xs
xsm
sm
md
lg

“ประยุทธ์” ปลื้ม! ดาราต่อคิวร่วม “เดินหน้าประเทศไทย” ยาวถึงสิ้นปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายกฯ เผย ยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชน แก้ปัญหาขายฝากที่ดินไม่ให้เกษตรกรถูกนายทุนเอาเปรียบ แจงทำสัญญาต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีกองทุนกู้ยืมให้ไถ่ถอนที่ดิน ลั่น ผุดกิจกรรม “ร่วมใจสร้างไทยไปด้วยกัน” เพื่อขอบคุณดาราที่มาร่วมรายการเดินหน้าประเทศไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งตอนนี้มีต่อคิวยาวไปจนถึงสิ้นปีแล้ว

วันนี้ (7 ก.ย.) เมื่อเวลา 20.15 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมา แม้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขายฝาก ซึ่งกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน เพดานของอัตราดอกเบี้ย และกระบวนการในการทำสัญญาไว้แล้ว แต่ยังมีช่องว่างให้เกิดการเอาเปรียบกันพอสมควร เอารัดเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากผู้ขายฝากไม่มีอำนาจต่อรอง แต่ต้องการคืนทุนเร่งด่วน และไม่เข้าใจกฎหมาย จึงทำให้ผู้รับซื้อ หรือนายทุนใจร้ายชักจูงให้ทำสัญญาขายฝากที่ดินไม่เป็นธรรม อาทิ กำหนดเวลาไถ่ถอนสั้นมาก เช่น กำหนดไถ่ถอนใน 3-4 เดือน เป็นไปได้ว่าผู้ขายฝากหาเงินมาไถ่ถอนไม่ทัน ต้องทำสัญญาใหม่บ่อยๆ ทุกครั้งต้องเสียเงินทำสัญญาหลายหมื่นบาท หรือเวลาที่ครบกำหนดสัญญาไม่สอดคล้องการเพาะปลูก ทำให้พี่้น้องเกษตรกรไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนได้ จนสูญเสียทรัพย์สินในที่สุด ความเดือดร้อนของพี่้น้องประชาชนเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายที่มีไม่สามารถป้องกันเกษตรกรจากการสูญเสียที่ดินให้นายทุนได้ อันนี้เป็นปัญญาที่สะสมมานานกว่า 50 ปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีที่ทำกินรวม 300 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ มีที่ดินเกษตรกรรม 150 ล้านไร่ และครึ่งหนึ่งของ 150 ล้านไร่ เป็นที่ดินเกษตรกรต้องเช่าคนอื่นในการทำกิน สะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรกลุ่มนี้ อาจเป็นผู้ที่สูญเสียที่ดินไปแล้วจากกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ยิ่งกว่านั้นที่ดินราว 30 ล้านไร่ จากสัดส่วนที่เหลือ 70 ล้านไร่ นั้น อยู่ระหว่างการจำนองและขายฝาก โดยมีที่ดินที่มีการขายฝากอีกหลายแสนไร่ และมีโอกาสหลุดมือสูงมาก เนื่องจากนายทุนหลายคนอาศัยกฎหมายฉบับเดิมเป็นช่องทางในการยึดที่ดินจากประชาชน โดยไม่สนใจการชำระดอกเบี้ย การขายฝากนั้นเลย

ล่าสุด จึงยกร่างกฎหมายใหม่ ได้แก่ พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชน โดยการขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือที่อยู่อาศัย ที่จะช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่เดิม เช่นกำหนดที่ดินขายฝาก เป็นธุรกิจคุ้มครองของผู้บริโภค โดยต้องทำเป็นหนังสือ ได้รับการตรวจสอบเนื้อหาสัญญาจากนิติกร หรือพนักงานที่ดิน ก่อนนำไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินมีรายละเอียดของคู่สัญญา และที่ตั้ง จำนวนสินไถ่ อัตราดอกเบี้ย วันกำหนดการชำระชัดเจน

