xs
xsm
sm
md
lg

ทษช.ไม่สำนึก!! เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการยุบพรรคทษช. เป็นการพิสูจน์ว่า "เครือข่ายทักษิณ" หวังผลให้สังคมไทยแตกแยก **เบื้องหลัง“ณพ -คุณหญิงกอแก้ว”เบี้ยวรับทราบข้อกล่าวหา เพราะได้กุนซือมือกฎหมายระดับ"บิ๊ก" ในรัฐบาลกดดันตำรวจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: นกหวีด


ข่าวปนคน คนปนข่าว


** ทษช.ไม่สำนึก!! เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบด้วยการยุบพรรคทษช. เป็นการพิสูจน์ว่า "เครือข่ายทักษิณ" หวังผลให้ความขัดแย้งในสังคม ยังดำรงคงอยู่ต่อไป ต้องการให้สังคมไทยแตกแยก เป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีวันสงบสุข...

ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีมติเป็น"เอกฉันท์" สั่งยุบพรรค"ไทยรักษาชาติ" และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี จากการเสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี ในบัญชีของพรรค เพื่อแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่น ...

ย้อนไปเมื่อเช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่พรรคไทยรักษาชาติ เสนอชื่อ "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" นั้น คนไทยทั้งประเทศก็รู้สึก "ช็อก" อึดอัด อึมครึม วิตกกังวล มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา จนกระทั่งช่วงค่ำ เมื่อมี "พระราชโองการ" ออกมา ความวิตกกังวลทั้งหลายจึงได้ผ่อนคลาย หายไป ...และมีเสียงเรียกร้องให้ พรรคไทยรักษาชาติ ยุติบทบาทตัวเอง ถอนตัวออกจากสนามเลือกตั้ง เพื่อแสดงออกถึงการน้อมรับพระราชโองการใส่เกล้าใส่กระหม่อม และเพื่อการตัดจบปัญหาความขัดแย้งในสังคม ที่จะเกิดตามมา เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ...
ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช และกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ
แต่แล้ว กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ที่มี "ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช" เป็นหัวหน้าพรรค กลับ"ไม่สำนึก" ในความผิดพลาดที่ได้กระทำไป ไม่ได้น้อมรับพระราชโองการใส่เกล้าใส่กระหม่อม อย่างที่ปากพูด ยังคงออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว "สู้ต่อ" โดยให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค เดินหน้าหาเสียงต่อไป ...และเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หยิบเรื่องนี้มาพิจารณา และมีมติให้ยุบพรรค แล้วส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาชี้ขาด ...ถึงขั้นนี้แล้ว หากพรรคไทยรักษาชาติ รู้สึกสำนึกตัว "ประกาศยุติบทบาท" เพื่อดับไฟแห่งความแตกแยกนี้เสียแต่แรก ก็ยังไม่สาย ...อุปมาไปแล้วก็เหมือนกับคนที่เป็น "ซีอีโอ" เมื่อมีเรื่องที่ไม่ดีไม่งามจากการกระทำของตนเองเกิดขึ้นในบริษัท ก็ต้องลาออกไป ถ้าเป็นข้าราชการ ก็ต้องให้ออกจากตำแหน่ง ...

แต่คนกลุ่มนี้ก็ "ไม่สำนึก" ยังคงดึงดัน ส่งทีมกฎหมายไปยื่นคำร้องคัดค้านการพิจารณาของกกต. ว่าเป็นการ "รวบรัด เลือกปฏิบัติ" เร่งพิจารณาโดยไม่มีการเรียกไต่สวน เพื่อให้ฝ่ายตนเองได้ชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา พร้อมกับส่ง"นักร้อง" อย่าง "เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" ไปร้องเรียนต่อองค์กรต่างๆ ทั้ง กกต. ทศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลปกครอง เพื่อก่อกระแส โหมกระพือให้เป็นข่าว ... ขณะที่เวทีปราศรัยหาเสียงของพรรค ก็ตอกย้ำถึงเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เท่ากับยิ่งปลุกเร้าให้เกิดความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกคนในสังคมหนักข้อขึ้นไปอีก ...

กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ยุบพรรคแล้ว "ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช" ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ยังไม่สำนึก ...ลองฟังคำพูดที่เขาให้สัมภาษณ์ หลังถูกยุบพรรคดูก็ได้...

