xs
xsm
sm
md
lg

“ธีระชัย” เตือนอธิบดีกรมศุลฯ มีผลประโยชน์ทับซ้อนจี้ฟันเชฟรอนเข้าข่ายค้าน้ำมันเถื่อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล(แฟ้มภาพ)
อดีต รมว.คลังชี้บริษัทน้ำมันเชฟรอนเข้าข่ายค้าน้ำมันเถื่อน มีเจตนาเลี่ยงภาษี เตรียมร้องคณะกรรมการ ก.ล.ต.สหรัฐฯ เอาผิดอีกทางหนึ่ง พร้อมเตือนอธิบดีกรมศุลกากรระวังเจอข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน

วันนี้ (1 ก.ย.) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ตอกย้ำพฤติกรรมมิชอบของบริษัทน้ำมันเชฟรอนเข้าข่ายค้าน้ำมันเถื่อน โดยมีรายละเอียดดังนี้

“ใครว่าเชฟรอนค้าน้ำมันเถื่อน ยกมือขึ้น

คุณรสนาแจ้งให้ผมทราบว่า อาจมีบริษัทที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียม ที่ค้าน้ำมันเถื่อน

เรื่องนี้แดงขึ้นมาในปี ๒๕๕๗ เพราะมีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ทนเห็นการเอาเปรียบประเทศชาติและประชาชนไม่ได้

เขาได้ทำการจับกุมและยึดน้ำมัน ๑.๖ ล้านลิตรมูลค่า ๔๘ ล้านบาทที่ด่านสงขลา (ผมขอชื่นชม)

น้ำมันดังกล่าว คือน้ำมันที่มีคนเติมเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงในเรือขนส่ง ซึ่งวิ่งระหว่างชายฝั่งทะเลในอ่าวไทย ไปและกลับที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล เป็นประจำแทบทุกวัน

เรือเหล่านี้ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของบริษัทที่ได้สัมปทานนะครับ แต่เป็นเรือบริษัทเอกชนอื่นๆ ที่ทำธุรกิจเดินเรือเป็นล่ำเป็นสัน และบริษัทที่ได้รับสัมปทาน ก็จะจ้างแบบเหมาให้บริการกันเป็นเดือน เป็นปี

ภาษากรมศุลกากรเรียกว่า เรือสนับสนุน

เนื่องจากเรือเหล่านี้ลำเลียงทั้งคนงาน เครื่องจักร อะหลั่ย และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ทำงานบนแท่นขุดเจาะ แต่ละลำจึงมีขนาดใหญ่โตมาก

ถังน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเดินเครื่องเรือแต่ละลำจึงเป็นปริมาณมาก และเรือที่ถูกจับก็มีหลายลำ รวมตัวเลขจึงสูงถึง ๑.๖ ล้านลิตร มูลค่า ๔๘ ล้านบาท

คุณรสนาบอกว่า อันที่จริงจำนวนที่ถูกจับกุมจะต้องมากกว่านี้ เพราะเรือวิ่งกันเป็นขบวน แต่เรือกลุ่มที่ถูกจับ ได้วิทยุไปบอกเรือ ๒ ลำสุดท้ายให้หนีไปได้เสียก่อน

ถามว่า ปกติเรือที่วิ่งขนส่งระหว่างชายฝั่งกับแท่นขุดเจาะ จะต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากไหน?

คำตอบคือ ปกติจะต้องซื้อจากชายฝั่ง ซึ่งจะมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มตามปกติ และนอกจากนั้น ยังมีภาษีมหาดไทย และเงินจ่ายเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานอีกด้วย

แต่เรือที่ถูกจับกุม ไม่ได้ใช้น้ำมันที่ขายแก่ประชาชนทั่วไปในประเทศ!

เรือเหล่านี้ ไปซื้อน้ำมันจากกลางทะเล!

ถามว่าใครจะไปเปิดตั้งปั๊มน้ำมันอยู่กลางทะเล?