นอกจากนี้ การสละสิทธิ์ไถ่ถอนไม่สามารถทำได้ เพื่อป้องกันการตั้งใจให้ที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรตั้งแต่ต้น รวมถึงกำหนดให้การทำสัญญาขายฝากมีสัญญาไม่ต่ำกว่า 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง เพื่อป้องกันการทำสัญญาระยะสั้น และการไถ่ถอนทำได้สะดวกขึ้น นายทุนไม่สามารถทำได้โดยง่ายต่อไป กฎหมายใหม่ฉบับนี้ จะช่วยปิดช่องโหว่ และแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดินจากสัญญาไม่เป็นธรรม ของพี่้น้องเกษตรกรได้ เกษตรกรต้องเรียนรู้กฎหมายฉบับนี้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ รัฐบาลมีกลไกต่างๆ ที่จะดำเนินการควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยเกษตรกรไถ่ถอนที่ดินจากการขายฝากได้ง่ายขึ้น เช่น 1.กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกร และผู้ยากจน ซึ่งผู้มีสิทธิ์ของความช่วยเหลือกู้เงินเพื่อไปไถ่ถอนที่ดิน ได้แก่ เกษตรกร หรือ พ่อ แม่ ลูก ปู่ ของเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อยจะอนุมัติเงินกู้ตามจำนวนหนี้จริง แต่ไม่เกินรายละ 2 ล้าน 5 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 และกำหนดระยะเวลาชำระหนี้คืนภายใน 20 ปี

2.กองทุนพัฒนาและฟื้นฟูเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นหนี้เกี่ยวการเกษตร โดยมีเงื่อนไขบางอย่างเช่น เกษตรกรจะต้องขึ้นบัญชีทะเบียนหนี้้ให้ถูกต้อง หรือ เป็นหนี้ผิดนัดชำระ หรือ เป็นหนี้ขายทอดตลาด โดยมีวงเงินกู้ยืมไม่เกินรายละ 2 ล้าน 5 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี และ 3.สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ที่จะทำสินเชื่อเกษตรกรต่างๆ เช่น 1.ไถ่ถอนที่ดินจากการจำนอง หรือการขายฝากที่อยู่ในสัญญา 2.ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินที่ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน 3 การชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่เกี่ยวกับที่ดิน และ 4.การซื้อที่ดินที่ถูกขายทอดตลาด หรือหลุดขายฝากไปแล้วไม่เกิน 5 ปี โดยเจ้าของเดิมถูกบังคับจำนองด้วยการขายทอดตลาด

นายกฯ กล่าวว่า หวังว่า การดำเนินการของภาครัฐหลายด้านควบคู่กันไปเช่นนี้ จะบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ และเราจะเห็นตัวเลขที่ดินทำกินของพี่น้องเกษตรกรที่ไม่ใช่มาจากการเช่าที่ดินทำกินมีมากขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวด้วย อย่าฟังอย่างอื่น มันทำไม่ได้ ต้องทำอย่างนี้ทำทั้งระบบ ไม่งั้นจะมีการมาพูดจาว่า จะทำนู้นทำนี่ ทำไม่ได้จริง ถ้าไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย มันทำได้ทั้งสิ้น ผ่านมา 30-40 ปีแล้ว เราต้องกลับสู่อดีตให้ได้ทุกคนมีที่ทำกิน เรามีพี่น้องเกษตรกรอีกมากที่มีปัญหาเรื่องนี้

สำหรับประชาชนที่มีหนี้นอกระบบ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ก็ตาม ต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรม ท่านสามารถร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 ในพื้นที่ของท่านได้ ซึ่งภาครัฐก็มีกระบวนการที่จะเข้าไปดูช่วยเหลือเช่นกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า การสื่อสารเพื่อการสร้างความเข้าใจนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ทำอย่างไรจะให้ทั่วถึงพี่น้องประชาชน ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรค ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ผู้หาเช้ากินค่ำ ไม่ค่อยได้รับรู้ รับทราบ ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่รัฐบาลพยายามจะทำ พยายามจะหยิบยื่นให้ เช่น กรณีป้าเทียน ที่ประสบปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกู้หนี้นอกระบบ รวมทั้งสัญญาขายฝากที่ถูกเอาเปรียบ ซึ่งมีแบรี่ ณเดชน์ เป็นศิลปินจิตสาธารณะอีกคนหนึ่งที่ต้องการร่วมสร้างสรรค์สังคม และมองเห็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เป็นที่ตั้ง โดยอาสานำเสนอเรื่องราว “ทางออก แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” สู่สายตาประชาชน ผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น รัฐบาลและ คสช. จึงให้มีกิจกรรม “ร่วมใจสร้างไทยไปด้วยกัน” เพื่อแสดงความขอบคุณน้ำใจของศิลปินทุกๆ ท่านจากหลากหลายค่าย แบบไร้ข้อจำกัด อาทิ โป๊ป ธนวรรธน์, ตุ้ย เกียรติกมล, ท็อป จรณ, แบรี่ ณเดชน์, เต้ย พงศกร, มิว นิษฐา และ โอม อัชชา ที่ได้ออกอากาศสู่สายตาประชาชนไปแล้ว รวมทั้งที่อยู่ระหว่างเตรียมการผลิตในอนาคต เช่น ตั๊ก มยุรา, บี้ สุกฤษฎิ์, เฌอปราง, โตโน่, ฟิล์ม ธนภัทร และ บี น้ำทิพย์ เป็นต้น และก็ทราบว่ามีคิวศิลปินที่จะมาร่วมในรายการยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวู้ดดี้ ที่จะดำเนินเรื่องคลินิกครอบครัว และการดูแลสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม การเป็นจิตอาสา จิตสาธารณะนั้น ก็คงไม่ได้จำกัดรูปแบบแต่เพียงการเป็นผู้ดำเนินรายการที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ผมอยากจะย้อนกล่าวถึง ตูน บอดี้สแลม ที่ได้ทุ่มเท รงกาย แรงใจ มุ่งมั่น วิ่งระยะทางไกลครั้งแรกกว่า 400 กิโลเมตร และครั้งที่สอง กว่า 2,000 กิโลเมตร ในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เพื่อหารายได้ให้กับโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ ในการหาซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับช่วยเหลือพี่น้องคนไทยทุกคน ล่าสุด ทราบว่ากำลังจะจัดกิจกรรมก้าวคนละก้าว ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “ก้าวนี้ เพื่อศิริราช” ครั้งนี้ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ให้กับอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยจะมีกิจกรรมการฉายภาพยนตร์ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 6-16 กันยายนนี้ ณ โรงหนังในเครือ SF และเครือ Major ทั่วประเทศ จำนวน 2,880 รอบ และที่อาคารนิมิตรบุตร ในวันที่ 14-16 กันยายนนี้ พี่น้องประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรม หรือร่วมบริจาคผ่านช่องทางต่างๆ ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ อีกทั้งหากองค์กร หรือภาคเอกชน ต้องการที่จะเหมารอบฉาย และร่วมบริจาค เพื่อจะเป็นนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ขององค์กร ก็สามารถติดต่อเข้าไปร่วมได้เช่นกัน

นายกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติและประชาชนนั้น ทุกคนสามารถทำได้ หลากหลายรูปแบบ และทุกโอกาส เพียงแต่เราต้องมีศรัทธา มีอุดมการณ์ ปราศจากการคิดทุจริต มีหิริ โอตัปปะ ละอายเกรงกลัวต่อบาป ในการทำความดี และสิ่งที่ง่ายที่สุด ก็คือ การรักษาสุขภาพของตนเอง ทั้งสุขกาย และสุขภาพจิต ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถูกสุขลักษณะ จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ มีกำลังแรงงานในการเดินหน้า ทำงาน สร้างรายได้ เมื่อเราแข็งแรงแล้ว ก็จะไม่เป็นภาระแก่ครอบครัว แล้วก็ยังสามารถดูแลคนรอบข้างได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีเรี่ยวแรง สามารถไปทำประโยชน์ให้กับสังคม ประเทศชาติ ได้อย่างเต็มที่ อีกด้วย จะได้ร่วมกันสร้างไทยไปด้วยกัน
คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน [7 กันยายน 2561]



สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน นิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศสหรัฐฯ ได้รายงานผลการจัดอันดับต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลมาจากการโหวตของผู้อ่านนิตยสารดังกล่าวทั่วโลกในปีนี้ เป็นที่น่ายินดีที่ประเทศไทยได้รับการโหวตให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้คนอันดับ 1 ของโลก และเป็นประเทศที่ดีที่สุดอันดับ 3 รองจากอิตาลี และ กรีซ

นอกจากนี้ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ยังติดอันดับที่ 9 ของเกาะที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย และผมขอแสดงความยินดีกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพมหานคร และ โรงแรมซิกเซ้นส์ เกาะยาวน้อย จ.พังงา ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4 และ 5 ตามลำดับ ประเภทโรงแรมที่ดีที่สุดในทวีปเอเชีย และอินเดียด้วย นอกจากนี้ มีการโหวตในเรื่องอื่นๆ อาทิ สายการบิน สนามบิน และสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย ก็คงเป็นการดูสัมผัสได้จากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เขาประทับใจด้วยประสบการณ์ตรง หรือผ่านคำบอกเล่าบอกต่อเกี่ยวกับความเป็นไทยด้วยรอยยิ้ม อัธยาศัย ความสุภาพอ่อนน้อมของคนไทยในภาพรวม รวมทั้งการให้บริการต่างๆ นับตั้งแต่การเดินทางด้วยสายการบิน ความสะดวกในการสัญจรไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั้งใกล้และไกล จากการสืบค้นข้อมูลร้านอาหาร สินค้า รวมไปจนถึงการไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีด ความสะอาดของที่พัก โรงแรม โฮมสเตย์ และการใช้ชีวิตในเมืองไทยด้วยความอบอุ่นใจ เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เราจึงได้รับเกียรติให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้คนอันดับ 1 ของโลก ในครั้งนี้

