xs
xsm
sm
md
lg

ดูดเพื่อชาติ ใช้ “นักเลือกตั้ง” เป็นนั่งร้าน ทางลัดต่อท่ออำนาจ มุ่งปั้นรัฐราชการ เมินศรัทธาประชาชน

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

 กระแส “พลังดูด” จาก “ไดรโว่ คสช.” ยังไม่สร่างซา แถมหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “ดาวน์กันหนัก” เสนอตำแหน่งยศฐาในรัฐบาลปัจจุบัน ซื้อใจกันไว้ก่อนเลยทีเดียว

มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในรายของ "เสี่ยจั้ม" สกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เก้าอี้ “รอง ผู้ว่าฯ กทม.” ไปเชยชม เช่นเดียวกับ “บ้านใหญ่ชลบุรี” ที่ "เสี่ยแป๊ะ" สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล และ "เสี่ยติ๊ก" อิทธิพล คุณปลื้ม น้องชาย กับตำแหน่งข้าราชการการเมืองในยุครัฐบาลทหาร

หลักฐานเชิงประจักษ์มีอยู่ทนโท่ แต่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับปฏิเสธเสียงแข็งว่า ตัวเอง “ไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น” ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนเพิ่งออกปากว่า “ดูด” เป็นครรลองของประชาธิปไตยไทย ที่มีมายาวนาน

ก่อนคุยฟุ้ง "นั่งอยู่เฉยๆ ก็มีคนติดต่อมาขอพบ” ย้อนแย้งกับความจริงที่ปรากฏอยู่พอสมควร

เพราะนอกเหนือจากกระแสข่าวที่ว่า "ทีมแมวมอง คสช." ตะเวนไปเยี่ยมซุ้มการเมืองทั่วประเทศ ทาบทามร่วมทัพ “ทีมลุงตู่” แล้ว ที่ดูเหมือนเป็น “นโยบายเร่งด่วน” ถึงขนาดที่ “2 รัฐมนตรี” เทียวไล้เทียวขื่อ “ก๊วนบ้านริมน้ำ” แวะไปเจี๊ยะเต๊กับ สุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ และแกนนำกลุ่ม 16 ถึงบ้านพักย่านสนามบินน้ำ นนทบุรี อยู่บ่อยๆ

ส่วนตัว "นายกฯตู่" เองก็ออกโรงยกทัพไปตี "ขาใหญ่" ในหลายหัวเมือง โดยใช้การลงพื้นที่ ครม.สัญจร บังหน้าอยู่แทบทุกเดือน พร้อมประสานให้นักการเมืองระดับชาติ-ท้องถิ่น ในพื้นที่ออกมาต้อนรับ และตั้งวงหารือ เกิดภาพเป็นข่าวบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัยมีไมตรีต่อกัน คิวล่าสุดก็กำลังไปเยือน “บุรีรัมย์-สุรินทร์” ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลค่ายภูมิไทย ของ “เสี่ยเป็ด” เนวิน ชิดชอบ ที่รู้ๆกันอยู่ว่าเลือกข้างผู้ชนะอยู่แล้ว

แต่ที่ชัดที่สุด หนีไม่พ้น เมื่อครั้งยกทัพใหญ่ไปออกรอบที่สนามกอล์ฟของ “ตระกูลสะสมทรัพย์” ที่ จ.นครปฐม แถมปล่อยภาพออกมาแบบตั้งใจเป็นข่าว เสมือนส่งสัญญาณคิกออฟภารกิจ “ดูดเพื่อชาติ” ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา

แต่ไม่ว่า "ใครอ่อยใคร" หรือ “ใครไปหาใคร” ผลลัพธ์ที่ออกมาก็สะท้อนว่า "นายกฯตู่" ที่เคยตั้งแง่รังเกียจ "นักการเมือง-นักเลือกตั้ง" ด่าแบบสาดเสียเทเสียมาตลอด มาวันนี้ไม่เพียงไม่ปฏิเสธนักการเมือง แต่พร้อมจะจูบปากดูดดื่มด้วยซ้ำ

ทำให้เกิดภารกิจ “ดูดเพื่อชาติ” ที่ไล่สอย "ขาใหญ่การเมือง" แบบไม่เลือกหน้า เน่าในขนาดไหนก็พร้อมดึงมาเป็นพวก เสริมเป็นนั่งร้านให้ "พรรคทหาร" เท่านั้นเอง ขนาด “ตระกูลอดิเรกสาร” ที่ฐานเสียงไม่ได้ปึ้กเท่าไร สอบตกกันเป็นเรื่องปกติ ก็ยังผ่านสเปกเลย

