xs
xsm
sm
md
lg

ภาคประชาสังคมยื่นนายกฯ ค้านแก้ พ.ร.บ.ปล่อยผีโรงงาน ก่อฝุ่นพิษ-กระทบสิ่งแวดล้อม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ยื่น จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ ร้องชะลอร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ปล่อยผีโรงงานขนาดต่ำกว่า 50 แรงม้า ไม่อยู่ภายใต้การควบคุม หวั่นก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม-ฝุ่นพิษ ซ้ำยังยกเลิกการต่อใบอนุญาตทุก 5 ปี เอื้อประโยชน์ภาคอุตสาหกรรมไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน

วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อํานวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ในนามเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (คสสส.) ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่องขอให้ชะลอการพิจารณา “ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ...” มีเนื้อหาโดยละเอียดดังนี้

“ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อยู่ระหว่างการพิจารณา “ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ...” ที่คณะรัฐมนตรีเสนอตามหนังสือที่ นร ๐๕๐๓/๔๒๔๔๑ ลงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๑ ความทราบแล้วนั้น ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม : คสสส.”) (Civil Society, Health and Environment Network CSHEN) และคณะ เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีเนื้อหาสาระสําคัญ ที่อาจจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงจะเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้แหล่งกําเนิดของมลพิษต่างๆ โดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 กระจาย ออกไปโดยขาดการควบคุมที่รัดกุม ซึ่งจะนําไปสู่การลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ ประชาชนอย่างรุนแรง คสสส. จึงใคร่ขอเสนอให้รัฐบาลให้ชะลอการพิจารณา “ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ..” โดยมีเหตุผล ดังนี้

๑. การแก้ไขนิยาม “โรงงาน” และ “ตั้งโรงงาน” ทําให้โรงงานขนาดต่ำกว่า ๕๐ แรงม้า หรือกิจการ ที่มีคนงานน้อยกว่า ๕๐ คน ไม่ถือเป็น “โรงงาน” นิยามใหม่ดังกล่าวจะส่งผลต่อโรงงานจํานวนมากจะไม่อยู่ภายใต้การกํากับของกฎหมายโรงงานอีกต่อไป โดยที่โรงงานดังกล่าวอาจจะเป็นโรงงานที่ก่อให้เกิดมลพิษ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนในชุมชน รวมถึงการก่อสร้างอาคารโรงงานสามารถเริ่มทําได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมและการตรวจสอบความปลอดภัยที่ยากลําบากมากขึ้น นอกจากนี้การแก้ไขนิยาม “โรงงาน” และ “ตั้งโรงงาน” นี้จะส่งถึงความหละหลวมในการกําหนดทําเลที่ตั้งของโรงงานโดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งมีกิจการหลายประเภทที่อาจส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นหรือใกล้พื้นที่ที่โรงงานจะเข้ามาตั้งขึ้นในภายหลัง

แม้ว่า การแก้ไขกฎหมายต้องการอํานวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กให้สามารถ ดําเนินกิจการได้สะดวกขึ้น แต่การอํานวยความสะดวกที่เปิดกว้างไปทั้งหมดอาจจะส่งผลเสียหายรุนแรงต่อ ประเทศและประชาชนในภายหลังได้ เนื่องจากมีกิจการจํานวนมากที่แม้จะใช้เครื่องจักรขนาดเล็กหรือใช้ คนงานจํานวนไม่มาก แต่เป็นกิจการที่มีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพของประชาชนและอาจก่อให้เกิดผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมรุนแรง ตัวอย่างเช่น กิจการคัดแยกของเสีย กิจการหล่อหลอม กิจการรีไซเคิลของเสีย การจัดเก็บสารเคมีอันตราย และอื่นๆ การแก้นิยามในกฎหมายครั้งนี้จะทําให้กิจการเหล่านี้ที่ไม่อยู่ภายใต้การ กํากับดูแลของกฎหมายโรงงานโดยทันที และจะขัดต่อพระราชบัญญัติผังเมืองและการพิจารณาทําเลที่ตั้งที่ เหมาะสม ขณะที่กฎหมายอื่นที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้บัญญัติขึ้นมาเพื่อใช้กํากับดูแลสถานประกอบกิจการโดยตรง จึงความจะมีการปรับปรุงเรื่องนิยาม “โรงงาน” และ “ตั้งโรงงาน” ใหม่ให้รอบคอบ

