xs
xsm
sm
md
lg

"ประยุทธ์" ชื่นชม จ.เลย ตัวอย่างแตกต่างไม่จำเป็นต้องแตกแยก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ประยุทธ์" ยก จ.เลย ตัวอย่างแตกต่างไม่จำเป็นต้องแตกแยก เพียงแต่ต้องเรียนรู้ เข้าใจ และพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม แม้ในอดีตเคยเป็นฐานที่มั่นคอมมิวนิสต์มายาวนานแต่ปัจจุบันลบล้างความขัดแย้งได้อย่างสมบูรณ์ พร้อยเผย 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุในไทยมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เตรียมจัดหาคนดูแลผู้สูงอายุในภาวะติดเตียง ที่ตอนนี้รอความช่วยเหลือราว 2 แสนคน

วันนี้ (21 ก.ย.) เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ“ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า ประเทศของเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มากกว่า 60 ล้านคน หรือประมาณ 15% ของประชากรทั้งหมด และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 ปี จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ

จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2559 แสดงให้เห็นว่ามีผู้สูงอายุจำนวนมาก ที่จัดว่าอยู่ในภาวะเปราะบาง โดย 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ จะมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ลูกหลานซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของผู้สูงอายุ มีสัดส่วนลดลง ร้อยละของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว หรือตามลำพังกับผู้สูงอายุด้วยกันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงประมาณ 400,000 คน และผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อม ประมาณ 600,000 คน ในปี 2559 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก ในกลุ่มดังกล่าว ในช่วงท้ายของชีวิต หลายๆคนจะเข้าสู่ภาวะติดเตียง จากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รวมไปถึงจากภาวะชราภาพ ที่ทำให้ช่วยตัวเองไม่ได้

หากในช่วงเวลาที่ประเทศไทยของเรามีผู้สูงอายุในภาวะติดเตียงประมาณ 200,000 คน ที่รอความช่วยเหลือ ในขณะที่ครอบครัวของเรามีฐานะ รายได้ที่มั่นคง ก็คงจะสามารถจ้างคนมาช่วยดูแลพ่อแม่ ปู่ย่า ญาติของเรา ที่ต้องอยู่ป่วยติดเตียงได้

แต่ในความเป็นจริงนั้น ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในชนบทมีหลายครอบครัวไม่มีเงินพอ ที่จะจ้างคนมาช่วยดูแลได้ ผู้สูงอายุที่ติดเตียงเหล่านั้น จึงไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม หลายคนต้องมีความยากลำบาก มีแผลตามตัว มีปัญหาสุขภาพ โรคต่างๆ ลุกลามมากขึ้น

นายกฯกล่าวอีกว่า รัฐบาลจึงได้เตรียมการที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุเหล่านั้น โดยช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ก็ได้มีมติเพิ่มสิทธิอีกหลายประการให้กับผู้สูงอายุ หรือผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง มีสิทธิที่จะได้รับการดูแลจากรัฐ โดยปลายเดือนนี้คณะกรรมการกระจายอำนาจ จะได้มอบเรื่องการจัดจ้าง และนักบริบาลชุมชน ที่จะมาดูแลผู้สูงอายุในภาวะติดเตียง ให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น เพื่อให้เขาสามารถให้บริการเรื่องนี้ได้อย่างทั่วถึงและตรงจุด โดยกระทรวงสาธารณสุขจะได้เตรียมเรื่องหลักสูตรที่เหมาะสม ให้คณะบริบาลชุมชนเหล่านี้ต่อไป

เรื่องนี้ใช้งบประมาณไม่มากนัก แต่เป็นปัญหาความทุกข์ยากของคนจำนวนมาก ซึ่งถ้าเราทำได้เช่นนี้ ผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และญาติของเรา ก็ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ครอบครัว เพื่อนบ้าน ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม ก็จะช่วยกันดูแลผู้สูงอายุในภาวะติดเตียงได้อย่างไร ท่านเหล่านั้นก็จะมีสุขภาวะที่ดี แข็งแรง ทุกครอบครัวก็จะมีความสุขมากขึ้น เป็นการคืนความสุขให้คนไทยอีกทางหนึ่ง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า เมื่อต้นสัปดาห์ ได้มีโอกาสไปลงพื้นที่ จ.เลย และ เพชรบูรณ์ ที่ประทับใจอย่างมาก และขอชื่นชม ก็คือความเข้มแข็งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชุมชน ในการที่จะพัฒนาท้องถิ่นของตนให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการกระชับความร่วมมือกัน ระหว่างภาคเอกชน กับภาครัฐอย่างเข้มแข็ง ในการที่จะขับเคลื่อนโครงการต่างๆด้วย