สำหรับภาพลักษณ์ของความเป็นไทย ความรู้รักสามัคคี ที่แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จากเหตุการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทีมหมูป่า ณ ถ้ำหลวง จ.เชียงราย ที่ทั่วโลกให้ความสนใจติดตาม และได้รับข่าวสารเชิงบวกอีกมากมาย เกี่ยวกับเรื่องของจิตอาสา จิตสาธารณะของคนไทย ในยามที่เกิดวิกฤตที่ชาวโลกได้ประจักษ์ไปจนถึงการบริหารจัดการกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ และระบบระเบียบของการบริหารบ้านเมืองจนเป็นที่ยอมรับของชาวโลก การได้รับเกียรติจากการโหวต และสิ่งต่างๆ ที่ผมกล่าวมานี้ ย่อมเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ไม่ง่ายนักกว่าเราจะมาถึงจุดๆ นี้ แต่ที่ยากยิ่งกว่าคือ การรักษาภาพลักษณ์ และคุณงามความดีทั้งหลายเหล่านี้ให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะร่วมแรงร่วมใจสร้างเมืองไทยของเราให้สดใส งดงาม ผมขอให้คนไทยทุกคนพึงระลึกอยู่เสมอว่า สุภาษิตกล่าวว่า ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลแล้ว ความผิดพลาดใดๆ เพียงเล็กน้อยของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น อาจถูกขยายเป็นเรื่องใหญ่เกินการควบคุมในสื่อออนไลน์ที่ไปไกลทั่วโลกเพียงการกดปุ่มคลิกเดียวเท่านั้น

พี่น้องประชาชนที่รักครับ ทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลนี้ ได้เน้นการกระจายลงไปยังท้องถิ่น เพื่อช่วยกระจายรายได้ สร้างงานให้พี่น้อง และการท่องเที่ยวชุมชน นอกจากจะช่วยเศรษฐกิจระดับฐานตื่นตัว หรือช่วยแก้ปัญหาความยากจนแล้ว ยังช่วยกันสร้างความเข้มแข็งในชุมชนได้อีกด้วย เราได้ตั้งเป้าว่าประเทศไทยจะมีรายได้การท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศ ในปีหน้า 2562 ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เราจะต้องปรับปรุง รัฐบาลนี้ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา อาทิ โครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม และดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวก สามารถรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้อย่างเพียงพอ เรื่องของโรงแรม ที่พัก เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญรัฐบาลจะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก

เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายที่อาจจะไม่ส่งเสริม ไม่สอดรับกับรสนิยมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ซึ่งต้องการจะเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติ วิถีชุมชนโดยตรงอีกด้วย ด้วยตัวเอง เช่น นอนในหมู่บ้านชาวประมง ป่าโกงกาง ตื่นขึ้นมาก็ได้สัมผัสกลิ่นไอป่าชายเลนยามเช้า ล่องเรือชมหิ่งห้อยยามค่ำ เป็นต้น รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีที่สำคัญตามปฏิทินการท่องเที่ยว และตามฤดูกาล เช่น การเก็บกินผลไม้จากต้นในสวน ที่ต้องเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ด้วย

ดังนั้น โรงแรมใหญ่ๆ อาจจะไม่ใช่คำตอบ สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวแนวนี้นับวันจะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันนั้นกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ร่วมมือกับ Air BNB แพลตฟอร์มให้เช่าที่พักระดับโลก เพื่อจะเพิ่มมูลค่าและเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวให้กระจายในเมืองท่องเที่ยวรอง และชุมชนพื้นบ้าน โดยสนับสนุนให้คนไทยที่เป็นเจ้าบ้านได้เปิดห้องพักในบ้านของตน ให้เช่าชั่วคราวระยะสั้นๆ ซึ่งบ้านที่เข้าร่วมโครงการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแต่เป็นบ้านพักอาศัยในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัครใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ จากนั้น อปท. จะตรวจสอบสภาพบ้าน ให้มีความสะอาด ปลอดภัย มีอาหารการกินที่ดี มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อยกระดับชาวบ้านให้เป็นผู้ประกอบการให้รองรับนักท่องเที่ยวได้