คำตอบคือ ไม่มีการตั้งปั๊มน้ำมันติดตรึงเป็นหลักแหล่งครับ แต่มีคนเอาน้ำมันใส่เรือ ออกไปลอยลำ เพื่อขายให้แก่เรืออื่น

และน้ำมันที่จะขายแบบลอยเรือกลางทะเลอย่างนี้ ต้องเป็นกรณีพิเศษ ไม่ใช่ทั่วไป

ที่บอกว่าเป็นกรณีพิเศษ คือรัฐมีนโยบายช่วยเหลือกิจการประมง จึงยินยอมให้ขนส่งน้ำมันไปกลางทะเล ถือเป็นการส่งออก

ใบขนสินค้าผ่านพิธีการศุลกากร จะใช้รหัส ZZ หรือ YY

เมื่อถือเป็นการส่งออก น้ำมันเหล่านี้จึงไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมหาดไทย และเงินจ่ายเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน

เรียกได้ว่า ผู้มีสิทธิซื้อน้ำมันนี้ จึงได้เปรียบประชาชนคนไทยอื่นๆ ที่ซื้อน้ำมันในแต่ละวัน

รัฐจึงอนุญาตให้ขายได้เฉพาะแก่เรือประมง ที่จดทะเบียนถูกต้องเท่านั้น

ถามว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรยืนยันได้อย่างไร ว่า น้ำมันที่อยู่ในเรือขนส่งที่จับกุม เป็นน้ำมันที่ปกติจะต้องขายได้เฉพาะแก่เรือประมง ที่จดทะเบียนถูกต้อง?

คำตอบอยู่ในหนังสือที่ กค ๐๕๐๓/๕๓๕๑ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๘ ที่ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายตอบบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด

ระบุว่าน้ำมันในเรือสนับสนุนเหล่านี้ เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผสมสารมาร์คเกอร์ ซึ่งเป็นสารที่ใช้เติมน้ำมันที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร

เป็นอันว่า มีหลักฐานแน่นหนา ไม่เลื่อนลอยอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้น สรุปได้ชัดเจนว่า เรือสนับสนุนเหล่านี้ แอบใช้น้ำมันที่รัฐส่งเสริมเฉพาะเรือประมง เป็นการเอาเปรียบประชนชนทั่วไป และเป็นการฉ้อภาษี

ผมถือว่าการซื้อขายน้ำมันอย่างนี้ เป็นการค้าน้ำมันเถื่อน

ถามว่า เรือสนับสนุนเหล่านี้ ไปซื้อน้ำมันมาจากไหน?

คำตอบอยู่ในหนังสือที่ กค ๐๕๐๓/๕๓๕๑ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๘ อีกเช่นกัน ที่ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายระบุว่า ...

เป็นน้ำมันที่บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ส่งไปยังแท่นขุดเจาะของตนเอง โดยสำแดงเป็นการส่งออก ซึ่งทำให้ประหยัดภาษี ฯลฯ

บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ขายน้ำมันเหล่านี้ ให้แก่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัท เชฟรอนออฟชอร์ จำกัด (เรียกรวมว่า “เชฟรอน สผ.”)

และในเมื่อผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ระบุว่า เรือสนับสนุนได้น้ำมันนี้ ไปจาก เชฟรอน สผ. ...

ก็น่าจะแสดงว่า เชฟรอน สผ. ขายน้ำมันนี้อีกทอดหนึ่ง ให้แก่บริษัทเรือสนับสนุน ใช่หรือไม่?

เป็นอันว่า นอกจากจะสำแดงเป็นน้ำมันส่งออก เพื่อประหยัดภาษี เอาไปใช่เป็นเชื้อเพลิงเดินเครื่องจักรบนแท่นขุดเจาะของตนเองแล้ว ...

ยังโลภเพิ่มเติม เอาไปขายให้แก่บริษัทเรือสนับสนุน ที่บริการแท่นจุดเจาะของตนเอง อีกโสดหนึ่ง ใช่หรือไม่?

และเนื่องจากมีการขนส่งกันแทบทุกวัน ท่านผู้อ่านคงต้องคำนวนเอาเองว่า ยอดขายน้ำมันแบบนี้ เมื่อสะสมแต่ละเดือน แต่ละปี เป็นเงินเท่าใด?

ถามว่า การจับกุมครั้งนี้ เรื่องจบไปอย่างไร?

คุณรสนาแจ้งผมว่า กรมยึดเป็นของกลาง และส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินแล้วในปี ๒๕๖๑

และเล่าด้วยว่า ถึงขั้นบริษัทแม่ต้องส่งทีมทนายความมาจากสหรัฐ เพื่อมาทำเรื่องนี้ จริงเท็จอย่างไร ผมยังหาเอกสารยืนยันไม่ได้

ปัญหาที่ประชาชนจะต้องสนใจ ก็คือ กรมศุลกากรมีการดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือไม่?

