xs
xsm
sm
md
lg

จัดแถว “เครือข่ายแม้ว” ชุลมุน ลุ้นเสียงข้างมากไม่น่ายาก โจทย์หินหนี“ตายยกรัง”หืดจับ

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

ไม่รู้ออกหน้าไหน ยุทธการ “แยกกันเดิน รวมกันตี” ของ “เครือข่ายทักษิณ” ที่กำลังจัดแถวจัดทัพกันชุลมุนชุลเก เตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 24 ก.พ.2562

โดยมี “เดดไลน์” หมุดหมายสำคัญในวันที่ 26 พ.ย.นี้ อันเป็นวันสุดท้ายในการเข้าสังกัดพรรคการเมืองของผู้ที่แต่งตัวจะลงสมัครเป็น ส.ส. ที่ต้องวงเล็บไว้ตัวโตๆว่า “หากวันเลือกตั้งยังเป็นวันที่ 24 ก.พ.2562” นับชน 90 วันตามที่กำหนดในกฎหมายเลือกตั้งพอดี

ในขณะที่พรรคอื่นเริ่มชัดเจนมีความลงตัว ใครไปใครมา โยกค่ายย้ายรังกันล่วงหน้า เผื่อเหลือเผื่อขาด ผิดกับ “เครือข่ายทักษิณ” ในฐานะ “เต็งแชมป์” ที่ดูจะยังไม่สะเด็ดน้ำ-ไร้ความชัดเจน

นอกเหนือจากการตีโจทย์ “สมการใหม่” ในรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่พลิกแพลงงัดสูตร “จัดสรรปันส่วนผสม” มาแก้เกมฟีเวอร์ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหนีคดีแล้ว ที่เอื้อ “พรรคเล็ก” มากกว่า “พรรคใหญ่”

คิดสะระตะออกมาได้ว่า “แยกกันเดิน รวมกันตี” นำมาซึ่งปรากฎการณ์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงค์ร้อย” แยกย่อยสาขา “เครือข่ายทักษิณ” รอไว้นับ 10 พรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคตระกูลเพื่อ ทั้งแบรนด์ใหม่ที่ส่งมือดีไปปั้นไว้อย่าง “เพื่อธรรม-เพื่อชาติ” รวมไปถึง พรรคประชาชาติ หรือ พรรคเสรีรวมไทย

แล้วยังมีพรรคที่ระดับ “ลิ่วล้อ” ไปสร้างทิ้งไว้รอ “นาย” เรียกใช้งานอีกเพียบ พลังปวงชนไทย - เพื่อนไทย - พรรคประชาธรรมไทย - ประชาภิวัฒน์ - พลังประชาธิปไตย - ประชาธิปไตยใหม่ - สยามธิปัตย์

เผลอแปบเดียวก็ “แตกหน่อ” กันจนล้น นำมาซึ่งปัญหาการบริหารจัดการ จนดูท่าแผน “แตกแบงก์พันเป็นแบงค์ร้อย” ด้วยยิบย่อยเกินไป จนห่วงกันว่าจะมาแย่งคะแนนเสียงกันเอง แล้ว “ตาอยู่” จะคาบไปรับประทาน

ไม่นาน “นายใหญ่” ก็เลยให้นโยบายใหม่ “แตกแบงก์พัน” เหมือนเดิม แต่ให้เหลือแค่ “แบงก์ห้าร้อย” แยกเป็น 2 ใบ 2 พรรคที่เป็นหลัก ตีตกพรรคอื่นในเครือข่ายให้ “จำศีล” ไว้รอเรียกใช้งานอีกที

ขนาด “เพื่อธรรม” ที่ว่ากันว่ามี “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวทักษิณเป็นแบ็คอัพ ยังถูกสั่งแช่แข็งไว้ชั่วคราว รอ “อุบัติเหตุ” จริงๆ แล้วค่อยหยิบมาใช้ตามสถานการณ์

