xs
xsm
sm
md
lg

สนช.เล่นใหญ่ชงแก้ พ.ร.ป.กกต. สร้างเงื่อนไขเลื่อนเลือกตั้ง??

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


 ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน 

“โรดแมปเลือกตั้ง” ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนมาปักหมุด “อย่างกว้าง” ว่าไม่เกิน พฤกษาคม 2562 คงได้ “เข้าคูหา” กันแล้ว

เพราะในขณะที่กระบวนการสรรหา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ ได้ “ว่าที่เสือ กกต.” มาแล้ว 5 จาก 7 ราย โดยมีการเลือก “ทูตปุ๊” อิทธิพร บุญประคอง เป็นว่าที่ประธาน กกต. และมีการนำชื่อเข้าสู่กระบวนการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อมาประจำการเป็น “ผู้จัดการเลือกตั้ง” ตลอดจนการเปิดรับสมัครผู้สนใจเป็น กกต.อีก 2 ราย ที่คาดว่าจะได้ตัวไม่เกิน 3-4 เดือนข้าง หน้าคู่ขนานกันไปแล้ว

ก็ดัน “สัญญาณประหลาดๆ” ออกมาจาก 1 ในแม่น้ำ 5 สาย ของคณะรักษาความสงบแห่งขาติ (คสช.) ตามคิวที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลุ่มหนึ่ง เข้าชื่อกันเพื่อเสนอแก้ไข พระราชบัญญัติประกอบรับธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560

มองผิวเผินเหมือนเป็นการทำหน้าที่ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ตามปกติ ในการเสนอแก้กฎบัตรกฎหมายเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้

ทั้งนี้ พ.ร.ป.คณะกรรมการเลือกตั้งฯ เพิ่งมีผลบังคับใช้ เมื่อกันยายน 2560 ไม่ถึงปี สนช. กลับหยิบกลับมาหาทางแก้ไข

ต้องไม่ลืมว่า แม้ต้นขั้วของ พ.ร.ป.คณะกรรมการเลือกตั้งฯ จะมาจาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน แต่ สนช.เองก็มีส่วนสำคัญในการพิจารณาแก้ไขหลายจุด ก่อนจะมีผลบังคับใช้

สนช.เองก็ไม่ต่างกลับ “หมอตำแย” ที่ทำคลอดมากับมือ “เด็ก” ยังไม่ถึงขวบเต็ม กลับมาถูกเรียกกลับมา "ต่อแขน-ต่อขา" อีกรอบอย่างไรอย่างนั้น

 เห็นภาพชัดเจนกับคำเปรียบเปรย ที่ว่า “..ถ่มน้ำลาย แล้วก้มไปดูดน้ำลายตัวเองที่ถ่มลงพื้น..” ของ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต รองประสภาผู้แทนราษฎร ดูที่จะไม่ได้เกินเลยความเป็นจริง รวมไปถึงที่คำถามขยายความว่า สนช.ไม่ขยะแขยงตัวเองบ้างหรือ ที่เขียนกฎหมายเอง แล้วขอแก้เอง ทั้งที่กฎหมายยังไม่ทันได้ใช้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลของการเสนอแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ เพียงเพื่อต้องการล้มกระดาน “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ที่เพิ่งได้รับการอนุมติจาก กกต.ชุดรักษาการปัจจุบัน ไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา

เรื่องของเรื่องก็มาจาก กกต.ชุดรักษาการ ที่นำโดย ศุภชัย สมเจริญ ลงมติเห็นชอบการตั้ง "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" ทั่วประเทศ 77 จังหวัด จังหวัดละ 8 คน รวม 616 ราย

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ว่า กกต.ชุดปัจจุบัน หวัง "ทิ้งทวน" เลี้ยงเชื้ออำนาจของตัวเองไว้ ทั้งที่กำลังจะได้ "กกต.ชุดใหม่" อย่างเป็นทางการแล้วแท้ๆ