ซ้ำร้ายยังทำจนเคยตัว "ดูด" จนเป็นนิสัย ขนาดแขกประจำอย่าง "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ที่มาเข้าพบบ่อยๆ ล่าสุดมาในฐานะผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงไทย นำทีมฟุตบอลมาในวาระได้ไปบอลโลกรอบสุดท้าย ก็ยังถูกกระเซ้า "ไม่ไปเล่นการเมืองหรือ" ตั้งท่าจะต้อนเข้าคอกลูกเดียว

กลยุทธ์นี้อ่านไม่ยาก หวังใช้ “ทางลัด” ไล่สอย “เจ้าเมืองต่างๆ” มาเป็นพวก อย่างน้อยก็มีฐานเสียงได้แต้มในการเลือกตั้ง ถึง ส.ส.เขตอาจจะแป้ก แต่ตามกติกาปัจจุบัน ที่เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ การวมกันในใบเดียว เท่ากับว่าทุกแต้มมีความหมาย เป็นเฉลยในตัวว่า ไฉน “บ้านใหญ่นครปฐม” ที่เคยโดนหมายหัวเป็น “ผู้มีอิทธิพล” ในเบื้องแรกที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจ หรืออย่าง “บ้านใหญ่ชลบุรี” ที่เคยโดน มาตรา 44 แซะร่วงจากตำแหน่งท้องถิ่น ไปๆมาๆ ถึงจุดที่ “รัฐบาลทหาร” อยากร่วมงานด้วย

เมื่อรู้แก่ใจว่า แต่ละมุ้งที่เชื้อเชิญมาร่วมงาน ชื่อเสียงไม่ใช่เบา หนักไปทางสีเทาๆ ออกแนวน้ำเน่ามากกว่าน้ำดี “ลุงตู่” ก็เลยต้องสร้างกลไกปกป้องตัวเอง กลัวโดนย้อนคำสมัยขึงขังเป็น "หัวหน้าคณะรัฐประหาร" สาดซัด "การเมืองแบบเก่า" ต่อว่า "นักเลือกตั้ง" ไม่เหลือดี ถึงขั้นต้องไปปัดฝุ่นคำกล่าวขึ้นหิ้ง “ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้คือแมวที่ดี” ของ "เติ้ง เสี่ยว ผิง" อดีตผู้นำจีนแผ่นดินใหญ่ มาเปรียบเทียบ "การดูด" ของตัวเอง

ชัดเจนทุกขณะว่า กำลังมีการเดินเกมทุกวิธีทาง เพื่อเป็น “ทางลัด” ขึ้นสู่อำนาจคำรบสอง

ด้วย “ปัจจัยครบ” ทั้ง 1.มีอำนาจอยู่ในมือ กติกาต่างๆเขียนไว้เอง แล้วก็กำหนดจะลงมาเป็นผู้เล่นเอง

2.กระสุนดินดำ-เสบียงกรัง ที่โดนดักคอว่ากำลังปั้นตัวเลข 4 หมื่นล้านบาทไว้เป็นทุนสำหรับพรรคใหม่ ผ่าน “เม็ดเงิน” ที่ “รัฐบาลทหาร” อัดฉีดไปแล้ว และกำลังทยอยใส่เข้าระบบ ผ่านโครงการขนาดใหญ่ มีมูลค่ามากกว่า “ล้านล้านบาท” ที่คงไม่ต้องสาธยายว่า มีโครงการอะไรบ้าง

3. การกวาดต้อนนักการเมือง "ดาวฤกษ์" ระดับ "เจ้าพ่อหัวเมืองต่างๆ" มาเป็นนั่งร้านในการเลือกตั้ง

รวมไปถึง 4.การปั้นรัฐราชการ ตามพื้นเพของเหล่าบิ๊กๆ ผู้มีอำนาจในตอนนี้ จนทำให้ “รัฐบาล คสช.” มองเมินปัจจัยในแง่ “ศรัทธาประชาชน” ยกตัวอย่างง่ายๆ กรณีข้อพิพาท “หมู่บ้านป่าแหว่ง” หนทางเรียกแต้มจากประชาชนอ้าซ่า แต่รัฐบาลก็ยึกยักๆ คล้ายกับต้องการประคองความรู้สึกของ “ฝ่ายตุลาการ” ที่เป็นส่วนสำคัญของ “รัฐราชการ” มากกว่าที่จะยืนข้างประชาชน

จุดขายเพียบ ปัจจัยครบ อาจจะไม่ได้ถูกใจประชาชน แต่ถูกใจบรรดานักการเมืองนักเชียว แบบนี้เป็นใครก็หวั่นไหว ที่ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย เหน็บไปว่าเป็น “รถดูดส้วม” คงยังน้อยไป เรียกว่า “หลุมดำ” น่าจะใกล้เคียงกว่า

