xs
xsm
sm
md
lg

จากสาวซาอุฯถึง “ฮาคีม” สะท้อนภาพ “นายอำเภอออสซี่” คนนี้คบยาก!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมืองไทย 360 องศา




ที่ผ่านมา เคยมีการพูดประชดเสียดสีประเทศออสเตรเลีย หรือฝ่ายบริหารของประเทศนี้ ที่มักชอบทำตัวเป็น “ลูกมือ” ของมหาอำนาจฝ่ายตะวันตก ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศกดดันประเทศอื่น และที่ผ่านมา ออสเตรเลียก็พยายามมาตลอดที่จะเข้าเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน แต่ถูกขัดขวางคัดค้านจนต้องล่าถอยไป

หรือแม้แต่ในวงการกีฬา ประเทศออสเตรเลียก็พยายามเข้ามาในภูมิภาคนี้ และในที่สุดก็ได้เห็นการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ ที่ ออสเตรเลียได้เข้าร่วมในไม่กี่ปีหลังนี้ เหมือนกับกรณีของการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ที่ก่อนหน้านี้ต้องไปคัดเลือกในภูมิภาคอื่นที่ตัวเองเสียเปรียบ

วกมาที่กรณีของ นายฮาคีม อัล อาไรบี นักฟุตบอลสัญชาติบาห์เรน ที่เวลานี้กำลังสร้างปัญหา “หนักใจ” ให้กับประเทศไทย และกำลังถูกกดดันจากทั่วโลก ถูกด่าประณามจากพวกบรรดานักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก รวมไปถึงคนไทยบางกลุ่มที่ผสมโรงเพียงเพราะไม่ชอบหน้ารัฐบาล คสช. โดยที่ไม่รับรู้หรือไม่แกล้งไม่ยอมรับรู้ที่มาที่ไป หรือสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่อง

เพราะจะว่าไปแล้ว หากจะตำหนิก็ต้องตำหนิ “ตัวต้นเหตุคือออสเตรเลีย” นั่นแหละ ที่ทำให้เกิดการควบคุมตัว หรือจับกุม นายฮาคีม คนนี้

จากแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จำนวน 8 ที่ อาจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ใช้ภาษาที่เรียกกันว่า “แบบบ้านๆ” มากที่สุด มีกลิ่นอายภาษาทางการทูตน้อยที่สุด ที่สำคัญก็คือ ในนั้นเหมือนกับการ “ประจาน” ออสเตรเลีย ที่ “ทำให้ไทยเดือดร้อนแล้วไม่ยอมรับผิดชอบ”

นั่นคือ ในแถลงการณ์ข้อที่หนึ่ง ระบุชัดเจนว่า “อินเตอร์โพล” หรือตำรวจสากลของออสเตรเลีย นั่นแหละที่ “แจ้งเตือน” ว่า นายฮาคีม มีหมายแดง ในความหมายว่ามีคดีติดตัวหรือในทำนองว่ามีหมายจับให้ช่วยจับกุมให้ด้วย ซึ่งไทยก็ “รักเพื่อน” เมื่อเพื่อนบอกให้ช่วยจับให้หน่อย อีกทั้งในทางกฎหมายสากลที่ยึดถือกันก็ต้องจับกุมตามนั้น

แต่ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง นายฮาคีม คนเดียวกันนี้ ก็ได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยในออสเตรเลียไปแล้ว “หลังจากที่ใช้เวลายื่นคำขอเป็นเวลา 3 ปี” และก่อนที่จะเดินทางมาไทยโดยมีเป้าหมายเพื่อมาฮันนีมูนหรือมาท่องเที่ยว แต่ที่น่าสนใจขึ้นไปอีก ก็คือ ตามรายงานระบุว่า นายฮาคีม ซึ่งก็มีความไม่มั่นใจตั้งแต่แรกว่า อาจมีปัญหา จึงได้ไปปรึกษาขอความเห็นจากหน่วยงานของออสเตรเลีย ว่า หากเดินทางออกนอกประเทศออสเตรเลีย จะมีปัญหาหรือไม่ ก็ได้รับคำยืนยันว่า “ไม่น่ามีปัญหาเพราะมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว”

นั่นคือ ความผิดพลาดแรก ระหว่างหน่วยงานของออสเตรเลียที่ไม่ประสานงานกันตั้งแต่ต้น หรือมีเจตนาอื่นใดก็ไม่อาจทราบได้ แต่หลังจากที่ นายฮาคีม เดินทางมายังไทยก็มีอินเตอร์โพลส่งหมายแจ้งเตือนให้จับกุมดังกล่าวข้างต้นนั่นและ และแม้ว่าต่อมาจะมีการยกเลิก “หมายแดง” ที่ว่า แต่เวลาก็ล่วงเลยมานานถึง 4 วัน ขณะที่กระบวนการทางกฎหมายของไทยก็เดินหน้าไปจนถึงชั้นศาลแล้ว นอกเหนืออำนาจฝ่ายบริหาร หรือพ้นจากอำนาจของตำรวจไปแล้ว

ส่วนกรณีของบาห์เรน หากพิจารณาจากเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็ต้องบอกว่าสามารถอธิบายได้ เพราะนายฮาคีม เป็นคนบาห์เรน และมีคดีอาญาที่นั่น เคยถูกจับกุมที่นั่น และถูกดำเนินคดีจะด้วยมาจากกรณีร่วมกันชุมนุมในช่วงอาหรับสปริง เมื่อปี 2555 หรือจะด้วยคดีอะไรก็แล้วแต่ และจากคำแถลงของบาห์เรน ระบุว่า เขาถูกดำเนินคดี และได้รับการประกันตัว และยังเล่นฟุตบอลในนามทีมชาติบาห์เรน และระหว่างที่มาแข่งขันที่คูเวต เขาก็หลบหนีไปประเทศอิหร่าน และขอลี้ภัยในออสเตรเลียในเวลาต่อมา