มองได้ไม่ผิดว่า "ว่าที่อดีต กกต." ทำไม่ถูก หากให้น้ำหนักเรื่อง “มารยาท” ก็ควรรอให้ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้พิจารณาในส่วนนี้เอง

แต่อีกมุมก็ต้องให้ความเป็นธรรมว่า กกต.ปัจจุบัน ดำเนินการไปตามกระบวนการที่วางไว้ในกฎหมาย เดินตามกรอบที่ กรธ. และ สนช. ขีดไว้อย่างเคร่งครัด โดย บุญส่ง น้อยโสภณ กกต. ระบุว่า กกต.ได้เตรียมการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งไว้ตั้งแต่ก่อน เดือนเมษายน 2561 แล้ว

ถ้าจำกันได้ ห้วงเวลานั้นมีการสรรหาว่าที่ กกต.ชุดแรกในชั้น สนช. แต่เกิดอุบัติเหตุ “ล้มกระดาน” โดนโหวตตกเรียบทั้ง 7 ราย ต้องเริ่มนับหนึ่งสรรหากันใหม่ ก่อนได้ชุดของ “ทูตปุ๊” เข้ามา ระหว่างนั้นกระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง ก็ยังดำเนินต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่าจะมีอุบัติเหตุกับว่าที่ กกต.ชุดใหม่ อีกหรือไม่

ดังนั้น กกต.ชุดปัจจุบันจึงไม่มีทางเลือก ต้องเดินหน้าตามกระบวนการ ก่อนจะมาสรุปได้ 616 ผู้ตรวจการเลือกตั้งทั่วประเทศ

 เอาเข้าจริง ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “มารยาท” แต่อยู่ที่ “ความไม่ถูกใจ” ในรายชื่อผู้ตรวจการเลือกตั้ง ของ “ระดับอำนาจ” มากกว่า

อันเป็นคำตอบในตัวว่า เหตุใด "สนช.กลุ่มหนึ่ง" จึงรวบรวมรายชื่อเสนอแก้ไข พ.ร.ป.กกต.ได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนมีการอ้างว่า "ผู้ใหญ่ในรัฐบาล" หรือ "บิ๊ก คสช." ก็เห็นดีเห็นงามด้วย

โดยเฉพาะเสียงเชียร์จากเหล่า "ว่าที่ ส.ว.สรรหา" ทั้งหลาย ที่ออกมาเกาะกระแส ร่ายเหตุผลความจำเป็นกันเป็นแถบ

ยิ่งชื่อแซ่ “แม่งาน” ตั้งแต่หัวขบวนอย่าง มหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิก สมาชิก สนช.คนดัง ตลอดจนผู้ร่วมลงชื่อทั้ง 30 กว่าราย กระทั่ง “ก๊วน สนช.” ที่ออกมาให้สัมภาษณ์สนับสนุน

 ตามรูปการณ์ที่ปรากฎก็บ่งบอกว่า งานนี้มี “ใบสั่ง” สถานเดียว

เป็นใบสั่งที่หมายล้มกระดานสรรหา ด้วยไม่พอใจรายชื่อที่ออกมา “รายบุคคล” หาใช่ “ระบบสรรหา” ที่มีช่องโหว่ ตามที่ สนช. พยายามจุดประเด็นขึ้นแต่อย่างใด

โดยมีการระบุเหตุผลว่า กระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งตาม พ.ร.ป.กกต. ฉบับปัจจุบัน มี “ช่องโหว่” ทำให้ได้ "ผู้ที่ไม่เหมาะสม" มาทำหน้าที่ผู้ตรวจการเลือกตั้ง