ส่วนข้อกังวลที่เกี่ยวกับกฎหมายโรงแรมและที่พักกรมการปกครองก็ได้ชี้แจงว่า กรณีที่มีห้องพักไม่เกิน 4 ห้อง มีแขกเข้าพักไม่เกิน 20 คน ไม่เข้าข่ายธุรกิจโรงแรม สามารถเปิดบริการเป็นที่พักได้ เพียงแต่เจ้าของบ้านต้องจดแจ้งกับอำเภอ เพื่อให้บริการที่พักที่ไม่ใช่โรงแรมได้ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องไปตรวจสอบว่าบ้านพัก สามารถเข้าโครงการได้หรือไม่ หรือมีคำแนะนำอย่างไร

ที่สำคัญโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อชาวชุมชน ในทุกท้องถิ่นทั่วไทย ซึ่งผ่านการพิจารณาของ อปท. ให้เข้าร่วมแล้วเท่านั้น โดยเชื่อมโยงเจ้าบ้านและผู้เข้าพัก แขก นักท่องเที่ยว บนแพลตฟอร์ม Air BNB ที่กล่าวมาแล้ว

ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวง กำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่น ที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ กล่าวคือ ให้อาคารที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข ให้มีลักษณะหรือมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งก็มีอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก

สามารถจะขออนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมได้ รวมทั้งมีการผ่อนปรนข้อกำหนดบางประการ ของอาคารที่สูงน้อยกว่า 4 ชั้น อีกด้วย

โดยมีเงื่อนไขว่าในกรณีที่หากจะมีการดัดแปลงอาคาร ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 5 ปี เป็นระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่าน ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลบังคับใช้ ทำเพื่อทุกคน ก็อย่ามาหาว่าไปเอื้อประโยชน์อะไรกับใครเลย

เพราะว่ารัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์จากใครทั้งสิ้น แต่ต้องการให้พี่น้องประชาชนที่ประกอบการในเรื่องเหล่านี้ ได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม เข้าถึงโอกาสทุกโอกาส เพื่อจะแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโรงแรมในภาพรวมของประเทศ ให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศ ในการกระจายรายได้ให้สู่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง มีธุรกิจเชื่อมโยงอีกหลายอย่างด้วยกัน

อาทิ บางครอบครัวสามารถนำค่าที่พัก รายวัน รายสัปดาห์ มาจุนเจือค่าผ่อนส่งบ้าน ที่เป็นภาระยาวนานของครัวเรือนไทย ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งด้วยตัวเอง ผมก็ไม่อยากให้เป็นอย่างที่ใครบางคนพูดในอดีตว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือของนายทุน ใช้กีดกันชาวบ้านผู้มีรายได้น้อย ออกจากวงจรการแข่งขันทางธุรกิจ

โดยแนวทางนี้ จะช่วยให้บ้านที่เป็นต้นทุนในอนาคตของทุกๆ คน สามารถนำมาหารายได้ สร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมให้ คนไทยมีทักษะผู้ประกอบการ เกิดการเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่ทางธุรกิจ ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย

จากรายการเดินหน้าประเทศไทย สร้างไทยไปด้วยกัน วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรื่องธุรกิจท่องเที่ยววิสาหกิจเพื่อชุมชน ซึ่งมี มิว นิษฐา เป็นศิลปินจิตสาธารณะคนหนึ่ง ในการดำเนินเรื่องราวให้พี่น้องประชาชนในรับรู้อย่างลึกซึ้ง มากกว่าคำว่าท่องเที่ยวชุมชน เนื่องจากมีการเชื่อมโยงกันเป็นวิสาหกิจเพื่อชุมชน

เช่น เจ้าของที่พักอาจมีการจ้างแม่ครัวปรุงอาหาร และซื้อวัตถุดิบ เครื่องปรุง เช่น เนื้อ ผัก ผลไม้ จากเกษตรกร ในชุมชนมารับรองนักท่องเที่ยว การใช้ชีวิตในหมู่บ้าน ก็อาจจำเป็นต้องสร้างไกด์เยาวชนที่พูดภาษาท้องถิ่น ภาษาอังกฤษ นำเที่ยว เล่าเรื่องราวสนุกๆ น่าสนใจ รวมทั้งพาผู้มาเยือนเลือกซื้อหาสินค้าหัตถกรรม ถักทอ จักสาน หรืออื่นๆ สินค้าโอทอป สินค้า GI ในชุมชน เป็นต้น

ไปจนถึงการได้สัมผัสวิถีชุมชนและหลักคิด เช่น เมื่อแต่ละคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่ของวิสาหกิจเพื่อชุมชน เมื่อมีรายได้เกิดขึ้น ก็นำเงินส่วนหนึ่งเข้ากองกลาง กลับมาพัฒนาหมู่บ้าน เช่น การกำจัดขยะ การบูรณะสถานที่ท่องเที่ยว การอบรมเพิ่มพูนความรู้ ในลักษณะกองทุนหมู่บ้าน กองทุนท่องเที่ยว เป็นต้น