หากเรามองย้อนกลับไปหลายปีก่อนพื้นที่ที่เป็นรอยต่อของ จ.เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก เดิมเคยเป็นพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐมาอย่างยาวนานนับสิบปี ในช่วงเวลานั้น มีความต่างทางความคิดในพื้นที่สูง จนนำไปสู่การต่อสู้ทางอุดมการณ์ ความเชื่อ และรุนแรงขึ้น ถึงขั้นมีการสูญเสียในที่สุด

"แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านั้น ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว และเป็นสิ่งที่คอยเตือนใจให้เราเรียนรู้ว่า ความแตกต่างไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความแตกแยกเสมอไป หากเรารู้จักเรียนรู้ เข้าใจ บริหารจัดการ และพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม สามารถจะพึ่งพากันและกัน อีกทั้ง ไม่ปล่อยให้ใครรู้สึกว่า ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง" นายกฯกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้เห็นตัวอย่างของการพัฒนาในหลากหลายมิติ ที่ไม่ได้แค่เข้ามาลบร่องรอยความขัดแย้งได้อย่างสมบูรณ์ แต่ยังสร้างความเจริญให้กับพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นความเข้มแข็ง ความสามัคคีของชุมชน ความหลากหลายชาติพันธุ์ใน จ.เลย ที่ต่างอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างผสานกลมกลืน จนเป็นสังคมสมานไมตรี ทุกคนในพื้นที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความคิดด้านบวก และพร้อมจะร่วมมือกับทางภาครัฐ และเอกชน ในการจะพัฒนาชุมชนให้ก้าวไปข้างหน้า

นอกจากนี้ยังเห็นความเข้าใจ ยอมรับ และเคารพในความหลากหลายวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของคนใน จ.เลย ซึ่งถูกนำมาสร้างเสน่ห์ให้กับการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ รวมถึงการบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวทางประชารัฐที่ อ.เชียงคาน ซึ่งเราเห็นถนนคนเดินที่มีความเรียบร้อยสะอาดตาและคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยสามารถพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของเราได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก
รายการ“ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”(21 ก.ย.)


สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน ในวันที่ในวันที่ 20 กันยายนของทุกปีจะเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี 2 พระองค์ ซึ่งเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในฐานะยุวกษัตริย์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ในส่วนของรัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก ในการที่จะส่งเสริมให้เยาวชนได้มีพื้นที่ในการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เจริญเติบโตสมตามวัยทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และมีความเข้าใจในการดำรงชีวิตตามกฎระเบียบของสังคมด้วยแนวคิด “เด็กคิด เด็กนำ เด็กทำ ผู้ใหญ่หนุน”
นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นให้เยาวชนหนุ่มสาวได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเอง ที่จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคตภายใต้แนวคิด “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ”นโยบายดังกล่าวมุ่งหวังที่จะให้เยาวชน ซึ่งเป็นวัยที่มีพลัง กล้าคิด กล้าแสดงออก พร้อมที่จะเติบใหญ่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศ สามารถจะพัฒนาศักยภาพอย่างสร้างสรรค์แสดงความสามารถของตนเอง โดยการร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างคุณประโยชน์ต่อครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม อาทิ กิจกรรมจิตอาสาที่ส่งเสริมการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ เพราะเป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมในอนาคต อันเป็นที่มาของการจัดงานวันเยาวชนแห่งชาติในปีนี้ ภายใต้หัวข้อ “ภูมิธรรม ภูมิไทย เยาวชนรุ่นใหม่ภูมิใจแผ่นดินเกิด” ซึ่งจะเป็นการนำเสนอกิจกรรม หรือเรื่องราวคุณความดีของเยาวชน ที่ได้เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ โดยสะท้อนให้เห็นถึงศัพยภาพความร่วมมือ ร่วมใจกันของทุกคนทุกฝ่่าย และความภาคภูมิใจที่ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ด้านภูมิลำเนาของตน ในแต่ละจังหวัดทั่วพื้นแผ่นดินไทย ซึ่งจะเป็นการจุดประกายแห่งพลังความรู้รักสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคมอีกด้วย
พี่น้องประชาชนที่รักครับเด็กเป็นอนาคตของชาติ ดังนั้นการจะสร้างคนให้เก่ง ดี และมีภูมิคุ้มกันนั้น ย่อมจะเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับบ้านเมืองในอนาคตตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งสภาพสังคมในทศวรรษใหม่จะเป็นยุคดิจิทัล หรือยุคแห่งความเร็ว และความล้ำสมัยของเทคโนโลยีการสื่อสาร ยิ่งกว่านั้นยังมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม ก่อให้เกิดการหล่อหลอมรวมความคิด และความเชื่อของกลุ่มคน ที่เราทุกคนในสังคมจะต้องตั้งรับ การมีวิถีชีวิตยุคใหม่นี้อย่างมีวิจารณญาณ มิฉะนั้นสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากนี้ อาจส่งผลกระทบต่อเด็กวัยเรียน ยาวชนของชาติ ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฐานรากไม่มั่นคง จนไม่สามารถปรับตัวได้ทันและไม่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาด้านอารมณ์จิตใจ และสุขภาพ อาทิ นิยมความรุนแรง เลียนแบบผิดๆ ติดเกมส์ ตั้งครรภ์ก่อนวัยสมควร รวมไปถึงติดยาเสพติด
ดังนั้นการจะส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ จึงเป็นเริื่องที่สำคัญอย่่างยิ่งต่อการปฏิรูป และการสร้างชาติในอนาคต โดยการบริหารจัดการด้านการศึกษา ที่จะต้องมุ่งเสริมสร้างทักษะชีวิต สำหรับเด็กและเยาวชน สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติ และยึดถือในชีวิตประจำวัน อาทิ การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง การสร้างหลักคิดอย่างมีตรรกะมีเหตุมีผล ความคิดเชิงวิเคราะห์ ทักษะในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร และเหตุการณ์รอบๆ ตัว ความคิดสร้างสรรค์ความรับผิดชอบต่อสังคม และที่สำคัญคือความรู้คุณค่าในตัวเอง
พี่น้องประชาชนครับ นอกจากการแข่งขันกีฬาแล้ว เรายังมีเวทีระดับโลกอีกมากมาย ที่เป็นพื้นที่แสดงศักยภาพของเยาวชน ทรัพยากรมนุษย์ของแต่ละประเทศ วันนี้ผมมีผลงานที่จะสร้างรอยยิ้ม และสร้างความภูมิใจให้กับคนไทยทั้งชาติมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง เป็นการชนะเลิศในเวทีการแข่งขันระดับโลกด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งประเภทคณะ และเดี่ยว อาทิ
1.คณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู ชนะเลิศในงานเทศกาลและการประกวดร้องประสานเสียงนานาชาติ ครั้งที่ 2 ที่เมืองคอร์ฟู ประเทศกรีซ ระหว่างวันที่ 12-16 กันยายนที่ผ่าน มา ซึ่งเป็นรายการแข่งขันขับร้องประสานเสียงที่มีชื่อเสียงที่สุดรายการหนึ่งของโลก มีทีมเข้าแข่งขัน 22 ประเทศ จากทุกทวีป รวม 37 ทีมทั่วโลก เช่น รัสเซีส โปแลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ อาร์เจนตินา เทียบเท่ากับการแข่งขันโอลิมปิกด้านดนตรี ทีมไทยของเรานั้นมีทั้งเสียงชายหญิง จากหลากหลายอายุ และสาขาอาชีพ สามารถคว้ารางวัล 3 เหรียญทอง จาก 3 สาขาที่เข้าแข่งขัน น่าภูมิใจนะครับ อันได้แก่ บทเพลงคติชนวิทยา หรือเพลงพื้นบ้าน สาขาบทเพลงศาสนาคริสต์ และสาขาวงประสานเสียง
2.คณะนักเต้นเยาวชนของไทย คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทต่างๆ ทั้งแบบเดี่ยวประเภทคู่ และประเภทกลุ่ม ในรายการเต้นที่สำคัญ และยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 20 ณ ประเทศสิงคโปร์ จากผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,700 คน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ถึง 3 กันยายนที่ผ่านมา
3.คณะวงดุริยางค์สากล จากโรงเรียนสุรนารีวิทยา ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายการ Singapore International Band Festival 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์ ประเภทดิวิชั่น 1 และวิทยาลัยนาฏศิลป์ ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นความสำเร็จของคนไทยที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางศิลปะการแสดง อันนำชื่อเสียงสร้างความภาคภูมิใจ มาสู่คนไทยทั้งชาติ อีกทั้งก็จะเป็นการช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทย สร้างภาพลักษณ์และเกียรติภูมิไทยในเวทีโลก

