xs
xsm
sm
md
lg

รอด 5 ร่วง 2 ตามโผ จับตาบทบาท กกต.ใหม่ บนโรดแมปต่อท่ออำนาจ

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

 เป็นไปตามธง เอ๊ย.. กระแสข่าวก่อนหน้านี้

เมื่อที่ประชุม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 7 คน ภายหลังการ “ประชุมลับ” พิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. ที่มี พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ เป็นประธาน เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง

แต่การประชุมลับดังกล่าวก็ถูกมองว่าเป็นเพียง “พิธีกรรม” เมื่อปรากฎว่า มีผู้เข้ารอบสุดท้ายได้ไปต่อเพียง 5 จาก 7 ราย ตรงตามที่ “กะเก็ง” กันก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย

1. นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 178 คะแนน ไม่เห็นชอบ 20 งดออกเสียง 3

2.นายอิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ได้รับคะแนนเห็นชอบ 186 ไม่เห็นชอบ 10 งดออกเสียง 5

3.นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด ได้รับคะแนนเห็นชอบ 184 ไม่เห็นชอบ 12 งดออกเสียง 5

4.นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้รับคะแนนเห็นชอบ 184 ไม่เห็นชอบ 11 งดออกเสียง 6
และ 5.นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้รับคะแนนเห็นชอบ 185 ไม่เห็นชอบ 10 และงดออกเสียง 6

ส่วนอีก 2 ราย คือ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับคะแนนเห็นชอบ 3 ไม่เห็นชอบ 193 งดออกเสียง 5 และ นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด ได้รับคะแนนเห็นชอบ 28 ไม่เห็นชอบ 168 งดออกเสียง 5

เท่ากับว่า “สันทัด - อิทธิพร - ธวัชชัย - ฉัตรไชย - ปกรณ์” ที่ได้รับคะแนนเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิก สนช. ที่มีอยู่ 246 คน หรือ 123 เสียงขึ้นไป ถือว่าได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กกต.

ส่วน “สมชาย - พีระศักดิ์” ได้รับคะแนนเห็นชอบน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสนช.ที่มีอยู่ ถือว่าไม่ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกกต. และหมดโอกาสเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. ที่น่าจะหมายรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่นๆไปตลอดชีวิต

โดยมีการระบุว่า กรณีของ “สมชาย” นั้นเป็นผลมาจากคดีที่ถูกฟ้องร้องอยู่ในชั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ในสมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนสหกรณ์ ขณะที่ “พีระศักดิ์” นั้นถูกร้องเรียนเรื่อง “ความเป็นกลางทางการเมือง” เนื่องจากมีการระบุถึงสายความสัมพันธ์กับ “ขาใหญ่แห่งแดนอีสานใต้”

ได้มาเบื้องต้น 5 คน ก็ถือว่าเพียงพอต่อการเดินหน้ากระบวนการแต่งตั้งว่าที่ กกต.อย่างเป็นทางการ ตามบทบัญญัติ “วรรค 9” ของ “มาตรา 12” ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 ที่ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า “...ในกรณีที่ผู้ซึ่งวุฒิสภาให้ความเห็นชอบยังได้ ไม่ครบจํานวนที่ต้องสรรหาหรือคัดเลือก แต่เมื่อรวมกับกรรมการซึ่งยังดํารงตําแหน่งอยู่ ถ้ามี มีจํานวนถึงห้าคน ก็ให้ดําเนินการประชุมเพื่อเลือกประธานกรรมการได้ และเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจต่อไปพลางก่อนได้ โดยในระหว่างนั้น ให้ถือว่า คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ และให้ดําเนินการสรรหาหรือคัดเลือกเพิ่มเติมให้ครบ ตามจํานวนที่ต้องสรรหาหรือคัดเลือกต่อไปโดยเร็ว...”

ขั้นตอนต่อไปก็เป็นหน้าที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ที่จะนำรายชื่อกกต.ที่ได้รับความเห็นชอบ 5 คน ขึ้นทูลเกล้าฯ ไปก่อน ส่วนอีก 2 ราย ก็จะใช้วิธีการรับสมัครเข้ารับการสรรหาเช่นเดิม แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้สามารถทาบทามผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมมาเป็น กกต.ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ก็อาจจะถูกโจมตีว่า “มีผลประโยชน์ทับซ้อน” ได้

และหากโปรดเกล้าฯ 5 กกต.ใหม่ชุดแรกเมื่อใด ก็จะส่งผลให้ 4 กกต.ชุดเก่า ที่มี นายศุภชัย สมเจริญ เป็นประธานนั้น จะ “สิ้นสภาพ” ตามสูตร “เซตซีโร” ทันที

สิ่งที่ต้องตามต่อก็คือ บทบาทของ กกต.ชุดใหม่ ที่ได้รับ “อำนาจเพิ่ม” จาก พ.ร.ป.กกต.ฉบับใหม่ อย่างเหลือล้น อันจะมีบทบาทสำคัญในการ “ชี้เป็นชี้ตาย” ผลการเลือกตั้งครั้งต่อไป ที่มี “เดิมพันสูง” เกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจของ “รัฐบาลขุนทหาร” อย่างแน่นอน

แม้จะคาดหวังว่ารัฐธรรมนูญใหม่ จะกำหนดคุณสมบัติ กกต.ไว้แบบเว่อร์วัง เป็น “องค์กรมหาเทพ - สเปกไฮเอนด์” อีกทั้งต้องการวางตัวเป็นกลาง และไม่ฝักฝ่ายเอนเอียงทางการเมือง แต่นั่นก็เป็นแค่ “ตัวหนังสือในกระดาษ” ที่ห่างไกล “ความเป็นจริง” สุดกู่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการสรรหา กกต.ก่อนจะได้มาเบื้องต้น 5 คนในชุดนี้ ย่อมมี “บิ๊ก คสช.” รู้เห็นและเป็นใจด้วย ไม่มากก็น้อย

จากผลการลงมติที่เป็นไป “ตามโผ” ที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้แบบไม่ผิดเพี้ยน สอดรับกับ “ช่วงคะแนน” ทั้ง “เสียงเห็นชอบ” ในฝั่งผู้สมหวัง 178 - 186 คะแนน กับ “เสียงไม่เห็นชอบ” ชองฝั่งคนอกหัก ที่ได้ 168 และ 193 เสียงนั้น ถือว่ามีความใกล้เคียงกันมาก

แล้วยังตรงตาม “ลางสังหรณ์” ของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุไว้แล้วว่า “ได้แค่ 5 คน ก็สามารถทำงานได้”

จึงมี “นัยสำคัญ” บ่งชี้ว่า น่าจะมี “ใครบางคน” กดรีโมต จนทำให้คะแนนเสียงออกมาในระนาบใกล้เคียงกัน และก็คงหนีไม่พ้น “บิ๊ก คสช.” ไม่คนใด ก็คนหนึ่ง

ครั้งหนึ่ง คสช. เคยเปลี่ยนบทจาก “กรรมการ” เป็น “ผู้เล่น” จนโห่กันเกรียวไปรอบหนึ่งแล้ว มาวันนี้ยังแอดวานซ์ไปอีกขั้น เมื่อเป็น “ผู้เล่น” แล้วยังเลือก “กรรมการ” เองกับมืออีก

แบบนี้ทางสะดวก.


กำลังโหลดความคิดเห็น...