 พูดให้ชัดคือ บางคนมีความใกล้ชิดกับ "ฝ่ายการเมืองบางขั้ว" มากเกินไป

ก็ด้วยใน พ.ร.ป.กกต.โดย กรธ.ได้ริเริ่ม “ผู้ตรวจการการเลือกตั้ง” ขึ้นมาเป็นนวัตกรรมใหม่แทนที่ “กกต.จังหวัด” และได้กำหนดคณะกรรมการสรรหาในแต่ละจังหวัดขึ้น โดยมีองค์ประกอบจาก “ภาคประชาชนท้องถิ่น” ที่ถูกมองว่าเป็น “หัวคะแนน” เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

โดยมีแนวโน้มว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาล ให้ ผู้ตรวจการเลือกตั้งชุดเก่าที่ กกต.ชุดปัจจุบันสรรหาไว้แล้วให้พ้นสภาพไป และให้มีการสรรหาใหม่ตามกระบวนการใหม่ ที่ผู้มีอำนาจเห็นชอบ

งานนี้นอกเหนือจะเพื่อล้มกระดานชุดที่เพิ่งได้เลือกแล้ว ยังมีการเสนอตัดตัวแทน “ภาคประชาชนท้องถิ่น” ออกจากคณะกรรมการสรรหาด้วย ซึ่งประเด็นที่แก้ไขนั้น ก็ล้วนแล้วแต่ผ่านตา สนช. และลงมติเห็นชอบมากับมือ

คล้ายกับว่า ติดหลุมพรางที่ตัวเองขุดไว้เอง

ถามว่า “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” สลักสำคัญอย่างไร ก็ต้องบอกว่า มีความสำคัญรองจาก กกต.ชุดใหญ่ ด้วยมีหน้าที่กลั่นกรองเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เรียกว่าเป็น “คนชง” ให้ กกต.พิจารณาอีกครั้ง

ซึ่งได้ถูกตั้งคำถาม และจับตาว่าเหตุผลแท้จริงเป็นเรื่องใดกันแน่ ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่า การแก้ไขมีเหตุผลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมไปถึง บัญชีรายชื่อผู้ถูกคัดเลือกที่ออกมานั้น ไม่ถูกใจหรือไม่ ทั้งที่กฎหมาย ฉบับนี้ สนช. ก็เป็นฝ่ายเห็นชอบเอง

 ด้วยบทบาทที่ค่อนข้างสำคัญของ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” เป็นเหตุให้ “ผู้มีอำนาจ” ที่เตรียมผันตัวไปเป็น “ผู้เล่น” หาเรื่องล้างไพ่-ล้มกระดาน เพื่อจัดวางตัวบุคคลที่ “ถูกใจ” ลงไปใหม่ ก็เพื่อ “เมกชัวร์” รักษาความได้เปรียบในการเลือกตั้งไว้

คำถามมีว่า ด้วยปมเงื่อนเท่านี้ สมควรถึงขั้น "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" ต้องแก้ไขกฎหมายที่ตัวเองเป็นผู้ร่างขึ้นเอง และเพิ่งมีผลบังคับใช้ กันเลยหรือ

ทั้งที่เมื่อ กกต.ชุดใหม่เข้ามาประจำการ ก็มีอำนาจในการสั่งทบทวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งได้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า กระบวนการแก้ไขกฎหมายโดย สนช. ก็คงผ่านฉลุยแบบไม่ต้องลุ้น แต่จะเสร็จเมื่อไร นั่นอีกเรื่อง

ส่งผลให้อาจมีผลกระทบเกิดขึ้นตามมา ก็คือกระบวนการแก้ไข พ.ร.ป.กกต. ตลอดจนการสรรหา “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ใหม่ ที่คาดว่ากินเวลา 3-6 เดือน อาจจะเป็น “ปัจจัยใหม่” ที่ถูกหยิบมาใช้เพื่อกระเถิบโรดแมปการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิมหรือไม่

 ดักคอกันลอยๆ อย่างนี้ จริงไม่จริง ทุกอย่างอยู่ในมือ “ผู้กำหนดเกม”.




กำลังโหลดความคิดเห็น...