โอกาสนี้ ผมขอแสดงความยินดี และชื่นชมคณะนักร้องประสานเสียงทีมวงสวนพลู อีกทั้งเยาวชนที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ขอบคุณผู้ฝึกสอน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันสร้างรอยยิ้มให้แก่ชาวไทย รวมทั้งขอขอบคุณกระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเสริมคนไทยไปแข่งขันในเวทีโลก

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ผมได้ไปตรวจราชการที่ จ.ลพบุรี และได้ไปเยี่ยมชมโครงการบ้านสุขภาวะผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้สูงอายุที่ ต.เขาพระงาม โครงการนี้เป็นต้นแบบที่ดี อย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย โดยเป็นโครงการที่ท้องถิ่น คือเทศบาลเขาพระงาม ได้ดำเนินการดูแลพี่น้องประชาชนของตัวเอง

เทศบาลแห่งนี้เป็นอีกแห่งของความภาคภูมิใจของเราทุกคน เนื่องจากเพิ่งได้รับรางวัลที่ 2 ของ United Nations Public Service Awards (UNPSA) ในสาขานวัตกรรม และความเป็นเลิศของการบริการด้านสุขภาพของเอเชียและเอเชียแปซิฟิก

เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ท้องถิ่นอื่นๆ ที่ผมเลือกไปที่ ต.เขาพระงาม เพราะประเทศของเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งปัจจุบันเราจะมีผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มากกว่า 60 ล้านคน หรือประมาณ 15% ของประชากรทั้งหมด และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 ปี จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ

จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2559 แสดงให้เห็นว่ามีผู้สูงอายุจำนวนมาก ที่จัดว่าอยู่ในภาวะเปราะบาง โดย 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ จะมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ลูกหลานซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของผู้สูงอายุ มีสัดส่วนลดลง ร้อยละของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว หรือตามลำพังกับผู้สูงอายุด้วยกันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงประมาณ 400,000 คน และผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อม ประมาณ 600,000 คน ในปี 2559 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก ในกลุ่มดังกล่าว ในช่วงท้ายของชีวิต หลายๆคนจะเข้าสู่ภาวะติดเตียง จากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รวมไปถึงจากภาวะชราภาพ ที่ทำให้ช่วยตัวเองไม่ได้

หากในช่วงเวลาที่ประเทศไทยของเรามีผู้สูงอายุในภาวะติดเตียงประมาณ 200,000 คน ที่รอความช่วยเหลือ ในขณะที่ครอบครัวของเรามีฐานะ รายได้ที่มั่นคง ก็คงจะสามารถจ้างคนมาช่วยดูแลพ่อแม่ ปู่ย่า ญาติของเรา ที่ต้องอยู่ป่วยติดเตียงได้

แต่ในความเป็นจริงนั้น ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในชนบทมีหลายครอบครัวไม่มีเงินพอ ที่จะจ้างคนมาช่วยดูแลได้ ผู้สูงอายุที่ติดเตียงเหล่านั้น จึงไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม หลายคนต้องมีความยากลำบาก มีแผลตามตัว มีปัญหาสุขภาพ โรคต่างๆ ลุกลามมากขึ้น

