xs
xsm
sm
md
lg

“แม้ว-ปู” ปักหลักข้างนอกยาวจะกลับไทยอย่างเท่แค่ฝันกลางวัน!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมืองไทย 360 องศา


ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าความพยายามสร้างกระแสของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่เวลานี้เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของพรรคเพื่อชาติที่กล่าวปราศรัยที่จังหวัดพิษณุโลกโดยตอนหนึ่งเรียกร้องให้เปิดเจรจากันระหว่างรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับ นายทักษิณ ชินวัตร โดยอ้างว่าเพื่อสร้างความปรองดองกันในชาติ

ในความหมาย “จะพาแม้วกลับบ้านอย่างเท่” เหมือนกับที่นายทักษิณ ชินวัตร เคยตั้งความหวังเอาไว้โดยตลอด

และก็ได้ผลทันที เพราะเมื่อใดก็ตามที่ใครมีใครพูดแบบนี้หรือพยายามมีความเคลื่อนไหวในลักษณะแบบนี้ออกมามันก็ต้องมีเสียงด่าเสียงวิจารณ์ตามมาทันที... ก่อนที่จะไปถึงตรงอื่นก็ต้องสรุปเอาไว้เป็นเบื้องต้นไว้ก่อนเลยว่า “มันไม่มีทางเป็นจริง” ได้เลย

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในเรื่องนี้ก็ต้องพิจารณาจากผลต่อเนื่องกันสองสามส่วนหลัก โดยส่วนแรกก็ต้องเริ่มต้นพิจารณาจากสาเหตุของคนพูดเรื่องนี้ก็คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่เวลานี้เป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ ทั้งที่ตัวเองถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ห้ามยุ่งเกี่ยวการเมือง แต่ก็ใช้วิธี “ศรีธนญชัย” เลี่ยงว่าเป็นผู้สนับสนุน ทั้งที่โดยพฤติกรรมมันชัดเจนมากว่าเข้าไปจุ้นจ้านยุ่งเกี่ยวทางการเมืองแบบเต็มตัว ซึ่งก็ว่ากันไป
 
แต่เมื่อพิจารณาจากสาเหตุที่พูดแบบนี้ทั้งที่ความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อเป็นไปไม่ได้แล้วทำไมถึงพูด ก็ต้องบอกว่าเพื่อต้องการ “เสียงสนับสนุน” จากบรรดาสาวกของคนในครอบครัวชินวัตร มาเติมเต็มให้กับพรรคเพื่อชาติของเขาเท่านั้น

เพราะหากย้อนกลับไปทบทวนความเป็นจริงจะพบว่า พรรคเพื่อชาติอยู่นอกเหนือ “บริษัทลูก” เป็นได้แค่เครือข่ายหรือแนวร่วมเท่านั้นเอง ซึ่งพรรคหลักของทักษิณ ชินวัตร ในเวลานี้คือ “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคไทยรักษาชาติ” ที่เป็นพรรคน้องหรือบริษัทลูก ที่ถูกสั่งให้แตกตัวออกมา และยังมีการเคลื่อนไหวในลักษณะหลีกทางให้กัน หรือฮั้วกันระหว่างสองพรรคดังกล่าวในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต ซึ่งในวงการก็รับรู้กันอยู่แล้ว

ดังนั้น หากเป็นแบบนี้บรรดาคะแนนเสียงในพื้นที่ฐานเสียงหลักที่เคยมี เช่น ภาคเหนือกับภาคอีสาน บรรดาผู้สนับสนุนครอบครัวชินวัตร ของนายทักษิณ ก็คงเทไปที่สองพรรคนี้เท่านั้น ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อที่ช้อนเอาไว้ไม่ให้ตกหล่น ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เจือจานมาถึงพรรคเพื่อชาติของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” เลย ขณะเดียวกันที่ผ่านมาสำหรับพรรคเพื่อชาติแล้วก็ต้องยอมรับว่าเป็นพรรคเล็กตั้งใหม่เมื่อยังไม่มีจุดขายที่แน่นอน มันก็ต้องสร้างกระแสขอแบ่งเสียงสนับสนุนมาบ้าง แม้ว่าในที่สุดแล้วมันไม่มีทางเกิดขึ้นจริง

ที่บอกว่าไม่มีทางเกิดขึ้นจริงนั้น ก็เพราะเวลานี้หากนับเฉพาะคดีหลักเพียงแค่คดีเดียว คือ “คดีทุจริตเงินกู้ธนาคารกรุงไทย” ที่เวลานี้ตามกฎหมายใหม่สามารถรื้อฟื้นนำคดีกลับขึ้นมาพิจารณาแบบ “ลับหลังจำเลย” ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว หลังจากที่ผ่านมานายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะจำเลยที่ 1 ได้หลบหนีทำให้ต้องจำหน่ายคดีออกไปชั่วคราว แต่ตอนนี้ถือว่าทุกอย่างเดินหน้าตามกระบวนการทางศาลเต็มตัวแล้ว ไม่ใช่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่

