xs
xsm
sm
md
lg

“ประยุทธ์” ยันไม่เพิกเฉยแก้ฝุ่น แต่ใช้มาตรการเบาไปหนัก ป้องกันตื่นตระหนก ขอทุกฝ่ายร่วมมืออย่าจับผิดกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายกฯ ยันไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 แต่ใช้มาตรการจากเบาไปหนัก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชน จนสร้างความตื่นตระหนก วอนทุกฝ่ายร่วมมือ อย่ามาคอยจับผิดกันเลย

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ช่วงหนึ่งว่า ขอฝากความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน เกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละออง เกินมาตรฐาน PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ลูกหลาน ผู้สูงอายุ และ ผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคภูมิแพ้ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือเพิกเฉยต่อปัญหา

นับตั้งแต่วันแรกๆ จนถึงวันนี้ มาตรการที่ใช้ เราก็จำเป็นต้องเริ่มจากเบาไปหาหนัก หาสาเหตุให้เจอ เนื่องจากเราไม่ต้องการใช้มาตรการที่จะไปส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตโดยปกติของพี่น้องประชาชน จนสร้างความตื่นตระหนก ต้องช่วยกันลดความตื่นตระหนกลงให้ได้ ทุกวันนี้สังคมของเราเริ่มตระหนัก และเรียนรู้กับปัญหาร่วมกันแล้ว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ลำดับต่อๆ ไป รัฐบาลก็จะมีมาตรการต่างๆ ออกมา ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่หวังเพียงรักษาภาพลักษณ์ แต่ต้องการแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ จริงจัง ก็ขอความร่วมมือร่วมใจกันจากทุกภาคส่วน ในการแก้ปัญหานี้ร่วมกันให้ได้อย่างยั่งยืน

“อย่ามาคอยจับผิดจับถูกกันเลย ทุกๆ คนต้องช่วยกัน ความคิดเห็นต่างๆ ผมก็รับทราบมา แล้วก็จะนำมาปรับ มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยให้ได้ เราต้องนึกถึงคนทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน [1 กุมภาพันธ์ 2562]

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่านประเทศไทย เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ประชากรกว่า 30 ล้านคน หรือเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ของคนทั้งประเทศ จะมีอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และทำประมง โดยเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิต อุตสาหกรรมแปรรูปไปจนถึงการค้าขาย ส่งออก ไปสู่ตลาดภายในและภายนอกประเทศ แต่ทำไมปัญหาชาวนาไทย ชาวสวน ชาวประมง ยังคงวนเวียนอยู่กับการฝันร้าย ด้วยราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำบ้าง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงลง โรคระบาด เป็นหนี้เป็นสิน ต้องเช่าที่ดินของตนเองทำกินบ้าง การทำมาก ลงทุนมา แต่ได้ผลผลิตน้อย ไม่คุ้มค่าเหนื่อยบ้าง สิ่งเหล่านี้ คือความเสี่ยง ความไม่มั่นคงในชีวิตและอาชีพของพี้น้องเกษตรกรไทย