รัฐบาลจึงได้เตรียมการที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุเหล่านั้น โดยช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ก็ได้มีมติเพิ่มสิทธิอีกหลายประการให้กับผู้สูงอายุ หรือผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง มีสิทธิที่จะได้รับการดูแลจากรัฐ โดยปลายเดือนนี้คณะกรรมการกระจายอำนาจ จะได้มอบเรื่องการจัดจ้าง และนักบริบาลชุมชน ที่จะมาดูแลผู้สูงอายุในภาวะติดเตียง ให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น เพื่อให้เขาสามารถให้บริการเรื่องนี้ได้อย่างทั่วถึงและตรงจุด โดยกระทรวงสาธารณสุขจะได้เตรียมเรื่องหลักสูตรที่เหมาะสม ให้คณะบริบาลชุมชนเหล่านี้ต่อไป

เรื่องนี้ใช้งบประมาณไม่มากนัก แต่เป็นปัญหาความทุกข์ยากของคนจำนวนมาก ซึ่งถ้าเราทำได้เช่นนี้ ผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และญาติของเรา ก็ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ครอบครัว เพื่อนบ้าน ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม ก็จะช่วยกันดูแลผู้สูงอายุในภาวะติดเตียงได้อย่างไร ท่านเหล่านั้นก็จะมีสุขภาวะที่ดี แข็งแรง ทุกครอบครัวก็จะมีความสุขมากขึ้น เป็นการคืนความสุขให้คนไทยอีกทางหนึ่ง

พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่านครับ เมื่อต้นสัปดาห์ ผมและคณะรัฐมนตรีได้มีโอกาสไปลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนภาคเอกชนและข้าราชการในพื้นที่ จ.เลย และ เพชรบูรณ์ มีการประชุม ครม.ในพื้นที่ด้วย ที่ผมประทับใจอย่างมาก และขอชื่นชม ก็คือความเข้มแข็งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชุมชน ในการที่จะพัฒนาท้องถิ่นของตนให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการกระชับความร่วมมือกัน ระหว่างภาคเอกชน กับภาครัฐอย่างเข้มแข็ง ในการที่จะขับเคลื่อนโครงการต่างๆด้วย

หากเรามองย้อนกลับไปหลายปีก่อนพื้นที่ที่เป็นรอยต่อของ จ.เลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก เดิมเคยเป็นพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐมาอย่างยาวนานนับสิบปี

ในช่วงเวลานั้น มีความต่างทางความคิดในพื้นที่สูง จนนำไปสู่การต่อสู้ทางอุดมการณ์ ความเชื่อ และรุนแรงขึ้น ถึงขั้นมีการสูญเสียในที่สุด

แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านั้น ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว และเป็นสิ่งที่คอยเตือนใจให้เราเรียนรู้ว่า ความแตกต่างไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความแตกแยกเสมอไป หากเรารู้จักเรียนรู้ เข้าใจ บริหารจัดการ และพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม สามารถจะพึ่งพากันและกัน อีกทั้ง ไม่ปล่อยให้ใครรู้สึกว่า ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผมได้เห็นตัวอย่างของการพัฒนาในหลากหลายมิติ ที่ไม่ได้แค่เข้ามาลบร่องรอยความขัดแย้งได้อย่างสมบูรณ์ แต่ยังสร้างความเจริญให้กับพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นความเข้มแข็ง ความสามัคคีของชุมชน ความหลากหลายชาติพันธุ์ใน จ.เลย ที่ต่างอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างผสานกลมกลืน จนเป็นสังคมสมานไมตรี ทุกคนในพื้นที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความคิดด้านบวก และพร้อมจะร่วมมือกับทางภาครัฐ และเอกชน ในการจะพัฒนาชุมชนให้ก้าวไปข้างหน้า