ปรับเป็นยุทธการ “เดินสองขาล่าแต้ม” นำมาซึ่งการเซ้งหัวพรรคเก่าอย่าง “ไทยรวมพลัง” รีโนเวทใหม่เป็น “ไทยรักษาชาติ” ที่เจาะจงใช้ตัวย่อ “ทษช.” ให้ฟังดูคล้าย “คสช.” ของรัฐบาลทหาร และจงใจให้ย่อเหมือนชื่อเจ้าของตัวจริงอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร”

ใช้ “ไทยรักษาชาติ” ประสานกับสาขาหลักอย่าง “เพื่อไทย”

ให้พรรคหนึ่งเน้นเขต อีกพรรคเน้นปาร์ตี้ลิสต์ กอบโกยตัวเลขผู้แทนฯทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด ไม่เอาถึงเป้าใหญ่ 376 ที่นั่งไว้เสนอชื่อนายกฯหลังเลือกตั้ง มองเป้ากลางๆ เกินกว่า 250 ที่นั่ง กุมเสียงข้ามากใน “สภาล่าง” ก็พอ

จากแผนการที่ดูคล้ายว่าจะลงตัว ก็มีจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ถือธงคุมพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ที่อาจไม่มีอำนาจใน “นิตินัย” แต่รู้กันว่าในทาง “พฤตินัย” แล้ว “เจ้าแม่นครบาล” ได้รับตราตั้งจาก “นายใหญ่ - นายหญิง” อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ขณะที่สาขาหลัก “พรรคเพื่อไทย” วางตัวผู้เล่นเรียบร้อยแล้ว ก็มีการเปิดตัว “พรรคไทยรักษาชาติ” อย่างอึกทึกครึกโครมตามมา

ดันเอา “เสี่ยป๋อม” ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ทายาท เสริมศักดิ์ - ระเบียบรัตน์ ที่มีดีกรี ส.ส.ขอนแก่นแค่ 2 สมัย ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนทีมบริหารก็ยัดทะนานเอา “เด็กน้อย” ผู้ด้อยประสบการณ์ทางการเมืองมาเกือบทั้งหมด

ขนาดตำแหน่งสำคัญอย่าง เลขาธิการพรรค ก็ยังให้ “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ทายาท “ยุทธ ตู้เย็น” ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา ที่ในวงการกีฬาอาจเป็นระดับ “บิ๊กฮั่น” ได้รับการยอมรับในวงกว้าง แต่ในสนามการเมือง ประสบการณ์เท่ากับ “ศูนย์”

คงหวังวางโพซิชั่นให้ “พรรคคนรุ่นใหม่” ไว้ชูในสนามเลือกตั้ง ส่วนพวก “ตัวเก๋า” ก็ส่งไปเป็น “พี่เลี้ยง” คอยบอกสคริปต์ เทรนด์การแสดงอยู่เบื้องหลัง

แต่ก็ตามประสาพรรคใหญ่ - คนแยะ ขนาด “บัญชานายใหญ่” ให้แยกไว้แค่ 2 พรรค ก็ยังมีปัญหาไม่จบสิ้น แรงกระเพื่อมใน “เพื่อไทย “เกิดขึ้นทันทีหลัง “เจ๊หน่อย” ขึ้นเป็นใหญ่ ข่าวแซะ-ข่าวปล่อย ออกมาท้าทายอำนาจของประธานยุทธศาสตร์เป็นรายวัน พร้อมทั้งตีปิ๊บ “บิ๊กเนม - เกรดเอ” เตรียมเฮโลชิ่งเจ๊กันลอตใหญ่

หรืออย่างการแบ่งพื้นที่ ไม่ส่งผู้สมัคร ชนกันเอง ให้ “เพื่อไทย” สอยระบบเขต และ “ไทยรักษาชาติ” เอาปาร์ตี้ลิสต์เน้นๆ ก็คุยกันไม่จบสิ้น