วันนี้ ผมอยากจะมาพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกร และผู้ที่อยู่ในแวดวงการเกษตรของเราเป็นการเฉพาะ อาทิ ข้าราชการที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยจะต้องสร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจ แล้วชักชวนให้มาร่วมมือ ไปสู่การเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานา ที่ผมได้กล่าวไปภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ก็ต้องปรับตัว หันมาร่วมมือ สนับสนุนนโยบายของภาครัฐ ในรูปแบบของประชารัฐเพราะท่านก็เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิต แปรรูป การตลาดของเกษตรกรรมไทย เช่นกัน รวมไปถึงนักวิชาการเกษตรที่เป็นแหล่งความรู้และธนาคารที่เป็นแหล่งเงินทุนที่จะคอยส่งเสริมการยกระดับอาชีพเกษตรกรได้เช่นกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม นโยบายหลักด้านการเกษตรของรัฐบาลในปัจจุบัน ก็คือตลาดนำการผลิตเป็นการกำหนด โควตาเกษตรกรรมด้วยการอาศัยข้อมูลของ 1. พื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 2. ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ 3. ลักษณะของดิน และ 4. ความต้องการของตลาดในประเทศและนอกประเทศ เช่น ที่ลุ่ม น้ำดี ก็ควรปลูกข้าว ที่ลุ่มๆ ดอนๆ แถมน้ำน้อย ก็อย่าฝืนปลูกข้าว ควรหันไปปลูกข้าวโพด หรือพืชชนิดอื่นก็ได้นะครับ ปัจจุบันยังมีความต้องการมาก ราว 4 ล้านตัน แต่เราผลิตได้เองเพียง 2 ล้านตัน อีก 2 ล้านตันต้องนำเข้าส่วนข้าวนั้นในแต่ละปีเราผลิตข้าวได้ 33-34 ล้านตันข้าวเปลือก กินเองในประเทศ 20 ล้านตัน ที่เหลือต้องส่งออก แต่ถ้าตลาดผันผวน ค่าเงินบาทแข็งค่า เราจะมีปัญหาราคาข้าวไม่มีเสถียรภาพ การแก้ไขที่ยั่งยืนก็คือ การจำกัดพื้นที่การปลูกข้าวร่วมกับการส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ข้าวที่ราคาดีราคาสูงที่เป็นความต้องการของตลาด เช่น ข้าวหอมมะลิที่ทั่วโลกนิยม ข้าว กข 43 ซึ่งดัชนีน้ำตาลต่ำ เป็นอาหารสุขภาพเหมาะสำหรับผู้ต้องการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด และผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมไปถึงข้าวที่ปลูกแบบอินทรีย์ ซึ่งขายได้ราคาสูงกว่าข้าวที่ใช้สารเคมีหลายเท่าตัว เป็นต้น

ดังนั้น ในการส่งเสริมพี่น้องเกษตรกร ต่อไปเราจะไม่เพียงแนะนำแต่เรื่องการเพาะปลูก แต่จะต้องดูเรื่องดิน น้ำ อากาศ ไปจนถึงตลาดด้วย ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ เราต้องพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ หรือ Big Data และมีแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map ซึ่งนำข้อมูลมาจากทุกแหล่งมาบูรณาการกันทั้งเกษตร พาณิชย์ นายอำเภอ ธ.ก.ส. พัฒนาที่ดิน ส่วนตลาดต่างประเทศทูตเกษตรกับทูตพาณิชย์ก็ต้องทำงานร่วมกันคู่ขนานกัน โดยจะต้องออกสำรวจความต้องการตลาด และขยายตลาดทั่วโลกเพิ่มด้วย เราจะต้องไม่ปล่อยให้เป็นปัญหาเหมือนยางพาราที่มีการส่งเสริมโดยไม่มีแผนการรองรับเหมือนในอดีต ที่ส่งผลในปัจจุบัน เราจะต้องใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่เรียกว่า ศพก. และระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นเครื่องมือสำคัญ รวมทั้งการสร้าง สมาร์ทฟาร์เมอร์ และเกษตรกรรุ่นใหม่ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็ง เป็นสหกรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชน ที่เน้นการนำนวัตกรรมมาปรับใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต ปรับตัวไปสู่การค้าออนไลน์ ตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน GAP พืชอาหาร ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของเกษตรกรด้วย โดยยึดหลัก Smart&Strong together หรือ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมรับประโยชน์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับอีกสองเรื่องที่ใกล้จะเป็นปัญหาถาวรไปแล้ว ก็คือ

1. การป้องกันความเสี่ยงด้วยการประกันพืชผล โดยการจัดสรรแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจาก ธ.ก.ส. และรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันราคาถูกให้ 65 บาทต่อไร่ เมื่อเกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม น้ำแล้ง โรคหรือแมลงลง รัฐจ่าย 1 พันกว่าบาทต่อไร่ และบริษัทประกันเขาจะร่วมจ่าย 1,500 บาทต่อไร่ เกษตรกรก็จะอุ่นใจเพราะมีประกันภัยราคาถูก และ

2. หนี้สินเกษตรกร เป็นส่วนหนึ่งของการสูญเสียที่ดินทำกินของพี่น้องเกษตรกร เนื่องจากการกู้เงินนอกระบบที่ไม่มีการคุ้มครอง ขาดความรู้ทางกฎหมาย รัฐบาลก็แก้ไขอย่างยั่งยืน โดยผลักดันกฎหมายขายฝากที่ช่วยป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ เช่นในอดีต

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการการไกล่เกลี่ย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม แก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้กับผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรทั่วประเทศ สามารถส่งคืนทรัพย์สินให้กับประชาชนเกือบ 17,000 ราย มูลค่ารวม 19,000 ล้านบาท เป็นโฉนดที่ดิน 3,600 ฉบับ เนื้อที่รวม 43,000 ไร่