นอกจากนี้ ผมยังเห็นความเข้าใจ ยอมรับ และเคารพในความหลากหลาย างวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อของคนใน จ.เลย ซึ่งถูกนำมาสร้างเสน่ห์ให้กับการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ รวมถึงการบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวทางประชารัฐที่ อ.เชียงคาน ซึ่งเราเห็นถนนคนเดินที่มีความเรียบร้อยสะอาดตาและคงไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยสามารถพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของเราได้ ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ส่วน จ.เพชรบูรณ์ มีการจัดการชุมชนไม้มีค่าตามนโยบายรัฐบาลที่จะเป็นการสนับสนุนให้พี่้น้องประชาชนมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ในวันข้างหน้าด้วยการปลูกไม้มีค่าตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ดังคำกล่าวที่่ว่า ประเทศได้ป่า ประชาได้หลักทรัพย์ หมายถึง นอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้อย่างหลากหลายในพื้นที่ต่างๆ เช่น ในสวนยางพารา สวนปาล์ม สวนผลไม้ หัวไร่ปลายนา หรือบริเวณบ้านเรือน หรือพื้นที่ว่างเป็นต้น รัฐจะมีการปรับปรุงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนปลูกไม้มีค่าในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือที่ดินที่มีการใช้ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการออม การสร้างหลักประกัน อาชีพที่มั่นคงยั่งยืน

ทุกคนลองคิดตามนะครับ หลักง่ายๆ ถึงมูลค่าไม้สักและการประเมินของโครงการอุตสาหกรรมป่าไม้ที่มีขนาดเส้นวงลำต้น 146 เซนติเมตร มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 33,000 บาท และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เฉลี่ยปีละเกือบ 1,400 บาท หรือเฉลี่ยปีละ 3.2บาทต่อวัน นี่คือมูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้สักเพียง 1 ต้น ที่เหลือคงต้องคำนวนตามศักยภาพการปลูกของตนอีกด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายระยะสั้น 1-2 ปี คือ ทำให้เกิดชุมชนไม้มีค่า 2,000 ชุมชน มีประชาชนได้รับประโยชน์ 1แสนครัวเรือน โดยรัฐจะผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้พ้นทุกมิติ และเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่เป้าหมายระยะยาว 10 ปี ข้างหน้า และเราจะขยายชุมชนไม้มีค่าเป็น 2 หมื่นชุมชน ประชาชนได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์มากกว่า 2,600,000 ครัวเรือน ประเทศชาติได้ป่าได้ต้นไม้เพิ่ม 1,040 ล้านต้น คิดเป็นพื้นที่ป่าเรา 26 ล้านไร่ อาจเทียบมูลค่าทางเศรษฐกิจคร่าวๆ ประมาณ 1,040,000 ล้านบาท หากมองในภาพที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ชาวโลกโดยเฉพาะชาวไทยที่อาศัยในผืนป่านี้ ย่อมมีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น เนื่องจากต้นไม้เหล่านี้จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกการเก็บคาร์บอน 676,000 ตันต่อปี คือการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ในอากาศที่เราทุกคนสูดดมทุกวัน ซึ่งเป็นภัยบั่นทอนสุขภาพของพวกเราทุกคน ร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วยง่าย สิ้นเปลืองเงินทอง ค่าหมอ ค่ายา ซึ่งเป็นวงจรที่ไม่พึงประสงค์ของปัญหาสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจ และสังคมนั่นเอง

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นการริเริ่มสินค้าเกษตรปลอดภัยภายใต้สัญลักษณ์ กรีน มาร์เก็ต โดยคนในชุมชน ของ จ.เพชรบูรณ์ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนจากกรอบแนวคิดแบบเดิมที่มีต้นทุนการผลิตสูง จากการซื้อสารเคมี ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน พ่อค้าคนกลาง เป็นแนวคิดใหม่ที่จะสร้างความมั่นคงให้เกษตรกร โดยสร้างพ่อค้าคนกลางของเกษตรกรขึ้นมาเอง ให้เกษตรกรกับตลาดเชื่อมโยงกันโดยตรง เป็นการแข่งขันกับพ่อค้าคนกลางที่เป็นคนทั่วไป ทราบการต่อรอง ควบคุมกลไกการตลาดได้บ้าง ถึงจะเป็นการบริหารโครงการรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน เพื่อจะผสมผสานจุดเด่นข้อดีของแต่ละภาคส่วน อาทิ ความยืดหยุ่นคล่องตัวของภาคเอกชน การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของภาครัฐ และการลงมือของภาคประชาชน โดยมุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรกรรวมกลุ่ม จัดตั้งสหกรณ์ เพื่อสอบถามความต้องการตลาด และแจ้งให้สมาชิกที่เป็นเกษตรกร พร้อมปลูกผักปลอดภัยสารพิษที่เรียกว่า ผักอินทรีย์ หรือ ออร์แกนิค และนำส่งขาย ซึ่งจะได้ราคาสูงกว่าท้องตลาดประมาณ 1 เท่าตัว