ถึงได้บอกว่าเมื่อเข้าสู่ศาลแล้วทุกอย่างมันยาก และเหนือการควบคุมแล้ว นี่ว่ากันเฉพาะแค่คดีเดียวที่เป็นคดีหลัก ยังมีอีกหลายคดีที่กำลังเข้าสู่ศาลทั้งนั้น รวมไปถึงคดีของคนใกล้ชิดในครอบครัว เช่น ของนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายที่เป็นจำเลยในคดีฟอกเงินจากกรณีเดียวกันคือเงินกู้ธนาคารกรุงไทย

ส่วนจะบอกว่าจะมีการออกเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น บทเรียนก็เคยเจอมาแล้วว่ามันเป็นยังไง ความวุ่นวายปั่นป่วนเกิดขึ้นทันที ขนาดในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีอำนาจ มีความนิยมสูงยังต้องกระเด็นจน “สุดซอย” มันถึงบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ต่อให้พรรคเพื่อไทยก็คงไม่มีหยิบเรื่องนี้มาหาเสียงเพราะมันเสี่ยงมาก อีกทั้งสถานการณ์มันเปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิง

แน่นอนว่าล่าสุด นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาทวิตตอบโต้เยาะเย้ยเหน็บแนม “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ “พี่ใหญ่” ของ คสช. โดยพยายามตีเข้าไปที่จุดอ่อนไหวในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ซึ่งน่าจะหมายถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และแหย่ไปที่เรื่อง “นาฬิกายืมเพื่อน” ที่เป็น “จุดอ่อน” แบบว่า “กระบวนการยุติธรรมแบบป้อมๆ” ทำนองว่าส่งคนเข้าไปนั่งเต็มไปหมดซึ่งหลายคนก็มองแบบนั้นจริงๆ
 
หากพิจารณาจากคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ในเรื่องนี้ถือว่าต้องให้ความเป็นธรรม เพราะพูดตามหลักการแบบต่อเนื่องกันสองวันติด เช่นบอกว่า “ไม่มีใครห้ามไม่ให้ทักษิณกลับไทย กลับมาได้ตลอดเวลา แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเสียก่อน”

ก็ใช่ เพราะ ทักษิณ ชินวัตร มีคดีติดตัวมากมาย และต้องย้ำว่าเข้าสู่ศาลแล้ว ไม่ใช่อยู่ในชั้นสอบสวน แค่หมายจับของศาลก็มีหลายใบแล้ว ส่วนที่ พล.อ.ประวิตร บอกว่า เจรจากับใครละ เพราะต้องไปว่ากันในศาล ซึ่งใครก็ช่วยเหลือไม่ได้ ซึ่งมันเป็นหลักการโดยแท้ เพียงแต่ว่า ทักษิณ ชินวัตร ต้องการฉวยโอกาสตีโต้มาที่ “จุดอ่อน” ของรัฐบาลและคสช.ในเรื่อง “นาฬิกาเพื่อน” นั่นแหละ

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาตามสถานการณ์ก็จะพบว่า เวลานี้ทั้งสองพี่น้องคือ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังลงหลักปักฐานในต่างแดนกันแล้ว อย่างล่าสุดตามข่าวบอกว่า ยิ่งลักษณ์ ได้ลงทุนซื้อหุ้นเพื่อบริหารท่าเรือแห่งหนึ่งในประเทศจีนแล้ว เพราะในความเป็นจริงแล้วย่อมรู้แล้วว่าโอกาสที่จะกลับประเทศไทยแบบเท่ๆ ในความหมายที่ไม่ต้องรับผิดใดทางคดีนั้นมันเป็นไปไม่ได้ หรือฝันกลางวันเท่านั้น

หากให้สรุปก็ต้องย้ำว่า เป็นเพียงแค่ความพยายามสร้างกระแสหาคะแนนเสียงในหมู่คนรักทักษิณ ของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช เพื่อหวังมาเจือจานลงสู่พรรคเพื่อชาติของเขาบ้างเท่านั้น ทั้งในความเป็นจริงการจะพานายทักษิณ ชินวัตร กลับมาแบบไม่ต้องรับโทษนั้นเป็นไปไม่ได้หรือถ้ามีใครคิดทะลึ่งไปเจรจามันก็มองเห็นหายนะตรงหน้ารำไรนั่นแหละ!


กำลังโหลดความคิดเห็น...