xs
xsm
sm
md
lg

“ขุนทหาร” เมกชัวร์ต่อท่ออำนาจ บีบ “นักเลือกตั้ง” เลือกข้าง อยู่คอกไหนก็ได้เว้น“ระบอบแม้ว”

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

ชักเข้า ชักออก!

จนถูกมองออกว่าเป็น “ปาหี่” ตามคิวที่ไปๆ มาๆ “สภาฝักถั่ว” สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลับมาลังเลว่า ควรจะตีความ ร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ “กฎหมาย ส.ส.” หรือไม่ ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีมั่นใจไม่มีอะไรจะขัดรัฐธรรมนูญ เลือกยื่นแต่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. หรือ “กฎหมาย ส.ว.” ฉบับเดียว

ทำเป็นมี “ยางอาย” ไม่อยากยื่น ด้วยกลัวจะทำให้คนติฉินนินทาว่า ถ่วงเวลา อยากเลื่อนเลือกตั้ง ถึงขนาด พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ลงทุนบอกว่า ยื่นให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว

กะโบ้ยให้ทางรัฐบาลออกหน้ายื่นตีความเอง ถัวเฉลี่ยเสียงด่าไปบ้าง แต่ “นายกฯตู่” ไม่เล่นด้วย เรียก “พรเพชร” ปิดห้องคุยบนตึกไทยคู่ฟ้า แป๊บเดียว “ทั่นประธานฝักถั่ว” ออกพูดราวคนละคน กลับลำทำท่าติดใจสงสัย ร่างกฎหมาย ส.ส. แล้วจะยื่นตีความเองซะงั้น โดยอ้างว่า มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซือแป๋กฎหมายของ คสช. แสดงความกังวล ทั้งที่ “ปู่มีชัย” ทักมาตั้งนมนาน

ลูกไม้ตื้นๆใครก็จับได้ไล่ทัน ก็เพียง “ลิเกโรงใหญ่” ที่ต้องการตบตา ให้เห็นว่าไม่อยากเลื่อนเลือกตั้งเท่านั้น

ในทางปฏิบัติโดยคาดคะเนว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องตีความโดยใช้เวลาฉบับละ 1 เดือนเต็ม อย่างนี้เท่ากับว่า บวกไปอีก 1-2 เดือน กุมภาพันธ์ปี 2562 ที่ “บิ๊กตู่” รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าได้กากบาทแน่ อาจต้องโดน “โรคเลื่อน” อีกครั้ง และอีกครั้ง

นี่ยังไม่นับรวมกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นอีก 6 ฉบับ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่า จะใช้เวลาแค่ 1 เดือน แต่แล้วอยู่ๆ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ออกมายอมรับว่า หืดขึ้นคอเสียแล้ว ! หลังต้องรื้อกันใหม่ถึง 130 มาตรา

เอาเป็นว่า ถ้ากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นยังไม่บังคับใช้ การเลือกตั้งระดับชาติ อาจต้องเขยิบไปอีก เพราะ คสช.ตั้งใจไว้แล้วว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นบางระดับก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เสร็จ ก็ยังไปนึกถึงการเลือกตั้ง ส.ส.มิได้

อะไรๆ ก็ดูจะติดขัดไปหมด มันสะท้อนให้เห็นอาการว่า คสช.เล่นลูกตุกติก หาเรื่องจะตระบัดสัตย์อีกรอบ เพื่อให้การเลือกตั้งเขยิบออกไป หลายอย่างมันชักจะชัดว่ากุมภาพันธ์ปี 2562 “นักการเมือง - นักเลือกตั้ง” ต้องถอนสายบัวรอเก้อกันอีกคำรบ

จับปฏิกิริยาอาการ “ลูกอีช่างยื้อ” เที่ยวล่าสุด แสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของทอปบูตชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า ถ้าไม่ชัวร์ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งแน่ๆ “ชัวร์” ในทีนี้ ไม่ใช่แค่สถานการณ์ทางการเมืองอย่างเดียว หากแต่เมื่อเลือกตั้งแล้ว นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 จะต้องชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คนเดิม พร้อมออปชั่นเสริม “พรรคทอปบูต - พรรคนอมินี” ต้องมีเสียงส.ส.รวมกันไม่ต่ำกว่า 250 อีกด้วย
สำทับกับเสียงอ่อยๆของ “นายกฯตู่” ที่เคยยืนกรานว่าไม่สนใจต่อท่ออำนาจเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง แต่ระยะหลังกลับแบะท่าประมาณว่า “คนใน” ก็ได้ “คนนอก” ก็ดี