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนรับรองมาตรฐานการผลิต ให้ผู้บริโภคมั่นใจในมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ภายใต้เครื่องหมาย กรีนมาร์เก็ต เพชรบูรณ์ จะเห็นได้ว่าการลงมือสร้างเริ่มต้นด้วยการร่วมมือรวมแรงร่วมใจของคนในชุมชน มีความสำคัญมากและถือเป็นแนวทางสร้างความสำเร็จยั่งยืนจากภายใน เพราะคนในชุมชนนั้นๆ จะรู้จักรากเหง้า ตัวตน แนวคิด และมรดกต้นทุนท้องถิ่นดีกว่าคนอื่นซึ่งเป็นคนนอกเมื่อมีข้อติดขัดสามารถขอความช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินการราบรื่น ขณะที่ภาครัฐอำนวยความสะดวกให้คนคิดและลงมือทำ บนพื้นฐานคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้จนบรรลุเป้าหมาย ซึ่งคือระยะที่แท้จริงของคำว่า ประชารัฐ ซึ่งทำให้การสร้างเกิดขึ้นได้จริง

ส่วนการสนับสนุนจากภาครัฐนั้น มีการหารือกับภาคเอกชน พี่น้องเกษตรกร ผู้บริหารท้องถิ่น ถึงความต้องการด้านต่างๆ ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 และภาคเหนือตอนล่าง 1 เพื่อที่จะสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ สามารถรองรับการเติบโตทางกิจกรรมของภาคเอกชน และชุมชนได้ ยกตัวอย่างได้แก่ การสนับสนุนการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ หลวงพระบาง อินโดจีน เมาะลำไย ผ่านการเข้าเป็นส่วนหนึ่งภายใต้กรอบความร่วมมือ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายถนนในพื้นที่ และการเชื่อมโยงการค้าภาคเหนือตอนล่าง และประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ มีการเร่งรัดและสนับสนุนด้านการพัฒนาระบบลอจิสติกส์ ทั้งโครงข่ายคมนาคมทางถนน ผ่านการขยายช่องการจราจร และเพิ่มความปลอดภัยของการจราจรในพื้นที่ที่สำคัญ อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเส้นทางเชื่อมโยงหลักระหว่างจังหวัดและภาค รวมถึงการคมนาคมทางอากาศ เช่น การพัฒนาศักยภาพของท่าอากาศยานเลย และอุดรธานี เพื่อรองรับการเติบโตของนักเดินทางและนักท่องเที่ยว รวมถึงพิจารณาความจำเป็นของสนามบินใหม่ในพื้นที่ อีกทั้งยังหารือในเรื่องของการสนับสนุนการคมนาคมทางราง ได้แก่ การสร้างท่าเรือบก และการศึกษาเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อทุกจังหวัดในกลุ่มที่จะต้องคำนึงถึงความพร้อม ความจำเป็นเร่งด่วนเป็นสำคัญ

ส่วนด้านการเกษตร ได้มีการพิจารณาเร่งรัดหรือสนับสนุนการดำเนินการด้านแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการแก้ปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง เช่น การเสริมความจุอ่างเก็บน้ำ การเพิ่มศักยภาพระบบระบายน้ำ การปรับปรุงฝายและประตูระบายน้ำในหลายพื้นที่ ผมได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับข้อเสนอต่างๆ ไปพิจารณาตามความเร่งด่วนแล้ว

