xs
xsm
sm
md
lg

ปชป.ชี้แนวคิดอันตรายคนดีบริหารไม่สน ปชต.-ปชต.บังหน้าอ้างโกงแค่วาทกรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ปชป.งัดกลยุทธ์ชูปราบโกง ตัดวงจรอุบาทว์ ยก จม.ฉบับที่ 7 ของเพลโต ชี้ ระบบที่ไร้การตรวจสอบ แก้ทุจริตไม่ได้ ชี้สองแนวคิดสุดอันตราย เอาคนดีบริหารไม่สน ปชต.-เอา ปชต.บังหน้าอ้างโกงแค่วาทกรรม ย้ำสร้างธรรมาภิบาล ปชต.

วันนี้ (10 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความพยายามชูประเด็นการสุจริตและต่อต้านปัญหาคอร์รัปชันเป็นจุดขาย โดยนายอภิสิทธิ์ ได้เขียนบทความ เรื่องระบอบประชาธิปไตยและการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบในคอลัมน์วันอาทิตย์ชวนคิดกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โพสต์ในเฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva โดยระบุไว้ในตอนหนึ่งว่า หลักการสำคัญที่จะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันคือผู้นำการเมืองที่มีความซื่อสัตย์ และเป็นแบบอย่างที่ดีสร้างความมั่นใจได้ว่าจะเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาการทุจริต ที่สำคัญคือต้องตรวจสอบได้ ซึ่งเรื่องนี้พิสูจน์แล้วว่าคนที่เข้ามามีอำนาจจากการปฏิวัติรัฐประหาร แม้ว่าจะเป็นคนดี หรือเริ่มต้นดูเหมือนจะเป็นคนดี สุดท้ายไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ร้ายสุดคนเหล่านั้นอาจเสื่อมเสียเอง ทำให้ปัญหาการทุจริตอาจจะไม่ได้ลดลงเลย

นายอภิสิทธิ์ ยังแนะนำให้มองปัญหาคอร์รัปชันในเชิงระบบ เหมือนกับเพลโตในจดหมายฉบับที่ 7 ที่ยอมรับว่า ความพยายามของเพลโตที่จะไปให้คำปรึกษากับทรราชซึ่งอยู่ในระบบที่ไม่มีการตรวจสอบ โดยหวังจะให้ทำในสิ่งดีๆ ใช้อำนาจได้ตามใจชอบ สุดท้ายยากหรือเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จ จึงต้องสร้างหลักนิติธรรม หรือระบบกฎหมายขึ้นมาเป็นตัวควบคุม ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดตั้งแต่ต้นว่าระบบการปกครองที่ดีควรเป็นอย่างไร นอกจากนี้ แม้ว่าระบบประชาธิปไตยจะมีหลักประกันที่ดีกว่าระบบเผด็จการในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่ระบบประชาธิปไตย ต้องไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกตั้งกับเสียงข้างมากอย่างที่กลุ่มพรรคการเมืองในระบบเสรีประชาธิปไตยพยายามพูด เพราะเมื่อเข้าบริหารประเทศ มีลักษณะอำนาจนิยม จนกระทั่งระบบถ่วงดุล และระบบกฎหมายถูกทำลาย ทำให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันย้อนกลับมาอีก

อดีตนายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า นอกจากการสร้างระบบปกครองที่ดี เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว ผู้มีอำนาจต้องสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบทางการเมืองให้สูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย เมื่อเกิดการถูกกล่าวหาขึ้นแล้ว ต้องมีการแสดงให้เห็นว่ามาตรฐานของนักการเมืองจะต้องสูงกว่าเมื่อเทียบกับกรณีของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่ในประเทศไทยเกือบทุกรัฐบาลพูดอย่างเดียวว่า ให้ว่าไปตามกฎหมาย สิ่งที่ตามมาคือใช้เวลานานและยืดเยื้อ ซึ่งบางทีสังคมก็ตัดสินไปเรียบร้อยแล้วว่าเรื่องนี้โกงแน่นอน เพราะเกิดขึ้นบ่อยครั้งเข้า คนก็เสื่อมศรัทธาในตัวระบบ และโยงไปถึงรัฐบาลทั้งหมด เพราะมองว่าใครมีอำนาจทำอะไรก็ไม่ผิด สอบเท่าไหร่ก็ไม่ผิด แต่เมื่อถูกตัดสินว่าผิดในภายหลัง ก็มากล่าวหาว่ากระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ดีที่สุด คือ ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ตรวจสอบได้ และผู้นำต้องซื่อสัตย์สุจริตเอาจริงเอาจัง กับการแก้ไขปัญหานี้

“การสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลจะช่วยป้องกันรัฐประหารได้ แต่ในขณะนี้มีวาทกรรมที่ผิดทั้งสองด้าน คือ ประชาธิปไตยโกงกินกันเยอะเอาคนดีเข้ามาไม่ต้องไปสนใจประชาธิปไตยแล้วจะแก้โกงได้ ซึ่งไม่จริง เพราะเป็นระบบที่ไม่มีการถ่วงดุล คนดีก็จะเสียคนได้ ถ้าไม่ดีอยู่แล้วยิ่งไปกันใหญ่ การมีการถ่วงดุลจึงเป็นระบบที่ดีกว่า และวาทกรรมที่สองที่อันตรายพอกัน คือ การปฏิเสธว่าที่ผ่านมาคอร์รัปชันเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อกวาดล้างทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะมีการทุจริตคอร์รัปชันจริงและประเทศชาติก็เสียหายเยอะ เพียงเพราะคนเหล่านี้ไม่ชอบการรัฐประหาร จึงพยายามหลับหูหลับตาว่าการทุจริตไม่มีจริง”

ดังนั้น ตนจึงขอยืนยันว่าจะรักษาประชาธิปไตย ต้องทำให้เกิดธรรมาภิบาล ยอมรับการตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูล รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง และขอย้ำว่าประชาธิปัตย์ไม่ได้มอง และไม่ได้สนับสนุนว่าการรัฐประหารเป็นวิธีการในการแก้ปัญหา แต่ประชาธิปัตย์พยายามเตือนพรรคการเมืองด้วยการว่านักการเมืองที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย ต้องรู้จักวิธีในการที่จะรักษาประชาธิปไตยด้วยการไม่เอาอำนาจนั้นไปใช้ในทางที่ผิดด้วย


กำลังโหลดความคิดเห็น...