อาการของ “เจ๊หน่อย” ที่ออกมาแขวะไปถึง “ลุงตู่” ว่า ขอให้เป็นสุภาพบุรุษ สำทับกับ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาคอมเมนท์เรื่อง “ขบวนการดูด” เป็นรายวัน ด้วยรู้ดีว่า หากปล่อยให้ “รัฐบาล คสช.” เดินตามแผนได้สะดวกโยธิน โอกาส “อดอยากปากแห้ง” ไปอีก 4-5 ปีหลังเลือกตั้งก็มีสูง ดีไม่ดี “เพื่อไทย - ประชาธิปัตย์” อาจจะต้องมานั่งจ่องเป็น “ฝ่ายค้านแห่งชาติ” ร่วมกันด้วยซ้ำ

แม้ว่าพรรคเพื่อไทย ที่ก่อร่างมาจาก “พรรคไทยรักไทย” ต้นตำรับพลังดูด อาจจะไม่กระทบเท่าไร ด้วยฐานเสียงหลักอยู่ในภาคอีสาน ที่มีจำนวน ส.ส.ส่วนใหญ่ของประเทศ นอกเหนือจากยังไม่มี “เลือดไหล” บรรดาอดีต ส.ส.ในเครือยังเกาะกันแน่น ที่สำคัญจุดชี้วัดชัยชนะในคูหาเลือกตั้ง ก็หาใช่มาจาก “ตัวบุคคล” แต่เป็นความนิยมในนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร มากกว่า อย่างน้อยก็มีเสียง ส.ส.ตุนในกระเป๋าไม่ต่ำกว่าร้อยเสียง เพียงแค่ห่วงว่าในพื้นที่อื่นๆ จะถูกดูดไปเหมือน “บ้านสะสมทรัพย์” ด้วยมีกระแสข่าวว่า หลายหัวเมืองถูกตีแตกไปแล้ว โดยเฉพาะในภาคกลาง-ภาคเหนือ หากแต่เลือดยังไม่ไหลออกให้เห็นอย่างเป็นทางการเท่านั้น

ก็เลยเป็นคิว “เจ๊หน่อย” ผู้เป็นมิตรกับทุกป้อมค่าย ต้องออกปากกระแซะ “บิ๊กทหาร” ด้วยคำพูดแรงๆ กันบ้าง อีกนัยหนึ่งก็เพียงสร้างราคาให้ตัวเอง ด้วยเผอิญมีนัดหมายไปคารวะ “นายใหญ่” ที่มีกำหนดการบินมาปักหลักที่ประเทศสิงคโปร์ ในช่วงนี้พอดี

ผิดกับทางฝั่ง “ประชาธิปัตย์” แม้ว่าในพื้นที่ภาคใต้ยังค่อนข้างเหนียวแน่น มีเพียง “บ้านเทือกสุบรรณ” ที่จะไปตั้งพรรค กปปส.เท่านั้น หากแต่ก็รู้แก่ใจดีว่า เฉพาะเสียง ส.ส.ภาคใต้ไม่อาจจะส่งให้พรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ นำมาซึ่งความน่าเป็นห่วงของค่ายสีฟ้า อยู่ที่พื้นที่อื่นมากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.ฐานเสียงใหญ่ของพรรค ที่ตอนนี้ถูกฉกไปแล้วอย่างน้อยๆ 3 เขต คือรายของ “หนุ่มจั้ม” ที่พ่วง “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และ “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไปด้วย

ไปไม่ไปเปล่า ยังประเคนเก้าอี้รองผู้ว่าฯกทม.ให้เป็นของกำนัล เพื่อทำพื้นที่ทุบฐานเสียงของประชาธิปัตย์ให้แหลกอีกต่างหาก อ่านกันออกว่า เกมดูดสอยนักเลือกตั้ง ยังเป็นกลยุทธ์ทอนกำลังคู่แข่งไปในตัวด้วย หลังจากที่ “แผนรีเซตพรรคการเมือง” ของ คสช.ได้ผลเป็นอย่างดี จากการที่กำหนดให้มีการยืนยันสมาชิกพรรคด้วยกระบวนการที่ยุ่งยาก อีกทั้งยังจำกัดเวลาเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น ตัวเลขการยืนยันสมาชิกพรรคจึงพลาดเป้ากันไปตามๆกัน

ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เดิมแจ้งว่ามีสมาชิกกว่า 2.5 ล้านคน มีผู้มายืนยันราว 8 หมื่นคนทั่วประเทศเท่านั้น พรรคเพื่อไทย มีสมาชิกประมาณ 1.3 แสน แต่มายืนยันเพียงแค่ไม่ถึง 1 หมื่นคน