พี่น้องประชาชนที่รักครับ ต้นไม้ถ้าปราศจากราก ก็อาจจะล้มโดยง่ายด้วยแรงลม ดังนั้นชนชาติใดหากหลงลืม ละเลยความเป็นชาติ หมายถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมา รากเหง้าทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การทำมาหากิน การสร้างชาติของตนแล้ว ย่อมบั่นทอนความมั่นคงที่เป็นนามธรรมเหล่านี้ แม้จับต้องไม่ได้ แต่ก็มีความสำคัญ

ทั้งนี้ ชาติไทยของเราเป็นชาติกสิกรรม เรารวยที่ดิน เรารวยทรัพยากรธรรมชาติ เราก็ควรจะสืบสานและต่อยอดด้วยการบริหารจัดการและใช้วิชาชีพเกษตรกรรมของเราในการสร้างชาติให้ได้ บางประเทศ อย่างเช่น สิงคโปร์ ที่เสียเปรียบเรื่องพื้นที่และทรัพยากร แต่เขาก็หาจุดแข็ง ด้วยที่ตั้งของประเทศและความถนัดในการค้าขาย ก็สามารถจะสร้างชาติให้เป็นตลาดการเงินการธนาคารที่สำคัญของโลกได้ อีกทั้งจะเป็นผู้นำด้านฟินเทค และเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้ในอนาคต

ดังนั้น ผมจึงขอนำเสนอโครงการที่สำคัญของประเทศอันจะเป็นเส้นทางสู่การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเราในอนาคต บนพื้นฐานของทรัพยากรและรากเหง้าของเราเอง ก็คือ

1. โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งเป็นการพัฒนาภูมิภาค ที่เกิดจากการวิเคราะห์ความพร้อม และความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ เพื่อยกระดับการพัฒนา และกระจายความเจริญไปสู่พื้นที่ต่างๆ ของประเทศ เช่นเดียวกับ EEC และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อีก 10 แห่งทั่วประเทศ

2. โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ซึ่งเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ แบบครบวงจร ด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมบนพื้นฐานของพืชผลทางการเกษตร ที่เรามีอยู่อย่างมากมาย แต่ที่ผ่านมา เราไม่สามารถแปรรูป หรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากนัก ขายออกไปในลักษณะ วัตถุดิบ ไม่ใช่นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูง นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลนี้จึงผลักดันให้เราเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนและส่งออกนวัตกรรมใหม่ๆ ในวันข้างหน้าให้ได้โดยเร็ว

สุดท้ายนี้ ก่อนที่จะชมววิดีทัศน์ ความยาวประมาณ 9 นาที เกี่ยวกับ 2 โครงการดังกล่าว ผมขอฝากความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน เกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละออง เกินมาตรฐาน PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ลูกหลาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคภูมิแพ้ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ หรือเพิกเฉยต่อปัญหา

นับตั้งแต่วันแรกๆ จนถึงวันนี้ มาตรการที่ใช้ เราก็จำเป็นต้องเริ่มจากเบาไปหาหนัก หาสาเหตุให้เจอ เนื่องจากเราไม่ต้องการใช้มาตรการที่จะไปส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตโดยปกติของพี่น้องประชาชน จนสร้างความตื่นตระหนก ต้องช่วยกันลดความตื่นตระหนกลงให้ได้ ทุกวันนี้สังคมของเราเริ่มตระหนัก และเรียนรู้กับปัญหาร่วมกันแล้ว

ลำดับต่อๆ ไป รัฐบาลก็จะมีมาตรการต่าง ๆ ออกมา ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ ต้นตอ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่หวังเพียงรักษาภาพลักษณ์ แต่ต้องการแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ จริงจัง ก็ขอความร่วมมือ ร่วมใจกันจากทุกภาคส่วน ในการแก้ปัญหานี้ร่วมกันให้ได้อย่างยั่งยืน

อย่ามาคอยจับผิดจับถูกกันเลย ทุกๆ คนต้องช่วยกัน ความคิดเห็นต่างๆ ผมก็รับทราบมา แล้วก็จะนำมาปรับ มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยให้ได้ เราต้องนึกถึงคนทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ด้วย

ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพ ทุกครอบครัวมีความสุขทุกๆ วัน สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...