xs
xsm
sm
md
lg

"มาร์ค"ปัดมือพปชร.-ไม่เอา"บิ๊กตู่"ทิ้งไพ่สู้ครั้งสุดท้าย !?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมืองไทย 360 องศา



"พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เพราะ ไม่ใช่เวลาที่จะมาคุยเรื่องขั้วอำนาจสนับสนุนใคร แต่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ ในการบริหารงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การโยกย้ายฝ่ายการเมือง และการรวมศูนย์อำนาจ มีแนวทางไม่สอดคล้องกับพรรคประชาธิปัตย์"

คำพูดบางตอนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างการเปิดศูนย์ประสานงานสาขาพรรคเขตห้วยขวาง เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีทางการเมืองของเขาและพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอนาคตทางการเมืองต่อเนื่องยาวไปหลังเลือกตั้ง

ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มองการเมืองโดยแบ่งออกเป็น"3 ขั้ว"หรือ"3 ก๊ก" นั่นคือ "ฝ่ายก๊กพรรคเพื่อไทย" กับพวก กับฝ่าย"ก๊กพรรคพลังประชารัฐ"กับพวก หรือหากให้กระชับเข้ามาอีกก็คือฝ่ายที่ "เอาประยุทธ์"กับ"ไม่เอาประยุทธ์" ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ที่มีเขาเป็นหัวหน้าพรรคพยายามแสดงให้สังคมเห็นว่าจะเป็น"ตัวหลัก"อีกขั้วหนึ่งยังไม่เข้ากับฝ่ายไหน

ทั้งที่สภาพความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่เวลานี้ สิ่งที่มีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ก็คือเป็น"พรรคตัวแปร"มากกว่าที่จะเป็น "ขั้วหลัก"อีกขั้วหนึ่งตามที่ประกาศเอาไว้

แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวข้างต้นของ นายอภิสิทธิ์ ที่ย้ำว่า"จะไม่ร่วมมือกับพรรคพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอีกสมัย" มองในทางกลยุทธ์ มันก็เพื่อต้องการสนับสนุนแนวทางที่เคยประกาศเอาไว้นั่นคือ "การเป็นขั้วหลักขั้วที่สาม"ที่ในความเป็นจริงก็คือการ"ซ่อนความเป็นพรรคตัวแปร"เอาไว้ในนั้นด้วย

อย่างไรก็ดีนาทีนี้ในทางการเมืองสำหรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มันก็เหมือนกับการ"เดิมพันสู้ครั้งสุดท้าย"ได้แล้วเหมือนกัน เพราะในเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่งเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยสองครั้งแรกไม่เคยนำทัพชนะในสนามเลือกตั้งสักครั้งเดียว อย่างมากก็เพียงแค่ทำให้ได้จำนวน สส.ของพรรคเพิ่มขึ้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ถึงอย่างไรก็แพ้ฝ่ายตรงข้ามคือพรรคเพื่อไทยอย่างขาดลอย ทุกครั้ง

สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า แม้ว่าจะยังไม่เริ่มโหมโรงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งกันอย่างเต็มที่ แต่ก็พอได้เห็นแนวโน้มล่วงหน้า อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีโอกาสจะชนะการเลือกตั้งนั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย เพราะเพียงแค่รักษาเก้าอี้ สส.ในพื้นที่เดิมก็ถือว่าหืดขึ้นคอ มิหนำซ้ำที่ผ่านมาเกิดรายการ"ไหลออก"หรือจะเรียกว่า"โดนดูด"ก็แล้วแต่ก็เสีย อดีต สส.ไปถึงถึง 17 คน

หากพิจารณาจากกระแสก็ต้องพูดตามความจริงว่า กระแสของนายอภิสิทธิ์ "ยังไม่มี"พิจารณาจากผลโพล ทุกดพลตรงกันเขามาในอันดับท้ายๆแบบห่างๆ ผิดกับในยุคก่อนหน้านี้ ยุคที่มีการเลือกตั้งคราวก่อนหน้าลิบลับ

เวลานี้หากพิจารณาจากฐานเสียงหลักทั้งในกรุงเทพมหานคร และในภาคใต้ก็กำลังถูกพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินสายคารวะดูดคะแนนเสียงอยู่ในเวลานี้ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะเป็นฐานเสียงในกลุ่มเดียวกัน ตั้งแต่ยุคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาจนถึงยุค กปปส. ขณะที่พื้นที่ในภาคอีสานและภาคเหนือ ก็ยังไม่โดดเด่นไปกว่าเดิม หรือแม้แต่ภาคตะวันออกที่ยังหาความแน่นอนไม่ได้

หากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวและกระแสเท่าที่เห็นตามความเป็นจริง ก็ยังไม่เห็นกระแสความนิยมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่กระแสของ"อภิสิทธิ์"ที่โดดเด่นเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเลย

ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องถือว่าน่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะในท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ทำให้"ไปไม่เป็น"วางตัวให้เป็นตัวของตัวเองได้ลำบาก เพราะจะประกาศเป็น"ฝ่ายประชาธิปไตย"สู้กับ"เผด็จการ"เหมือนกับในอดีตก็ทำไม่ได้เต็มที่ เพราะคำว่าฝ่ายประชาธิปไตยถูก"จอง"เอาไปแล้วจากพวก"เครือข่ายทักษิณ" ขณะเดียวกันจะหันมาทางฝ่ายเผด็จการ คสช.ตามรูปแบบ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำ สถานการณ์ก็ไม่หมูเหมือนกับเผด็จการในยุคโบราณ ที่มีความยืดหยุ่นกว่า และยังมีความนิยมค่อนข้างดี

ด้วยองค์ประกอบที่ว่านี้ทำให้ ประชาธิปัตย์วางสถานะได้ลำบาก ประกอบแบ็กกราวด์โปรไฟล์ขั้นเทพ เคยเป็นถึง"อดีตนายกฯ"จะให้ไปเป็น"มวยรอง"หรือเป็นตัวแถมตั้งแต่ก่อนออกสตาร์ทมันก็ดูน่าเกลียด ดังนั้นสำหรับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ย่อมต้องบังคับให้แข่งขันในเก้าอี้นายกฯเท่านั้น จึงต้องวางเดิมพันแบบนี้ ส่วนองค์ประกอบหรือบรรยากาศจะเป็นไปใจให้แค่ไหนนั้นอีกเรื่อง แต่หากพิจารณาเท่าที่เห็นมันก็เหมือนกับการ"สู้ครั้งสุดท้าย"ในชีวิตการเมืองของเขาแล้วก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าหากพาประชาธิปัตย์ได้ สส.เข้ามาไม่ถึง 100 คนก็จะลาออก

ดังนั้นสำหรับเขานาทีนี้ต้องสู้ให้เต็มที่ เป็นครั้งสุดท้าย ถึงได้ประกาศขอเป็น"ขั้วหลัก" ไม่ใช่"ต้วแปร"แต่ความเป็นจริงหลังเลือกตั้งนั้นอีกเรื่องหนึ่งต้อรอพิสูจน์เพราะการเมืองไทยพลิกผันได้เพียงชั่วข้ามคืน !!


กำลังโหลดความคิดเห็น...