ในประเด็นนี้ทางการบาห์เรน เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องให้ไทยส่งตัวฮาคีมกลับไปดำเนินคดีในประเทศตามความผิดที่ศาลของเขาตัดสินจำคุก 10 ปี โดยพิพากษลับหลังจำเลยหลังจากที่หลบหนีการประกันตัวไปประเทศที่สาม นี่ว่ากันเฉพาะกรณีของบาห์เรนที่ต้องทำ เมื่อรู้ว่าไทยควบคุมตัวฮาคีมเอาไว้ (ตามที่ออสเตรเลียชี้ช่องให้จับ)

พิจารณาถึงตอนนี้สำหรับประเทศไทย ถือว่า “โคตรซวย” หรือซวยจริงๆ เพราะอยู่ตรงกลาง เพราะทำตัวเคร่งครัดกฎหมายระหว่างประเทศ เห็นแก่เพื่อน ทางโน้น อย่างบาห์เรน ถือว่าเป็นประเทศเดียวในตะวันออกกลางก็ว่าได้ที่มีความสัมพันธ์กันแบบดีเยี่ยม รวมไปถึงระหว่างราชวงศ์ที่สุลต่านของบาห์เรนที่รักประเทศไทย และมักเสด็จเยือนประเทศไทยทั้งแบบทางการและส่วนพระองค์หลายครั้ง

ขณะที่ออสเตรเลียเพื่อนผู้เป็นนักสิทธิมนุษยชน ที่เคยรังเกียจไทยหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เพิ่งจะมาจากญาติดีเมื่อไม่นานมานี้ และกรณีของ นายฮาคีม นี่จะว่าไปแล้วต้นเหตุทำให้ไทยซวยก็มาจากออสเตรเลียนี่แหละ ที่ไม่ประสานงานกันให้ดีระหว่างหน่วยงานของประเทศตัวเอง เพราะอินเตอร์โพลแจ้งให้จับ ขณะที่อีกหน่วยงานบอกว่าได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว และแทนที่จะแจ้งยกเลิกหมายแดงก็ปาล่วงไป 4-5 วัน คดีก็ไปถึงศาล จนไม่อาจทำอะไรได้แล้ว ซึ่งคนที่ยืนยันเรื่องนี้นอกเหนือจากแถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศ จำนวน 8 ข้อ ที่แฉยับแล้ว ยังมีคำยืนยันออกมาจากปากของผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ก็ย้ำแบบเดียวกัน

โดยขยายความอีกว่า นอกจากไม่รับผิดชอบแก้ไขแล้ว ยังใช้วิธีกดดันไทยให้ส่งตัว “ฮาคีม” กลับไปออสเตรเลียเสียอีก โดยไม่สนใจว่าไทยก็มีกระบวนการทางศาลที่ไม่อาจแทรกแซงได้ โดยศาลได้นัดพิจารณาในวันที่ 22 เมษายน ซึ่งก็ต้องแล้วแต่ดุลพินิจของศาลว่าจะออกมาแบบไหน

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณากรณีของ ฮาคีม แล้ว สำหรับออสเตรเลียทำให้ย้อนกลับไปพิจารณาของสาววัยรุ่นชาวซาอุดีอาระเบีย ที่หากจำกันได้ตอนนั้นเธอหลบหนีครอบครัวขณะเดินทางไปต่างประเทศแล้วหลบหนีเข้าไทย เพื่อขอลี้ภัยในออสเตรเลีย และถูก ตม.ไทย กักตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตอนนั้นไทยก็ถูกพวกนักสิทธิมนุษยชน พวกยูเอ็นต่างรุมกดดันไทยกันเต็มที่ และถึงขนาดรัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางมาไทย เพื่อหารือกันถึงเรื่องนี้ แต่กลายเป็นว่า สาวซาอุฯคนนี้ได้รับการลี้ภัยในประเทศแคนาดา และหากหลายคนไม่ทันสังเกต เมื่อได้ฟังจากคำพูดเปิดอกของสาวซาอุฯคนนั้น บอกว่า สาเหตุที่ไปแคนาดา เพราะประเทศนี้กระตือรือร้นรับตัวเธอไปลี้ภัย (มากกว่าออสเตรเลีย)

ความหมายก็คือ ออสเตรเลีย “มีแต่ลีลา” หรือท่ามาก หรือคงมีเงื่อนไขโน่นนี่นั่น ซึ่งก็คือไม่อยากรับไว้ลี้ภัย ทั้งที่เป้าหมายแรก ก็คือ สาวซาอุฯคนนี้ต้องการไปที่นั่น และอ้างว่าเธอมีวีซ่าแล้วด้วย

ทั้งสองกรณีทำให้เห็นภาพชัดเพื่อนสองคนระหว่างออสเตรเลีย กับ บาห์เรน ว่าต่างกัน ฝ่ายแรกชอบทำตัวเป็น “นายอำเภอ” ชอบกดดันประเทศอื่น แต่มีภาพลักษณ์ในด้านสิทธิมนุษยชนแบบตะวันตก แต่ “คบยาก” ขณะที่ บาห์เรน แม้ว่าอาจมีภาพเป็นเผด็จการ แต่สำหรับไทยนั้น พิสูจน์มาแล้วว่าจริงใจ และกรณีของ ฮาคีม นี้ถือว่าไทยโคตรซวย มีแต่เสียมากเสียน้อยเท่านั้น!!


กำลังโหลดความคิดเห็น...