" ผมขอขอบคุณผู้สมัคร และพี่น้องประชาชนที่เดินเคียงข้างกันมาตลอด ถึงแม้ว่ามันจะไปไม่ถึงสิ่งที่เราปรารถนา แต่ผมก็ขอขอบคุณทุกๆ คน ปัญหาบ้านเมืองมีมาก คนที่อยู่ก็ต้องทำงานกันต่อไป สำหรับผมและกรรมการบริหารพรรค ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะอะไรก็ตาม เราจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เราทุกคนปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ไม่มีใครคิดร้าย ผมอยากให้พวกเราทุกๆ คน ทำหน้าที่ของตนเอง แม้ว่ากรรมการบริหารพรรค จะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ผมเชื่อว่า ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง สามารถทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งก็ตาม ในฐานะคนไทย ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณมากๆ สำหรับกำลังใจ เราคงได้พบกันใหม่ เมื่อมีโอกาส " ...ขณะที่กองเชียร์ อย่าง นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือ "ฟอร์ด เส้นทางสีแดง" ที่ได้นำกลุ่มประชาชนมาฟังคำตัดสินของศาล ก็ปลุกเร้าว่า ประชาชนจะสู้ต่อ ไม่ยอมแพ้ ไปเลือกฝ่ายประชาธิปไตย พร้อมชูมือ ตะโกนว่า " 24 มีนาฯ จับปากกาฆ่าเผด็จการ" ... ส่วนเพจเฟซบุ๊ก "ณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจ" ที่มักรายงานความเคลื่อนไหวของ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้โพสต์ข้อความว่า "เก็บความรู้สึกไว้ครับ วันที่ 24 มีนาคม ร่วมกัน กาพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคสามัญชน ให้ถล่มทลาย" ...
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ขณะที่พรรค"อนาคตใหม่" ของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ก็ได้ออกแถลการณ์ ถึงเรื่องยุบพรรคในครั้งนี้ ว่า ... พรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมือง อันสำคัญยิ่ง ในระบอบประชาธิปไตย การยุบพรรคฯจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ มีเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ...แต่ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการยุบพรรคการเมือง ซึ่งครองเสียงข้างมากมาแล้ว 2 ครั้ง ...การยุบพรรคครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ด้วย เป็นการทำลายเจตจำนงของประชาชน ที่ต้องการเลือกพรรคการเมืองที่ถูกยุบ และอาจทำให้ประชาชนเสียความเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างเสรี และเป็นธรรม โดยเฉพาะ หากพรรคที่ถูกยุบ เป็นพรรคที่มีจุดยืนต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ...ขบวนการ"ตุลาการภิวัตน์" หรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ได้ช่วยให้ความขัดแย้งลดลง แต่กลับทำให้ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจถูกตั้งคำถาม จนกลายเป็นว่า ฝ่ายหนึ่ง ก็มองว่ารัฐบาลเสียงข้างมาก ใช้อำนาจโดยมิชอบ อีกฝ่ายหนึ่ง ก็มองว่า องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระต้องการทำลายฝ่ายเสียงข้างมาก จนนำมาซึ่งการแตกขั้วทางการเมือง...ถึงเวลาแล้วที่เราต้องแก้ไขรธน. เพื่อออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ ให้ได้ดุลยภาพ เคารพเสียงข้างมาก พร้อมกับคุ้มครองเสียงข้างน้อย สร้างระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ องค์กรตุลาการ และองค์กรอิสระที่ได้มาตรฐานแบบประชาธิปไตยสากล และสามารถควบคุมมิให้เสียงข้างมากใช้อำนาจโดยมิชอบได้ โดยไม่ต้องตกเป็น"เครื่องมือ" ในการกวาดล้างทางการเมือง... ดังนั้น วันที่ 24 มีนาฯ ประชาชนต้องออกมา"จับปากกา ฆ่าเผด็จการ" ยุติวงจรรัฐประหาร เปิดฉากการเมืองแบบใหม่ ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน... เป็นการออกแถลงการณ์ที่บ่งบอกได้ว่า คนกลุ่มนี้ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่สนใจกับ "ข้อเท็จจริง" ที่เกิดขึ้น... ซึ่งเดินไปในร่องเดียวกับระบอบทักษิณ

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ตั้งแต่เริ่มต้นจนมาจบด้วยการ ยุบพรรค เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า "เครือข่ายทักษิณ" หวังผลให้ "ความขัดแย้งในสังคม" ยังดำรงอยู่ต่อไป ต้องการให้สังคมไทยแตกแยก เป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีความสงบสุข เพื่อกลุ่มตัวเองได้ตักตวงผลประโยชน์จากความแตกแยกนี้ โดยไม่ใส่ใจต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุถึงพฤติกรรมของกลุ่มคนเหล่านี้ว่า ...

"การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ เป็นการนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์ มาเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง ซึ่งทำให้วิญญูชน คนทั่วไปรู้สึกได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องถูกนำมาใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองอย่างแยบยล ให้ปรากฏผลเหมือนฝักใฝ่ทางการเมือง และมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานสำคัญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียฐานะที่ต้องอยู่เหนือการเมือง และเป็นกลางทางการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นของการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทราม เป็นเหตุให้เข้าข่ายเป็นการกระทำเป็น ปฏิปักษ์ ต่อการปกครอง ตามมาตรา 92 พ.ร.ป.พรรคการเมือง" ...