ฟาก “เพื่อไทย” ก็รู้ว่าแต้มที่ได้จาก ส.ส.เขต อาจล้นเกิน “ส.ส.พึงมี” ทำปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเป็นหมัน แต่ก็ไม่ได้อยากให้ยกโขยงหนีไปกันหมด ป้องกันถูกมองงว่า “ร้าวลึก” ภายใน

ส่วน “ไทยรักษาชาติ” ก็ไม่มองว่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์อย่างเดียว ศักยภาพมี ดันเอาได้ถึงชนะเลิศในหลายเขต แถมจะให้กระมิดกระเมี้ยน ส่ง ส.ส.ไม่ครบ 350 เขตก็เกรงว่า เก้าอี้จะได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็เลยฉีกข้อตกลง ขอปูพรมส่งผู้สมัครครบ 350 เขต เก็บทุกแต้มไม่ให้หล่นน้ำ

ฟังเช่นนี้ “เจ๊หน่อย” ก็สะดุ้งโหยง ขืนปูพรมส่งผู้สมัครแข่งกัน แชร์แต้มไปจนไม่เข้าป้ายที่ 1 ซักพรรค ก็เข้าข้อคู่แข่งที่ลูบปากรอเสียบอยู่แล้ว ไม่เท่านั้นอย่างลืมว่าพรรคสาขาอื่นๆมารอแชร์แต้มอีก โดยเฉพาะ “พรรคเพื่อชาติ” ที่มี ยงยุทธ ติยะไพรัช - จตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแกนำคนสำคัญ ประกาศลั่นส่งลงครบทุกเขต คะแนนเสียง “ระบอบทักษิณ” ก็จะยิ่งกระจายไปกันใหญ่

อีกทั้งยังมีความระแวงของ “เจ๊หน่อย” กับการกำเนิดของ “ไทยรักษาชาติ” ที่เป็นแหล่งรวม “ลูกท่านหลานทักษิณ” จนทำท่าจะเป็น “สายตรง” เบียดสาขาหลักอย่าง “เพื่อไทย” กลายเป็น “ลูกเมียน้อย”

แล้วยังมี “โจทย์หิน” ที่ถูกฮึ่มๆจับจ้องไม่วางตา กับการหาเรื่องยุบพรรคเพื่อไทย ตลอดจนพรรคในเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นข้อหาปล่อยให้ “คนนอกครอบงำ” ด้วยสถานะของ “ทักษิณ” นักโทษหนีคดีไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคได้ หรือการแชร์พื้นที่หลบทางให้กัน ก็อาจเข้าทำน้อง “ฮั้ว” ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง โดนฟันฉับเอาได้ง่ายๆ แถมข้อหานี้

ไม่ว่าจะก่อนเลือกตั้งไม่นาน ให้ตระเตรียมตัวกันไม่ทัน หรือเลือกมายุบเอาดื้อๆหลังเลือกตั้ง ตราหน้าว่า “ฮั้ว” กันทุกพรรคในเครือข่าย เหมาเข่ง “ตายยกรัง” กันไปเลย

กลายเป็นว่าต้องตรองกันหนักกว่าโจทย์พื้นๆ อย่างการเอาชนะเลือกตั้ง ให้ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเสียงอีก

ถึงจะกวาดที่นั่งแบบ “ดินถล่ม - หิมะทลาย” มาได้ แต่ “ตายน้ำตื้น” เจอชักใบแดงสอยกลางอากาศ ทุกอย่างก็จบ

ที่สุดก็เลยต้องพึ่งบริการ “นายใหญ่” ที่แวะมาพบแพทย์ตามนัดหมายที่ “แดนลอดช่อง” ประเทศสิงคโปร์พอดี ในการจัดแถว-จัดทัพ วางโพซิชั่นของแต่ละพรรคให้ชัดเจน แม้ว่าช่วงหลังจะ “สไกป์” มากลางวงประชุมในเซฟเฮ้าส์ตลอด

เรื่องใหญ่ขนาดนี้สู้เจอกันตัวเป็นๆ จ้องหน้า มองตา ชี้นิ้วสั่ง ไม่ได้หรอก.


กำลังโหลดความคิดเห็น...