ทั้ง (ก) บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้สำแดงว่าเป็นการส่งออก (ข) เชฟรอน สผ. ผู้ที่ซื้อแล้วเอาไปขายต่อให้แก่บริษัทเรือสนับสนุน และ (ค) บริษัทเรือสนับสนุนในฐานะผู้ซื้อที่รู้ดีอยู่ว่าเป็นน้ำมันเถื่อน?

ถ้าไม่ดำเนินคดี ก็จะเข้าข่ายละเว้นได้ เพราะเวลาผู้กระทำผิดเป็นชาวบ้าน หรือเป็นบริษัทเล็กน้อย ผมเห็นข้าราชการแข็งขันกันเสียจัง

นอกจากนี้ สารมาร์คเกอร์ก็เป็นหลักฐานทางราชการ ที่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ รวมทั้งคำบรรยายโดยผู้อำนวยการสำนักกฎหมายก็ระบุพฤติกรรมชัด

การริบแต่เพียงน้ำมันของกลาง จึงย่อมไม่เป็นการลงโทษที่เหมาะสม

โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มบริษัทที่มีกำลังการเงิน สามารถขอความเห็นทางกฎหมายที่ถูกต้อง ได้จากหลายสำนักงาน

และที่สำคัญที่สุด ถึงขั้นมีการจ้างที่ปรึกษาระดับพระกาฬ ผู้ที่ควรจะแนะนำให้บริษัททำในสิ่งที่ถูกต้อง ตอบแทนบุญคุณให้แก่ประเทศไทย

ดังนั้น ในวันนี้ ถ้าหากมีการยุติระงับคดี ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องทบทวน ว่าท่านทำตัวเป็นข้าราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่รักษาประโยชน์ของแผ่นดิน จริงหรือไม่?

แต่มิพักจะต้องดูเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ (ขออนุญาตใช้คำกฎหมาย ที่ผมชอบมาก) ยังมีประเด็นปัญหาใหญ่โตอีกประการหนึ่ง

ถามว่า กลุ่มบริษัทเชฟรอนขาดคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอนาคต หรือไม่?

ปรากฏว่า มีเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานว่า ผู้รับสัมปทานต้อง “ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ใช้วิธีประกอบกิจการปิโตรเลียมใดๆ ซึ่งขัดต่อสาธารณประโยชน์หรือกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจหรือประโยชน์สุขของประชาชน”

มิฉะนั้น รัฐมนตรีพลังงานมีอำนาจจะยกเลิกสัมปทาน

ซึ่งกรณีถ้ามีการค้าน้ำมันเถื่อน ผมเห็นว่าจะเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขนี้

นอกจากจะทำให้กลุ่มบริษัทนี้ ขาดคุณสมบัติสำหรับอนาคต ยังอาจจะต้องถึงขั้นยกเลิกสัมปทานปัจจุบันอีกด้วย

และแม้แต่ถ้าหากกรมศุลกากร มีการทำข้อตกลงยุติเรื่องระงับคดี ก็เป็นเรื่องเฉพาะกรม ที่อาจจะจูงมือกันเดินเข้าคุก หรือไม่?

แต่ย่อมไม่ตัดสิทธิของกระทรวงพลังงาน ที่จะพิจารณาพฤติกรรมของผู้ที่จะให้สิทธิเข้าร่วมประมูล

เรื่องนี้ ประชาชนจะสนใจติดตามกันอย่างมาก เพราะการที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง จะยอมให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ เข้ามาเอาเปรียบประชาชน ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก

จะเป็นเรื่องที่แปลกและโด่งดังไปทั่วโลก!!!

และผมตกลงกับคุณรสนาแล้วว่า เราจะส่งข้อมูลนี้ ร้องเรียนต่อประธานกรรมการ ก.ล.ต. สหรัฐ เพราะเราเชื่อมั่นในความเที่ยงตรงขององค์กรนี้

ส่วนอธิบดีกรมศุลกากร ที่กำลังจะก้าวข้ามห้วย เลื่อนขึ้นเป็นข้าราชการใหญ่สุดในกระทรวงพลังงาน ...

ซึ่งมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ให้ระวังภาพพจน์ผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น

ท่านจะต้องคิดเรื่องนี้หนักทีเดียว!

จะชงกาแฟจากตำแหน่งนี้ ไปกินกาแฟในตำแหน่งโน้น?

หรือจะคิดถึงคำปฏิญาณ เป็นข้าราชการที่ดีในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว?”



กำลังโหลดความคิดเห็น...