**เบื้องหลัง“ณพ -คุณหญิงกอแก้ว”เบี้ยวรับทราบข้อกล่าวหา คดีศึกสายเลือด“ณรงค์เดช”ปลอมลายเซ็นพ่อ เพราะได้กุนซือเป็นมือกฎหมายระดับ"บิ๊ก" ในรัฐบาลกดดันตำรวจ
 เกษม ณรงค์เดช - คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา
“ณพ ณรงค์เดช”และ แม่ยาย “คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา”เบี้ยวนัดตำรวจอีกครั้งไม่มาตามหมายเรียก คดีปลอมลายเซ็นต์ผู้เป็นพ่อ “เกษม ณรงค์เดช”ในศึกสายเลือดณรงด์เดช ขณะที่ตำรวจปิดปากเงียบ ไม่แสดงความเห็น ... ตามหมายเรียก เมื่อวานนี้ (7 มี.ค.) ทั้งคู่จะต้องมาที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มาเป็นครั้งที่สอง เหมือนที่ถูกออกหมายเรียกครั้งแรก เมื่อปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมา... แว่วว่าทั้ง ณพ และ คุณหญิง กอแก้ว มีกุนซือดีคอยให้คำแนะนำ พร้อมกับเดินเกมกดดันตำรวจ คนๆ นี้มีตำแหน่งหน้าที่ระดับ "บิ๊ก" ในคณะ"รัฐบาลลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายชนิดหาตัวจับยาก ในระดับประเทศ .. มือกฎหมายคนนี้ "รับใช้" มาหลายรัฐบาล ผู้มีอำนาจคนไหนต้องการอะไร เขาบริการได้หมดนะจ๊ะ จะคนนอก คนใน เขาจัดให้ทุกช่องทาง...

โดยส่วนตัว "บิ๊กคนนี้" มีความสนิทสนมแนบแน่นกับ คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา ภรรยาของพลตำรวจเอก พจน์ บุณยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ มานานแล้ว รวมถึงสามีผู้ล่วงลับ ด้วยความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงที่จะแผ่บารมีมาช่วยเหลือคุณหญิงกอแก้ว ที่กำลังลำบาก ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับลูกเขย... คดีนี้ "เกษม ณรงค์เดช" ผู้เป็นบิดาของณพ ได้แจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีลูกชายและพวก ฐานปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ...ปมเหตุของคดีศึกสายเลือดครอบครัวณรงค์เดชนี้ มาจากการที่ "ณพ" ได้ขอความช่วยเหลือจากครอบครัว เรื่องจัดหาเงินเพื่อลงทุนซื้อหุ้น "บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่" ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานในปี 2558 ตอนนั้นนับเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ในวงการ

ต่อมาบริษัทนี้ประสบปัญหา ขณะนั้น ครอบครัวณรงค์เดช ให้ความช่วยเหลือในการให้ยืมเงินสด การให้นำทรัพย์สินของครอบครัวณรงค์เดช และทรัพย์สินอื่นที่จัดหามา ไปเป็นหลักประกันในการจัดหาเงินทุนเพิ่มเติม เมื่อ "ณพ"ได้รับความช่วยเหลือแล้ว กลับใช้ชื่อเสียงของครอบครัวณรงค์เดช ไปแอบอ้าง เพื่อประโยชน์ตัวเองลำพัง ปิดบังอำพรางข้อมูลไม่ให้ครอบครัวณรงค์เดชได้รับรู้ จน"โป๊ะแตก" เพราะจู่ๆ ก็มีหมายศาลมาถึงครอบครัวผู้เป็นพ่อ "เกษม ณรงค์เดช" ถูกฟ้อง...
ณพ ณรงค์เดช
ทั้ง เกษม ผู้พ่อ และ นายกฤษณ์ ณรงค์เดช พี่ชายคนโต ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาร่วมกับ ณพ ฐานโกงเจ้าหนี้ จากการที่ ณพ ไปผิดสัญญาซื้อขายหุ้น และไม่ชำระเงินค่าหุ้นของ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ทั้งยังดำเนินการให้มีการยักย้าย จำหน่ายจ่ายโอนหุ้น วินด์ เอนเนอร์ยี่ ออกไปยังที่ต่างๆ ... ทางครอบครัวจึงได้ออกแถลงการณ์ เมื่อเดือนเมษายน 2561 ว่า ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ขอรับผิดชอบต่อการดำเนินการใดๆ ของ ณพ ทั้งสิ้น "ตัดขาดพ่อ-ลูกกันไป" จนกลายเป็นข่าวศึกสายเลือดอันโด่งดัง ...

กุนซือมือกฎหมายเทวดา จะทำให้เรื่องนี้ไปทางไหน ต้องติดตาม อาจจะเป็นงานยาก เพราะคีย์สำคัญของคดีปลอมแปลงลายมือชื่อ ก็คือผลพิสูจน์จากตำรวจ ... ต้องไม่ลืมว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา กองพิสูจน์หลักฐานกลาง (พฐก.) สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ได้เปิดเผยผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของ นายเกษม ณรงค์เดช เพื่อประกอบสำนวนคดีดังกล่าวออกมาแล้ว... ผลปรากฏว่า ลายมือชื่อ นายเกษม ในเอกสารที่เป็นข้อพิพาท กับตัวอย่างลายมือชื่อของนายเกษม ที่ได้เขียนต่อหน้าพนักงานสอบสวน และที่เคยเขียนไว้เดิมนั้น ไม่ใช่ลายมือของบุคคลคนเดียวกัน นั่นคือ "ลายเซ็นต์ปลอม" "ปลอมลายเซ็นต" นั่นเอง .




กำลังโหลดความคิดเห็น...