ที่เป็นโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนของรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันกฎหมายต่างๆ ขึ้นมารองรับ รวมทั้งมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เมื่อชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติก็จะมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

ที่เราปรับอย่างนี้เพราะว่า หลายคนก็เกรงว่าจะมีผลกระทบกับโรงแรมใหญ่ๆ อะไรต่างๆ เหล่านี้ อันนี้เราต้องมีหลายๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้ เพื่อให้แขกของเรา นักท่องเที่ยว ได้มีโอกาสเลือก มีทั้งรายได้มาก รายได้น้อย

คนรักความสะดวกสบายก็ไปอยู่ตามโรงแรมใหญ่ๆ อะไรทำนองนี้ ที่จะลงไปข้างล่าง ก็อาจจะเป็นพวกรายได้น้อยกว่า อะไรทำนองนี้ บางคนก็ชอบธรรมชาติมาก ในเวลานี้ก็เป็นทางเลือกของคนที่จะมาเที่ยวบ้านเรา แล้วข้อสำคัญคือไปถึงชาวบ้านให้ได้ด้วย

พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่เคารพครับ ที่ผ่านมาก็มีพี่น้องประชาชนหลายรายได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นหนี้ ด้วยความจำเป็นจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รายได้จากการขายลดลง หลายรายไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาครัฐ หรือภาคเอกชนได้ ก็ต้องหันมาพึ่งพาหนี้นอกระบบ

โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินที่มีการขายฝากที่ดิน ซึ่งมักไม่ได้รับความเป็นธรรม จนต้องสูญเสียที่ดินที่เป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แล้วก็เป็นเครื่องมือหารายได้ของครอบครัว

ที่ผ่านมา แม้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขายฝาก ซึ่งกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน เพดานของอัตราดอกเบี้ย และกระบวนการในการทำสัญญาไว้แล้ว แต่ยังมีช่องว่างให้เกิดการเอาเปรียบกันพอสมควร เอารัดเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากผู้ขายฝากไม่มีอำนาจต่อรอง แต่ต้องการคืนทุนเร่งด่วน และไม่เข้าใจกฎหมาย จึงทำให้ผู้รับซื้อ หรือนายทุนใจร้ายชักจูงให้ทำสัญญาขายฝากที่ดินไม่เป็นธรรม อาทิ กำหนดเวลาไถ่ถอนสั้นมาก เช่น กำหนดไถ่ถอนใน 3-4 เดือน เป็นไปได้ว่าผู้ขายฝากหาเงินมาไถ่ถอนไม่ทัน ต้องทำสัญญาใหม่บ่อยๆ ทุกครั้งต้องเสียเงินทำสัญญาหลายหมื่นบาท หรือเวลาที่ครบกำหนดสัญญาไม่สอดคล้องการเพาะปลูก ทำให้พี่้น้องเกษตรกรไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนได้ จนสูญเสียทรัพย์สินในที่สุด ความเดือดร้อนของพี่้น้องประชาชนเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายที่มีไม่สามารถป้องกันเกษตรกรจากการสูญเสียที่ดินให้นายทุนได้ อันนี้เป็นปัญญาที่สะสมมานานกว่า 50 ปี

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีที่ทำกินรวม 300 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ มีที่ดินเกษตรกรรม 150 ล้านไร่ และครึ่งหนึ่งของ 150 ล้านไร่ เป็นที่ดินเกษตรกรต้องเช่าคนอื่นในการทำกิน สะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรกลุ่มนี้ อาจเป็นผู้ที่สูญเสียที่ดินไปแล้วจากกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ยิ่งกว่านั้นที่ดินราว 30 ล้านไร่ จากสัดส่วนที่เหลือ 70 ล้านไร่ นั้น อยู่ระหว่างการจำนองและขายฝาก โดยมีที่ดินที่มีการขายฝากอีกหลายแสนไร่ และมีโอกาสหลุดมือสูงมาก เนื่องจากนายทุนหลายคนอาศัยกฎหมายฉบับเดิมเป็นช่องทางในการยึดที่ดินจากประชาชน โดยไม่สนใจการชำระดอกเบี้ย การขายฝากนั้นเลย

ล่าสุด จึงยกร่างกฎหมายใหม่ ได้แก่ พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชน โดยการขายฝากที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือที่อยู่อาศัย ที่จะช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่เดิม เช่นกำหนดที่ดินขายฝาก เป็นธุรกิจคุ้มครองของผู้บริโภค โดยต้องทำเป็นหนังสือ ได้รับการตรวจสอบเนื้อหาสัญญาจากนิติกร หรือพนักงานที่ดิน ก่อนนำไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินมีรายละเอียดของคู่สัญญา และที่ตั้ง จำนวนสินไถ่ อัตราดอกเบี้ย วันกำหนดการชำระชัดเจน

