xs
xsm
sm
md
lg

กฤษฎีกาชี้ช่อง มส.ที่พระสังฆราชแต่งตั้งบางรูป ก่อน กม.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ใช้บังคับ อยู่ในวาระที่เหลือ 2 ปีต่อไปได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กฤษฎีกาชี้ช่อง “กรรมการมหาเถรสมาคม” ที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งบางรูปที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ใช้บังคับ สามารถอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่ 2 ปีต่อไปได้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของมหาเถรสมาคมมีความต่อเนื่องและมิให้ขาดผู้ปฏิบัติหน้าที่ ระบุ พรบ.สงฆ์ มิได้บัญญัติถึงวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่ของกรรมการมหาเถรสมาคมรูปนั้นแต่อย่างใด

วันนี้ (22 พ.ย.) มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.จารุวรรณ เฮงตระกูล รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ลงนามในบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1737/2561 เรื่องการดำรงตำแหน่งของกรรมการมหาเถรสมาคมตามบทเฉพาะกาล ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 มีใจความว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีหนังสือลับ ด่วนที่สุด ที่ พศ 0001/771 ลงวันที่ 13 กันยายน 2561 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า ด้วยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 มาตรา 11 ได้กำหนดให้กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ โดยในประเด็นข้อกฎหมายดังกล่าวได้มีความเห็นเกี่ยวกับการพ้นวาระของกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งไว้เป็นสองแนวทาง ดังต่อไปนี้

แนวทางที่ 1 กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง ยังคงเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมต่อไปตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 แต่อย่างไรก็ตาม วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง จะต้องเป็นไปตามมาตรา 14 เดิม แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 กล่าวคือ ยังคงอยู่ในตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมต่อไปจนว่าจะครบวาระสองปี หลังจากนั้นจะพ้นจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม

แนวทางที่ 2 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 มาตรา 11 ได้กำหนดให้กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ ดังนั้น กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง ย่อมเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมต่อไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอเรียนว่า กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งที่จะพ้นจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมตามวาระสองปี ในวันที่ 17 กันยายน 2561 มีจำนวน 5 รูป ซึ่งยังมีประเด็นความเห็นในข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อความชัดเจนและเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ จึงใคร่ขอหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี ตามมาตรา 14 เดิม แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จะพ้นจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมตามวาระสองปี หรือไม่

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 8) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นว่า มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ได้แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของมหาเถรสมาคมตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 จากเดิมที่ประกอบด้วย (1) สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง (2) สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

และ (3) พระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกินสิบสองรูปเป็นกรรมการ เป็นให้ประกอบด้วย (1) สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และ (2) กรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบรูปซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวโดยหลักแล้วย่อมเป็นผลให้ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมตามบทบัญญัติเดิมต้องพ้นจากตำแหน่ง และจะต้องมีการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ตามหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล ได้กำหนดให้กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของมหาเถรสมาคมมีความต่อเนื่องและมิให้ขาดผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิได้บัญญัติถึงวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่ของกรรมการมหาเถรสมาคมรูปนั้นแต่อย่างใด อีกทั้งมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง ก็ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 แล้ว

ดังนั้น สำหรับกรณีตามข้อหารือนี้ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปัจจุบันได้มีกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งบางรูปที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 ใช้บังคับ ได้ดำรงตำแหน่งมาจนครบระยะเวลาสองปีตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 แล้วก็ตาม แต่กรรมการมหาเถรสมาคมดังกล่าวก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปโดยผลของมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามแนวทางเดียวกับที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 3) ได้เคยให้ความเห็นไว้สำหรับกรณีของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องเสร็จที่ 39/2552

มีรายงานว่า สำหรับมหาเถรสมาคม (มส.) ถือเป็นองค์กรสูงสุด ในการปกครองคณะสงฆ์ไทย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่คล้ายกับคณะรัฐมนตรี โดยมีสมเด็จพระสังฆราช หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ เเต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ถือว่าสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำเเหน่ง และมีพระสงฆ์ที่เป็นกรรมการอีก 16 รูป ซึ่งผู้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย

ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย

1. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร

3. สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

4. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร

5. พระพรหมเมธาจารย์ (คณิศร์ เขมวํโส) วัดบุรณศิริมาตยาราม

6. พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

7. พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี คณิสฺสโร) วัดเครือวัลย์วรวิหาร

8. พระธรรมธัชมุนี (อมร ญาโณทโย) วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร

9. พระธรรมบัณฑิต (อภิพล อภิพโล) วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

ฝ่ายมหานิกาย

1. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

2. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการามวรวิหาร

3. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร

4. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน

5. พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร) วัดยานนาวา

6. พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

7. พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

8. พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
กำลังโหลดความคิดเห็น...