สำหรับด้านการยกระดับผลผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตในพื้นที่นั้น ได้มีการหารือกันถึงการจัดตั้งศูนย์พัฒนาต่อยอดนวัตกรรมไม้ผลและพืชผักเศรษฐกิจภาคเหนือ เพื่อจะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหลังการเก็บเกี่ยวในการรับรองมาตรฐานของพืชผักและผลไม้ การขยายพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ การก่อตั้ง Excellecnce Center เพื่อวิจัยและพัฒนาความรู้สำหรับส่งเสริมเอสเอ็มอี การประกาศให้กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเป็นคลัสเตอร์ยางพารา เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาเรื่องยางพาราอย่างครบวงจร การจัดตั้งศูนย์การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพารา รวมไปถึงการพิจารณาประกาศให้จังหวัดอุดรธานีเป็นเมืองสมุนไพรเพิ่มเติม ซึ่งเราต้องพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว ได้มีการศึกษาการนำดิจิตอลแพลตฟอร์มมาใช้ในการยกระดับการท่องเที่ยวและเกษตรปลอดภัย รวมไปถึงการพัฒนาผู้ประกอบการ ที่จะสามารถใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลก การสนับสนุนการผลักดันแหล่งธรณีวิทยา จ.เพชรบูรณ์ ให้เป็นอุทยานธรณีโลก ตามขั้นตอน รวมทั้งจัดทำแผนเพื่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างครบวงจรและเชื่อมโยงกันด้วย

ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายทางการแพทย์และการสาธารณสุขต้นแบบด้วยเทคโนโลยี Big Data , AI และ mobile application เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการทางการแพทย์ และการดูแลตนเองของประชาชน ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และจะพิจารณาเร่งรัดการก่อสร้างอาคารของโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และโรงพยาบาลหล่มสัก รวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพการบริหารสุขภาพโรงพยาบาลในจังหวัดเลยอีกด้วย

จะเห็นได้ว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ยุคดิจิตอลจะเป็นกลจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ผมขอเชิญพี่น้องประชาชน เยาวชน ผู้ประกอบการ และทุกคนที่สนใจ มาเยี่ยมชมงาน DIGITAL THAILAND BIG BANG 2018 ภายใต้แนวคิด "THAILAND BIG DATA โลกเปิด เราปรับ ประเทศเปลี่ยน" ซึ่งจะนำนวัตกรรมดิจิตอลระดับนานาชาติ หลากหลายสาขามาแสดง จะเป็นการเปิดหูเปิดตาต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ได้เห็นและเข้าใจถึงประโยชน์ ความสะดวกสบาย โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิต เราจะสามารถนำ Big Data มาผนวกกับนวัตกรรมดิจิตอลต่างๆ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม และการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก

งานนี้จัดวันที่ 19-23 กันยายนนี้ ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สุดท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยช่วยกันส่งกำลังใจไปถึงแนวหน้าของเรา ทั้งอาสาสมัครทหารพราน ตำรวจตระเวนชายแดน ทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกคน ที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการตามแนวตะเข็บชายแดน หรือในพื้นที่ห่างไกล เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศ และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ทั้งการขนยาเสพติด การลักลอบค้าของเถื่อน สินค้าผิดกฎหมาย ไปจนถึงการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข และประชาชนแนวหลังทุกคนนอนหลับอย่างมีความสุข ผมขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกท่านมีสวัสดิภาพ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมเกียรติ สมดังอุดมการณ์ "รักชาติ รักแผ่นดิน" ของทุกๆ คน ด้วยความไม่ประมาท มีสติอยู่เสมอ

ความยากในการปฏิบัติงานปัจจุบัน ก็คือผู้ก่อความไม่สงบ มักจะอาศัยการแต่งตัวเลียนแบบเจ้าหน้าที่ เลียนแบบทหาร ตำรวจ ระหว่างการก่อเหตุร้ายต่างๆ นอกจากจะง่ายต่อการหลบหนี แฝงตัวปะปนอยู่กับชาวบ้านโดยไม่มีใครสงสัย ยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อพี่น้องประชาชนได้โดยง่ายอีกด้วย ก็ขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ช่วยกันดูแลบ้านเมืองของเรา หากพบเห็นส่งผิดปกติ สามารถแจ้งสายด่วน 191 หรือพบเหตุฉุกเฉิน โทร.สายด่วน 1669 ทั้งสองเบอร์ที่จำง่าย และใช้ได้ทุกๆ พื้นที่ทั่วประเทศ กรุณาบันทึกไว้ในโทรศัพท์ด้วย

ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีสวัสดิภาพ และทุกครอบครัวมีความสุข ปลอดภัย สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...