ตามคิวที่โพลหลายสำนักยังสะท้อนให้เห็นว่า ความนิยมของ “พรรคเพื่อไทย” ยังมิได้ลดลงแต่ประการใด ถ้ามีการเลือกตั้งกันในตอนนี้ “พรรคสีแดง” ของ “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นผู้กำชัยอยู่ ด้วยแต้มที่ไม่ต่ำกว่าสมัยเลือกตั้งปี 2554 ต่อให้ไม่มีพี่น้อง “ตระกูลชิน” เป็นผู้ถือธงนำก็ตาม

โดยเฉพาะการเรียงลำดับความนิยมในภาคอีสานที่เป็น “ฐานที่มั่น” ของพรรคเพื่อไทย ยังเป็นเจ้าของสัมปทานเดิม ตามคิวที่บอกอยากได้ “หญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่วังทองหลาง ในนามพรรคสีแดง เป็นนายกรัฐมนตรี

เหนือสิ่งอื่นใด ยังมี “โพลนายใหญ่” ที่เคาะออกมาเบื้องต้นแล้วว่า ต่อให้ทหารแข็งแกร่งแค่ไหน แต่พวกเขาจะได้จำนวน ส.ส.อย่างต่ำ 230 คน เพราะคะแนนนิยมในแบรนด์ “ทักษิณ” ยังขายได้อยู่

ยังไม่รวมพวก “พรรคเอสเอ็มอี” ที่พร้อมเฮไหน เฮนั่นกับ“คนชนะ”อยู่แล้ว แบบนี้ถึง“พรรค ส.ว.” ดัน“ลุงตู่” เบิ้ลเก้าอี้นายกฯตามใบสั่งได้ แต่เมื่อคุมองค์ประชุมใน“สภาล่างไม่ได้” งานการก็คงไม่ได้ทำกันพอดี

ขณะที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่มีการโยนหินถามทางออกมา ไม่ได้สร้างความหวือหวา หรือแปลกใหม่ทางการเมืองไทยได้เลย ดังนั้น เมื่อพื้นที่อีสานยังยึด หรือหารคะแนน มาอยู่ฝั่งทหารไม่ได้ และพรรคตัวเลือกไม่สามารถเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับประชาชนได้จริง

จึงไม่ใช่เรื่องที่ “ทีมลุงตู่” จะรีบลงไป “แพ้”

โทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเอง “เวลา-อำนาจ” ในมือมีเพียบ แต่กลับนำพาตัวเองไปสู่ “จุดเสื่อม” ไม่ว่าจะการตอบโต้ทางการเมือง หรือประเด็นที่อ่อนไหวของตัว “ลุงตู่” หรือพฤติการของ “คนรอบข้าง” ที่สังคมรับไม่ได้ ก็กระเตงกันไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เสื่อมขนาดที่แม้แต่ “ละอ่อนการเมือง” อย่าง พรรคอนาคตใหม่ เปิดตัวขึ้นมา ยังสะทือน

ทางเดียวคือ “ยื้อ” เพื่อทำให้สลาย “ระบอบทักษิณ” ให้อ่อนแอมากที่สุด แต่ที่ผ่านมา การดึง “นักการเมือง - นักเลือกตั้ง” กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเข้า หรือพวกลายครามที่ยังพอมีราคาเพื่อสร้างพรรคใหม่มันยังไม่พอที่จะทำให้เบาะบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ “บิ๊กตู่” ในรอบหน้านุ่มสบาย

ที่ผ่านมา “ท็อปบูต” พยายามดูดอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย มาอยู่ในอาณัติหลายคน ไม่ว่าจะที่ “บ้านใหญ่นครปฐม” ของ “ตระกูลสะสมทรัพย์” หรือพวก สุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา ที่หันมาซบกับท็อปบูต ในช่วงที่มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.)