๒. การยกเลิกการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานในทุกกรณีตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ทําให้ ใบอนุญาตไม่มีวันหมดอายุและไม่มีการต่ออายุ มีลักษณะของการเอื้อประโยชน์ให้ภาคอุตสาหกรรม จนไม่ คํานึงถึงผลกระทบต่อประชาชน โดยการยกเลิกดังกล่าวจะส่งผลต่อระบบและกลไกการตรวจสอบโรงงานในจังหวะหรือห้วงเวลาที่เหมาะสมและต่อเนื่องว่าได้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการออกใบอนุญาตที่ผลกระทบต่อ สุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชนหรือไม่ อย่างไร ซึ่งเป็นมาตรการที่สําคัญมากในการกํากับดูแลให้ ผู้ประกอบการต้องทําการปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ การยกเลิกดังกล่าวคือการลดทอนมาตรการ ตรวจสอบเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ที่อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมไทยในระยะยาว

๓. ผู้ประกอบการต้องรับภาระในระยะยาวจากปัญหาการปนเปื้อนมลพิษและความขัดแย้งกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเพียงลําพัง ทั้งนี้มีงานศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี ๒๕๕๗ (๒๐๑๔) พบว่า ความขัดแย้งกับชุมชนทําให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามสูงถึง ร้อยละ ๓๕-๕๐ เวลาและค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับความขัดแย้งนี้ทําให้ผู้ประกอบการยิ่งเสียกําลังและเสีย โอกาสในการขยายธุรกิจ และปริมาณการผลิตที่ได้ก็อาจล่าช้าลง นอกจากนี้การลดทอนระบบการควบคุม กํากับดูแลทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จะยิ่งทําให้สังคมไทยโดยรวม ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการต้องเผชิญกับ ความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ค่าเสียหายจากผลกระทบต่อสุขภาพของ ชุมชน และโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ ซึ่งยิ่งปล่อยปละให้เกิดการปนเปื้อนต่อเนื่อง ไปมากเท่าใด ความยากในการฟื้นฟูและค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และความไว้วางใจที่มีต่อภาครัฐด้วย

๔. การแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยการประกันภัย หรือหลักประกัน หรือกองทุนเพื่อการเยียวยาความ เสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการโรงงาน หรือเพื่อการฟื้นฟู หรือเพื่อการทําให้พื้นที่ตั้งโรงงานของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมทั้งที่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกลไกสําคัญที่จะช่วย แก้ไขปัญหาความล่าช้า ในการแก้ไขเยียวยาความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และจากข้อมูลการรับฟังความเห็นที่ผ่านมามีทั้งหน่วยงาน ราชการ นักวิชาการ นักกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องจํานวนมากพยายามสนับสนุนให้เกิดขึ้นเพื่อให้การบังคับใช้ กฎหมายเกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

๕. บทลงโทษสําหรับการกระทําผิดตามร่างพระราชบัญญัติฯ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาใน ปัจจุบัน ทําให้ราชการไม่สามารถดําเนินการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายท้องที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ ข้อบัญญัติและอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ การแก้ไขกฎหมายด้วยการเพิ่มข้อบัญญัติที่เป็นการ ส่งเสริมผู้ประกอบการในการลงทุน จึงควรควบคู่ไปกับการปรับปรุงบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญาที่จะทํา ให้ผู้ประกอบการและประชาชนทุกคนให้ความเคารพยําเกรงต่อกฎหมายของประเทศมากยิ่งขึ้น รวมไปถึง ควรเปลี่ยนเป็นการใช้โทษปรับทางปกครองสําหรับผู้รับใบอนุญาตที่ไม่ดําเนินการตามบทบัญญัติที่สําคัญด้วย”






กำลังโหลดความคิดเห็น...