยผู้ที่มีอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าปลัดกระทรวง อาทิ รัฐมนตรีประจำกระทรวง เพราะต้องมีระบบการคานอำนาจกัน แม้มันไม่มีสูตรสำเร็จว่าใครจะคานอำนาจใครได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ปัจจุบันยังไม่มีการใช้กระบวนการของการมีคนภายในกระทรวงตรวจสอบการเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน และถ้าผู้ตรวจราชการตรวจพบว่ารัฐมนตรีหรือคนของรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับการทุจริต เขาสามารถไปยื่นเรื่องถึงหน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจตรวจสอบ อาทิ ป.ป.ช. หรือส่งเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีก็ได้

ต่อข้อถามถึงการยกเครื่องปรับปรุงป.ป.ช. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราจะปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งทำได้ง่ายกว่าแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อแก้ไขพ.ร.ป.นี้แล้ว เราจึงจะไปพิจารณาว่าควรจะเปลี่ยนแปลงกรรมการป.ป.ช.อย่างไร เพราะที่มาของป.ป.ช.ชุดปัจจุบันเข้ามาในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ










กำลังโหลดความคิดเห็น...