นอกจากนี้ มุ้งเล็กมุ้งน้อยที่เคยอยู่ภายใต้ชายคา “เพื่อไทย” เหล่าแม่ทัพนายกอง ก็ดึงกันมาเสียเกือบหมด ทั้ง “มัชฌิมา” ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน พรรคชาติไทยพัฒนา ที่มีฐานที่มั่นอย่าง “สุพรรณบุรี” พรรคพลังชลของ “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม และ พรรคชาติพัฒนาของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

เรียกว่า ดูดกันต่อเนื่อง แต่เหมือนยังไม่เพียงพอ เลยกะกันว่า ที่ คสช.ต้องยื้อออกไปอีก เพราะต้องการจะ “ยำใหญ่” พรรคเพื่อไทยให้ง่อยเปลี้ยเสียขาในการเลือกตั้งครั้งหน้ากันเลยเชียว ไม่ว่าจะทางไหน ถ้าดูดไม่ได้ ก็ต้องให้กระโดดหนีจากหน้าตัก “นายใหญ่” ให้ได้

ยังไม่นับรวมพวกนักการเมืองรุ่นแตกลายงา ที่เหมือน คสช. อยากจะใช้ความมีชื่อเสียงทางการเมืองไปดึงดูดคะแนนมาช่วยท็อปบูต ในจังหวะที่ตัวละครเก่าๆ อย่าง สุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ มีคนระดับรัฐมนตรี คสช. แวะเวียนไปเจี๊ยะปึ้ง จนหัวกะไดไม่แห้ง

ก็เพิ่งมามีความเคลื่อนไหว หลัง “โลว์โปรไฟล์” ไปนาน อยู่ๆ ก็ปล่อยข่าวเปิดบ้านนัดหม่ำข้าวกับ อดีต ส.ส.กลุ่ม 16 เหมือนเรียกราคาตัวเอง ทั้งที่เป็นกลุ่มคนคุ้นเคยที่ไปมาหาสู่กันตลอด แต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น

โดยใช้ยุทธวิธีบับทุกทาง เพื่อให้ “เห็บกระโดด” โดยเฉพาะเรื่องคดีความ ที่ระยะหลังๆ มานี้กลิ่นเริ่มตุๆ “คดีนักการเมือง” จะเริ่มกลับมามีความคืบหน้าอย่างผิดสังเกต เหมือนเป็นนัยบอกว่า ในช่วงที่ยังไม่ถูกฟัน หากกลับตัวกลับใจได้ทัน หันไปสิงสู่ที่อื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยอาจจะรอดก็ได้

หรือ กระทั่งคำขู่ประเภทจะเช็ก “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่เกี่ยวกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ “นักเลือกตั้ง” ขยาด หากถูกตีขลุม เหมารวมไปด้วย ก็อาจถูกอายัดธุรกรรมการเงิน

เป็นเกมบีบของ “ผู้มีอำนาจ” คล้ายกับเมื่อครั้ง “นายแม้ว” ดูดมุ้งการเมืองเข้าคอก “ไทยรักไทย” ในอดีตนั่นเอง

แต่ พ.ศ.นี้ มีเงื่อนไขเดียวว่า ไปอยู่ไหนก็ได้ ห้ามอยู่กับ “เพื่อไทย” ต่อ !

เป็น “ทักษิณโมเดล” สมัยเรืองอำนาจ สามารถแทรกแซงองค์กรอิสระได้หลายแห่ง แล้วมักจะใช้คดีในมือเหล่านี้มาต่อรองกดดันเพื่อกวาดต้อนนักการเมืองให้มาอยู่รวมกันที่ “ไทยรักไทย” เป็นการแลกเปลี่ยน “อิสรภาพ”

คสช.อยู่ในภาวะ “หน้ามืด” จะต้อนนักการเมืองทุกทางให้ตัวเองได้เปรียบ ก็ตามสไตล์ท็อปบูตแหละ ที่หากไม่ชัวร์ไม่ยอมเลือกตั้งแน่ๆ

เลื่อนแล้วเลื่อนอีก เป็นขี้ปากชาวบ้านแค่ไหนก็ช่างขอแค่เมกชัวร์ว่า ท่ออำนาจไปต่อได้เท่านั้นพอ.


กำลังโหลดความคิดเห็น...