ส่วนพรรคยิบย่อยก็อาการหนัก เดิมสมาชิกก็น้อยนิดอยู่แล้ว ยอดยืนยันยังแทบไม่ถึงเกณฑ์การทำไพรมารีโหวตของพรรคการเมืองที่ต้องใช้สมาชิกทั่วประเทศอย่างน้อย 7 พันคน หรือใช้สาขาอย่างน้อย 500 คน หรือตัวแทนจังหวัดไม่น้อยกว่า 120 คน โดย พรรคชาติไทยพัฒนา มีผู้มายืนยันแค่ 2.5 พันคน ขณะที่พรรคชาติพัฒนา มีมายืนยัน 5.5 พันคน จากจำนวนเต็ม 1.8 หมื่นคน

ส่งผลให้แต่ละพรรคต้องกระเสือกกระสนไม่ต่างจากพรรคการเมืองตั้งใหม่

แผนการ “ดูดผู้แทน” พ่วง “รีเซตสมาชิกพรรค” กลายๆนี้ ทอนกำลังพรรคการเมืองไปได้มากแล้ว ยังจะมีกลยุทธ์ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ที่ทำเอาเดือดร้อนมากกว่า ถึงขนาด “อภิสิทธิ์” ต้องออกหน้ามาดักคอด้วยตัวเองเลยว่า มีความพยายามสกัดกลุ่มทุนไม่ให้สนับสนุนพรรคการเมืองเก่า

ก่อนที่ “เดอะแจ๊ค” วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ จะออกปูดมาข่าวระดมทุน 4 หมื่นล้านบาท ตั้งพรรคหนุนทหารสืบทอดอำนาจ จนทำให้ “นายกฯตู่” ออกอาการขู่ฟ่อ จะฟ้องร้องเอาเรื่องกันเลยทีเดียว จากนั้นก็ส่ง “เบอร์ใหญ่” อย่าง วิษณุ เครืองาม รองนายกฯออกมากำราบ “วัชระ” อีกดาบหนึ่ง

ตามที่ว่าไปข้างต้นว่า จะตัวเลข 4 หมื่นล้านบาท หรือ 8 หมื่นล้านบาท กระทั่งทะลุแสนล้านบาท ก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรง ด้วยมีการอัดฉีดโครงการเข้าระบบอยู่เป็นล้านล้านบาท กะอีแค่หลักหมื่นล้านจะไปยากอะไร

ยังไม่ต้องไปไกลถึงขนาดนั้น ดู “หนังตัวอย่าง” โชว์พาวเวอร์การระดมทุนของ “บิ๊กทหาร” ผ่านโปรเจ็กต์คืนความสุข ให้คนไทยได้ดูบอลโลกรัสเซียฟรีๆ ที่ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็น “โต้โผ” กวักมือเรียก “กลุ่มทุนใหญ่” มาร่วมลงขัน พริบตาได้มาไม่มากไม่มาย แค่ราว 1.4 พันล้านบาท โดยที่ไม่มีรายไหนอิดออด มีก็แต่บางเจ้าที่อยากลงขัน แต่ถูกกีดกันด้วยซ้ำไป

ขนาด “มหกรรมบอลโลก” ที่ไม่ได้กำรี้กำไร ยังว่าง่ายขนาดนี้ แล้ว “มหกรรมเลือกตั้ง” ที่เดิมพันสูงด้วยการต่อท่ออำนาจ “รัฐบาล คสช.” จะระดมกันเป็นหมื่นๆ ล้าน ก็ไม่น่าเกินความสามารถ

เจอแบบนี้เข้าไป พรรคการเมืองเก่าๆ ก็ได้แต่มองตาปริบๆ ไม่เว้นแม้แต่ "พรรคเพื่อไทย" ที่นายทุนเดินว่อนพรรค มีเสบียงกรังของตัวเอง แต่ก็ไม่เคยวางงบประมาณไว้ถึงหลักหมื่นล้านบาท ไม่ต้องพูด "พรรคประชาธิปัตย์" ที่ “สปอนเซอร์ดั้งเดิม” ก็ไม่ได้ใจป้ำสายเปย์อะไรขนาดนั้น

เท่ากับว่าตอนนี้ ทุกอย่างเข้าข้อ “ขุนทหาร” ไปเสียหมด เว้นก็แค่เพียงความรู้สึกประชาชนที่เสื่อมศรัทธา “รัฐบาล คสช.” ไปแล้ว

แต่ก็ดูเหมือน “บิ๊กทหาร” ไม่ได้ยี่หระ มุ่งจะเดินทางลัด “ดูดเพื่อชาติ” โดยไม่สนเสียงซุบซิบนินทา เพียงเพื่อต่อท่ออำนาจให้ได้เท่านั้นเอง.


กำลังโหลดความคิดเห็น...