นอกจากนี้ การสละสิทธิ์ไถ่ถอนไม่สามารถทำได้ เพื่อป้องกันการตั้งใจให้ที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรตั้งแต่ต้น รวมถึงกำหนดให้การทำสัญญาขายฝากมีสัญญาไม่ต่ำกว่า 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง เพื่อป้องกันการทำสัญญาระยะสั้น และการไถ่ถอนทำได้สะดวกขึ้น นายทุนไม่สามารถทำได้โดยง่ายต่อไป กฎหมายใหม่ฉบับนี้ จะช่วยปิดช่องโหว่ และแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดินจากสัญญาไม่เป็นธรรม ของพี่้น้องเกษตรกรได้ เกษตรกรต้องเรียนรู้กฎหมายฉบับนี้ สำคัญยิ่งกับท่าน

นอกจากนี้ รัฐบาลมีกลไกต่างๆ ที่จะดำเนินการควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยเกษตรกรไถ่ถอนที่ดินจากการขายฝากได้ง่ายขึ้น เช่น 1.กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกร และผู้ยากจน ซึ่งผู้มีสิทธิ์ของความช่วยเหลือกู้เงินเพื่อไปไถ่ถอนที่ดิน ได้แก่ เกษตรกร หรือ พ่อ แม่ ลูก ปู่ ของเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อยจะอนุมัติเงินกู้ตามจำนวนหนี้จริง แต่ไม่เกินรายละ 2 ล้าน 5 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 และกำหนดระยะเวลาชำระหนี้คืนภายใน 20 ปี

2.กองทุนพัฒนาและฟื้นฟูเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นหนี้เกี่ยวการเกษตร โดยมีเงื่อนไขบางอย่างเช่น เกษตรกรจะต้องขึ้นบัญชีทะเบียนหนี้้ให้ถูกต้อง หรือ เป็นหนี้ผิดนัดชำระ หรือ เป็นหนี้ขายทอดตลาด โดยมีวงเงินกู้ยืมไม่เกินรายละ 2 ล้าน 5 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี และ 3. สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ที่จะทำสินเชื่อเกษตรกรต่างๆ เช่น 1.ไถ่ถอนที่ดินจากการจำนอง หรือการขายฝากที่อยู่ในสัญญา 2.ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินที่ใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน 3.การชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่เกี่ยวกับที่ดิน และ 4.การซื้อที่ดินที่ถูกขายทอดตลาด หรือหลุดขายฝากไปแล้วไม่เกิน 5 ปี โดยเจ้าของเดิมถูกบังคับจำนองด้วยการขายทอดตลาด

ทั้งนี้ ผมหวังว่าการดำเนินการของภาครัฐหลายด้านควบคู่กันไปเช่นนี้ จะบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ และเราจะเห็นตัวเลขที่ดินทำกินของพี่น้องเกษตรกรที่ไม่ใช่มาจากการเช่าที่ดินทำกินมีมากขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวด้วย อย่าฟังอย่างอื่น มันทำไม่ได้ ต้องทำอย่างนี้ทำทั้งระบบ ไม่งั้นจะมีการมาพูดจาว่า จะทำนู้นทำนี่ ทำไม่ได้จริง ถ้าไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย มันทำได้ทั้งสิ้น ผ่านมา 30-40 ปีแล้ว เราต้องกลับสู่อดีตให้ได้ทุกคนมีที่ทำกิน เรามีพี่น้องเกษตรกรอีกมากที่มีปัญหาเรื่องนี้

สำหรับประชาชนที่มีหนี้นอกระบบ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับที่ดินหรือไม่ก็ตาม ต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรม ท่านสามารถร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 ในพื้นที่ของท่านได้ ซึ่งภาครัฐก็มีกระบวนการที่จะเข้าไปดูช่วยเหลือเช่นกัน

พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่านครับ การกำหนดมาตรการแก้ปัญหาปากท้องต่างๆ ของพี่น้องประชาชนที่ผมกล่าวมาแล้วนั้น รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากการร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียนต่างๆ ส่วนหนึ่งมาจากการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของรัฐ มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรับฟังเสียงสะท้อนความต้องการของพี่น้องประชาชน เพื่อนำมากำหนดนโยบายสาธารณะ หรือปรับปรุงกฎหมายเพื่ออุดช่องโหว่ในอดีต

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารเพื่อการสร้างความเข้าใจนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ทำอย่างไรจะให้ทั่วถึงพี่น้องประชาชน ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรค ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ผู้หาเช้ากินค่ำ ไม่ค่อยได้รับรู้ รับทราบ ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่รัฐบาลพยายามจะทำ พยายามจะหยิบยื่นให้ เช่น กรณีป้าเทียน ที่ประสบปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกู้หนี้นอกระบบ รวมทั้งสัญญาขายฝากที่ถูกเอาเปรียบ ซึ่งมีแบรี่ ณเดชน์ เป็นศิลปินจิตสาธารณะอีกคนหนึ่งที่ต้องการร่วมสร้างสรรค์สังคม และมองเห็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เป็นที่ตั้ง โดยอาสานำเสนอเรื่องราว “ทางออก แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” สู่สายตาประชาชน ผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้น รัฐบาลและ คสช. จึงให้มีกิจกรรม “ร่วมใจสร้างไทยไปด้วยกัน” เพื่อแสดงความขอบคุณน้ำใจของศิลปินทุกๆ ท่านจากหลากหลายค่าย แบบไร้ข้อจำกัด อาทิ โป๊ป ธนวรรธน์, ตุ้ย เกียรติกมล, ท็อป จรณ, แบรี่ ณเดชน์, เต้ย พงศกร, มิว นิษฐา และ โอม อัชชา ที่ได้ออกอากาศสู่สายตาประชาชนไปแล้ว รวมทั้งที่อยู่ระหว่างเตรียมการผลิตในอนาคต เช่น ตั๊ก มยุรา, บี้ สุกฤษฎิ์, เฌอปราง, โตโน่, ฟิล์ม ธนภัทร และ บี น้ำทิพย์ เป็นต้น และก็ทราบว่ามีคิวศิลปินที่จะมาร่วมในรายการยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวู้ดดี้ ที่จะดำเนินเรื่องคลินิกครอบครัว และการดูแลสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม การเป็นจิตอาสา จิตสาธารณะนั้น ก็คงไม่ได้จำกัดรูปแบบแต่เพียงการเป็นผู้ดำเนินรายการที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ผมอยากจะย้อนกล่าวถึง ตูน บอดี้สแลม ที่ได้ทุ่มเท รงกาย แรงใจ มุ่งมั่น วิ่งระยะทางไกลครั้งแรกกว่า 400 กิโลเมตร และครั้งที่สอง กว่า 2,000 กิโลเมตร ในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เพื่อหารายได้ให้กับโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ ในการหาซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ สำหรับช่วยเหลือพี่น้องคนไทยทุกคน ล่าสุด ทราบว่ากำลังจะจัดกิจกรรมก้าวคนละก้าว ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ “ก้าวนี้ เพื่อศิริราช” ครั้งนี้ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ให้กับอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยจะมีกิจกรรมการฉายภาพยนตร์ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 6-16 กันยายนนี้ ณ โรงหนังในเครือ SF และเครือ Major ทั่วประเทศ จำนวน 2,880 รอบ และที่อาคารนิมิตรบุตร ในวันที่ 14-16 กันยายนนี้ พี่น้องประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรม หรือร่วมบริจาคผ่านช่องทางต่างๆ ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ อีกทั้งหากองค์กร หรือภาคเอกชน ต้องการที่จะเหมารอบฉาย และร่วมบริจาค เพื่อจะเป็นนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ขององค์กร ก็สามารถติดต่อเข้าไปร่วมได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ ผมอยากบอกว่า การทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ และประชาชนนั้น ทุกคนสามารถทำได้ หลากหลายรูปแบบ และทุกโอกาส เพียงแต่เราต้องมีศรัทธา มีอุดมการณ์ ปราศจากการคิดทุจริต มีหิริ โอตัปปะ ละอายเกรงกลัวต่อบาป ในการทำความดี และสิ่งที่ง่ายที่สุด ก็คือการรักษาสุขภาพของตนเอง ทั้งสุขกาย และสุขภาพจิต ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถูกสุขลักษณะ จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ มีกำลังแรงงานในการเดินหน้า ทำงาน สร้างรายได้ เมื่อเราแข็งแรงแล้ว ก็จะไม่เป็นภาระแก่ครอบครัว แล้วก็ยังสามารถดูแลคนรอบข้างได้อีกด้วย อีกทั้งยังมีเรี่ยวแรง สามารถไปทำประโยชน์ให้กับสังคม ประเทศชาติ ได้อย่างเต็มที่ อีกด้วย จะได้ร่วมกันสร้างไทยไปด้วยกัน

ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพ และทุกครอบครัวมีความสุข ปลอดภัย สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...